Pranitee’s Weblog

เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน

Posted in Uncategorized by iampranitee on June 20, 2009

หนังสือเล่มนี้ เราได้ยินชื่อ มานานมาก ๆ นานมาก ๆ นานมาก ๆ (จะย้ำว่านานมากจริง ๆ) แต่ไม่เคยคิดจะอ่าน อาจเพราะว่ายังไม่ถึงเวลาก็ได้มั๊ง เพราะพอถึงวันนี้ที่ได้อ่าน เราคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม ที่อย่างน้อยเราก็มองเห็นแล้วว่าหนังสือเล่มนี้ ดีที่สุด และ ทำให้เรารู้ว่า เราควรจะยึดถือว่านี่คือ สิ่งที่เรียกว่า ความเห็นชอบ จริง ๆ

เท้าความก่อนว่า ปัญหาที่เราเจอทุกวันนี้มันก็เหมือนกับปัญหาเมื่อปีที่แล้ว ปีนั้น ปีนู้น ปีปู๊น… เพราะครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้ คือ เมื่อตอนเราเรียนอยู่ ป.ตรี ปี ๓ หนังสือเล่มนี้ออกมาใหม่ ๆ ช่วงนั้นเราเล่นละครวิทยุที่ ม อาทิตย์นึงมี ๗ วัน เราออกนอกบ้านหกวัน หยุดวันพุธวันเดียว ทั้งเหนื่อยทั้งงง ทั้งเซ็งกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เป็นปัญหาคาราคาซังที่แก้ไม่ได้ รู้แต่ว่า ถ้า จบ ป.ตรี ปัญหานี้จะหมดไป ซึ่งเราก็ตั้งตารอรอรอรอรอ ตอนนั้นเราได้เล่าให้ผู้ใหญ่ท่านนึงที่เล่นละครวิทยุด้วยกัน ซึ่งคุณอาท่านนั้นท่านก็แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้เราลองอ่านดู แต่เราก็ไม่ได้อ่าน เพราะว่าจะเอาเวลาที่ไหนไปอ่าน วันพุธวันเดียวทำอะไรก็แทบไม่ทัน เลยลืม ๆ ไป ไม่สนใจจะอ่าน ปัญหาก็ยังอยู่ และ จบ ป.ตรี มาแล้ว ปัญหาก็ยังอยู่ แถมดูเหมือนจะหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เราไม่เคยหยิบหนังสือเล่มนี้เลย ไม่เคยรู้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร

ผ่านมานาน จะได้ยินว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเบสต์เซลล้ง เซลเลอร์ อะไรก็ไม่สนใจ (อาจมีคนคิดว่า “กรรมบัง” คงใช่อ่ะค่ะ เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครบัง?)

จนกระทั่งเมื่อพุธที่แล้ว บังเอิญได้ดูรายการ “ตาสว่าง” (รายการนี้เราชอบมาก หลัง ๆ ไม่ค่อยได้ดู มัวนั่งเล่นเน็ตบ้าบอคอแตก) คุณสัญญา คุณากร ไปสัมภาษณ์คุณดังตฤณ (ซึ่งเราเข้าใจมาตลอดว่าเป็นผู้หญิง ขอสารภาพเลยว่าเราแย่มาก ๆ ไม่เคยรู้อะไรเลยจริง ๆ) พอเห็นเป็นผู้ชายก็งง แล้วก็มานั่งฟังเขาเล่าว่า ที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ เพราะมีคนขอให้คุณดังตฤณเขียนหนังสือให้คนที่ใกล้จะตายได้อ่าน แต่ตอนนั้นคุณดังตฤณก็ไม่รู้จะเขียนอะไร จนวันนึงนึกออก แต่ก็นึกไปถึงคนที่ใกล้ตายว่า จะตายไปหรือยัง ถ้าตายไปแล้ว ก็น่าเสียดาย ที่ไม่ได้อ่าน เลยเป็นที่มา ของชื่อ ซึ่งเราขอบอกเลยว่า ชื่อนี้มีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะชวนให้สงสัยจริง ๆ (แต่แปลกที่เรากลับไม่สงสัย ก๊าก… และตอนที่นั่งดูอยู่นี้ ก็ชักสงสัยแล้ว???)

ถ้าดูทั้งรายการ ก็นั่นแหละค่ะ เนื้อหาในเล่มนี้

จริง ๆ เราอ่านจบแล้ว (ใช้เวลาอ่านสามวัน) เพราะบอกตรง ๆ บางเรื่อง เราไม่เข้าใจเลย (ยังเข้าไม่ถึง) แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่เราสงสัยหลาย ๆ อย่าง ได้รับคำตอบแล้ว

…………………………………………………………………………………………
เรื่องคร่าว ๆ (แบบถ้าเราจะเล่าให้ใครฟัง แบบชวนสั้น ๆ ให้เขามาอ่าน เราจะเล่าแบบนี้)

หนังสือเรื่อง เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน ของ ดังตฤณ
จะมีอยู่ ๓ บรรพ (ขอเรียกง่าย ๆ ว่า ๓ ส่วน)
ส่วนแรกคือส่วนที่กล่าวถึงว่าเราเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร (ทำไมเป็นมนุษย์ เป็นหญิง/ชาย เป็นคนรูปงาม เป็นคนร่ำรวย เป็นคนมีปัญญามาก ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม)
ส่วนที่สองคือส่วนที่กล่าวถึงว่าเราตายแล้วไปไหนได้บ้าง (สัจจะเกี่ยวกับความตาย เช่น ตายคืออะไร เราควรมีอายุได้เท่าไร … เป็นต้น สภาพความเป็นอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ)
ส่วนที่สามคือส่วนที่กล่าวถึงว่าในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราควรทำอะไรดี (คำถามที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต เช่น ความมืดอันใดน่ากลัวที่สุด เรากำลังติดกับดักความมืดอยู่หรือไม่ … เป็นต้น, วิชารู้ตามจริง)

ซึ่งในส่วนแรกที่กล่าวถึงว่าเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร เป็นส่วนที่อ่านเข้าใจง่าย เพราะเห็นภาพ สิ่งที่พวกเราทุกคนเป็นอยู่นั้น เป็นผลมาจากกรรมเก่า ทั้งสิ้น (ถ้าดูรายการตาสว่าง จะเล่าเรื่องตรงนี้เยอะ)
ส่วนที่สองกับสาม เราอ่านแล้วสงสัยเยอะมาก แต่เป็นหลักธรรมะที่จะทำให้เข้าใจความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ และแนะนำแนวทางที่เราควรปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากความไม่รู้

…………………………………………………………………………………………คงเล่าแค่นี้
สงสัยต้องอ่านอีกหลายรอบ คือ เราจำคำสำคัญ ๆ ไม่ได้ แบบว่าคงยังเข้าไมุ่ถึง เราว่าเราจะไปซื้อมาสักเล่ม มาอ่านซ้ำ – ยังไม่คืนหนังสือหรอก แต่คิดว่าจะซื้อมาครอบครองสักเล่มแน่ ๆ

เราจดไว้หน้าที่เรากรี๊ดมาก
หน้า ๔๒ – ๔๓, ๔๘, ๖๒ เกี่ยวกับการรักษาศีล จริง ๆ ก็กรี๊ดทั้งหมด แต่หน้าที่จดมานี้คือ… เหมือนเราอยากจะเน้น… เน้นอะไรเราก็ไม่แน่ใจเจตนา เนื่องจากตอนนี้นึกได้ว่ามีหลายเจตนา และเราก็จดมาแต่เลขหน้าจึงเจาะจงไม่ถูก อ่าน ๆ ไปเถอะ

หน้า ๘๒ เราคิดว่าชาติที่แล้วเราคงเป็นแบบนี้ (เพราะชาตินี้ก็ยังเป็น) และหน้า ๑๐๓ ตรงย่อหน้า “ความงาม” ก็คงด้วย (ชาติที่แล้วไม่รู้ แต่ชาตินี้เราไม่เน้นเจาะจงสาปแช่งใคร แต่ชอบสาปแบบเหวี่ยงกราด เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะทำหรือเป็นแบบนั้น เช่น ภาพหัวบล็อกนี้ ไม่รู้จะสาปทำไม? เพราะยังไง ถ้าใครทำ มันก็ต้องรับกรรมจากการกระทำของมันอยู่แล้ว เราคงจะเลิกสาป เดี๋ยวจะเอาภาพออก แต่ขอคิดก่อนว่าจะเอาอะไรไปใส่แทน … เดี๋ยวจะเล่าต่อว่าทำไม? ขอเขียนเลขหน้าต่อก่อน อ่านต่อตรง*)

หน้า ๑๐๖ ลองคิดคำตอบดู

หน้า ๑๔๔ ปัญญา….

หน้า ๑๔๗ คนฉลาด… – ๑๔๘ …ทั้งสิ้น

หน้า ๑๖๑ ถ้าหากมีพรสวรรค์…

หน้า ๑๖๓ การที่…

หน้า ๓๐๒ เกี่ยวกับการโกหก (ซึ่งปัจจุบันพบว่าเป็นเรื่องปกติของคนว่ะ ทำไมวะ เราคนนึงที่ตรงจนโดนด่าวายป่วงมาก เพราะว่าเราไม่ชอบปั้นหน้า ไม่ชอบโกหก รำคาญ ไม่อยากจำคำโกหกให้รกสมอง แต่คนมากมายกลับหาว่าเราโง่เซ่อ เขามักแนะนำว่าควรโกหกเพื่อให้อยู่ในสังคมได้ ไม่ได้จะว่าใคร แค่จะบอกว่าบาป ถ้าใครว่าไม่บาป ขอให้รู้ว่าคนคนนั้นมันช่างเขลาจริง ๆ เลย / หงุดหงิดได้อีก ก๊าก…)

ก็จดมาแค่นี้อ่ะ ที่กรี๊ด ๆ

แต่เราอยากจะบอกจากใจว่า การที่เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ในช่วงนี้ ทำให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้ว เราคงต้องได้อ่านตอนนี้ ถ้าหากเราดันอ่านก่อนหน้านี้ เราอาจจะไม่เชื่อ เราอาจจะหลับครอกคาหนังสือ (เพราะนี่ก็เป็น แต่ก็ตื่นมาอ่านต่อ) จนอาจจะเลิกสนใจธรรมะไปเลย ช่วงเวลาประมาณปีสองปีกว่า ๆ หลังจากจบตรีมา พร้อมกับปัญหาเดิม ๆ ที่ยังคงอยู่ เพราะมีคนผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับเรา (ไม่ต้องเดา แต่เราว่าคนที่อ่านบล็อกเราคงรู้ว่าเราหมายถึงใคร เราไม่อยากว่าหรอก เพราะรู้ว่าบาป แต่เผื่อใครเจอแบบเราอยู่) เราจะบอกว่า หนังสือหรือสื่ออื่น ๆ ที่เรารับมาก่อนหน้านี้ ทำให้เราเข้าใจบาปบุญคุณโทษ ก็จริง แต่เรากลับมีอีกความคิดผุดขึ้นมาคือ คิดว่า “คนที่กระทำกับเราคือคนที่จองเวรครั้งใหม่กับเรา” (คือมองว่าเป็นกรรมตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ยังแอบมองโลกในแง่ร้ายว่า เฮ้ย ถ้าไม่ใช่กรรมของเรา แต่เป็นกรรมใหม่ของเขาล่ะ ทำไมเราถึงโชคร้ายแบบนี้ คิดบ้าบอล้านแปด) แต่อ่านเล่มนี้จบ เราบอกได้เลยว่า เราคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นกรรมเก่าของเราทั้งหมด อยู่ที่ตัวเรา (ตัวทุก ๆ คนเอง ไม่ใช่คอยแต่โทษคนอื่น) เอง ที่จะปฏิบัติกับเขา (คนที่สร้างปัญหากับเรา, คนที่เรามองเห็นว่ากำลังสร้างทุกข์ให้เรา) อย่างไร ถ้าเราไปตอบโต้ ไปแสดงความทุรนทุราย เราก็จะได้รับผลจากการกระทำนี้ในชาติหน้า (ถ้ายังมี) อย่างแน่นอน

อยากเขียนเรื่องนี้นานแล้ว แต่หาเหตุผลอธิบายไม่ได้
“เราสังเกต คนบางคน นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่เคยร้อนรน ไม่เคยมีปฏิกิริยาใดใด แต่บางคนกลับเป็นตรงกันข้าม พอเจออะไรหน่อย กรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ทั้งที่เราไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้ว คนแรกเขาแค่เฉื่อย หรือเขามีศีลและรักษาศีลอย่างเคร่งครัด และคนที่สองเขาอ่อนไหวง่ายเกินไป หรือเขาไม่มีศีล หรือเขามีศีล แต่อยากแสดงออกแบบจะสอน จะเป็นตัวอย่าง จะอะไรสักอย่าง”
(คาดว่า คนอ่านคงงง)
คือ เราเห็นบางคนเขานิ่ง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ลุงของเรา สมัยเรายังเด็ก ๆ สักตอนสี่หรือห้าขวบ (เด็กสี่คน ซึ่งเป็นหลาน ๆ ของลุงแหละ) มักจะชอบไปเตะ ไปต่อย ไปถุยน้ำลายใส่ลุงคนนี้ (เราก็ร่วมด้วย) เพราะว่า จะด้วยความที่พวกเราไม่รู้ หรือความโง่ หรือเป็นเวรกรรม หรืออะไรก็ตาม (คือ เรื่องมันมีอยู่ว่า มีผู้ใหญ่เลว ๆ คนนึงมายุ ให้ไปทำอ่ะ มองย้อนกลับไปแล้ว ก็สมเพชตัวเองว่ะ สมเพศไอ้ผู้ใหญ่เฮงซวยที่มายุด้วย แบบเขาอยากยั่วโมโหพี่ชายเขาไง เลยใช้หลานเป็นเครื่องมือ) แต่ลุงที่โดนเตะต่อยถุยน้ำลายใส่อ่ะ เขาไม่เคยว่าอะไรหลานสักคำ ไม่ด่าน้องชายเขาด้วยซ้ำ ส่วนพวกหลาน ๆ พอโตก็เลิกทำ (เพราะมันรู้ผิดชอบชั่วดีมากขึ้น) แต่สิ่งนึงที่ติดตัวเรามาคือความรู้สึกผิดที่เชื่อผู้ใหญ่เลว ๆ แล้วไปทำกับลุงแบบนั้นว่ะ กับสงสัยอีกด้วยว่าลุงเราเขาคิดอะไร ยังไง รู้สึกยังไง? ณ ตอนนี้ เราเดาว่าเราก็ยังตอบแน่ ๆ ไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่าลุงของเราเขามีศีลแค่ไหน หรือจริง ๆ แล้วเขาเป็นแค่คนเฉื่อย ๆ ที่ไม่ถือสาหาความใคร แต่เราเชื่อว่าลุงของเรา “เขาเป็นคนดีอ่ะ เพราะอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นมันมีเหตุมาจากอะไร เขาถึงได้ไม่ตอบโต้อะไรเลย”
กับอีกกรณีที่ยก อันนี้ถ้าใครจะไม่ด่าว่ายกเรื่องตัวเอง ก็จะยินดี (ไม่อยากให้ใครด่า ไม่อยากด่าใคร) เพราะเราอยากยกมาพูดให้ฟัง เราอยากให้เห็นภาพ *เราขอบอกว่าลึก ๆ แล้ว ใช่เลยว่าเราเป็นคนขี้หงุดหงิดมาก แต่ไม่ชอบพูดออกมาให้รู้ ตอนเด็กเป็นเด็กเก็บกดมาก ชอบกรี๊ด ๆ ชอบร้องไห้ เอาแต่ใจมาก แบบสุดตีนเลย (คนที่ไม่ใช่เพื่อนเรา เขาจะไม่ค่อยเชื่อเลยว่าเราด่าด่าด่าเก่งมาก เพราะเราไม่ค่อยอยากด่าให้ใครเห็นนักหรอก แม้ใจจะด่าเป็นไฟลุกแล้วก็ตาม) แต่ที่ต้องด่าเพื่อนหรือที่มาด่าในบล็อกเนี่ย ก็เพราะว่า อยากให้รู้ ว่าพวกแก (หรือใครที่เป็นแบบนี้) กำลังทำตัวชั่วช้าสามานมาก (ตามสามัญสำนึกของการที่เรา “เป็นคนที่ไม่เลวนัก”) เราอยากให้พวกมันรู้ว่าพฤติกรรมของมันอ่ะ สารเลวเพียงใด ซึ่งถามตัวเองว่า “เราเองเป็นคนไม่มีศีล ใช่ไหม?” โอเค เราศีลข้อสี่ขาดกระจาย เพราะเราด่าหยาบคาย หยาบคายสุด ๆ แต่ข้ออื่นเราไม่เป็นนะ ไม่เคยอยากทำให้ใครเดือดร้อน หลายครั้งเราชอบสาปแช่งไปดะ ๆ สาปส่งเดช เพราะเราไม่อยากให้คนทำเลว (ถ้าคนนั้นมันกลัวคำสาปแช่ง มันก็น่าจะไม่ทำเลวให้ต้องมาโดนเราสาปแช่ง) เราไม่อยากเห็นคนทำเลวแม้ความเลวเพียงเล็กน้อยก็ตาม ไม่ใช่เพราะเราดีเด่อะไีรหรอก แต่เราแค่ไม่อยากให้มีใครต้องเดือดร้อน (การที่ใครสักคนทำเลว แน่นอนว่าต้องมีอีกคนที่ต้องเดือดร้อน/ต้องเสียผลประโยชน์ ถ้าไม่มีความเดือดร้อนหรือการเสียผลประโยชน์ ก็คงไม่ใช่การทำเลว แล้วแหละ เท่าที่นึกออกตอนนี้)
ถ้าใครถามเรา ว่า “ชอบด่าไหม?” ตอบได้เลยทันทีว่า “ไม่ชอบ”
ไม่เคยอยากด่า เบื่อ เสียเวลา เหนื่อยหน่ายเซ็ง แต่เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไง? เลยใช้ความรู้สึกส่วนตัว (ที่ออกแนวฮา) มาเล่าปนด่า (ซึ่งแปลกใจที่มีคนชอบอ่าน ดูจากการเก็บฟีดของบล็อกที่ชอบด่าอยู่บล็อกนึง คนเก็บฟีดเยอะมาก ไม่รู้ว่าชอบที่ได้เห็นเราด่าคน ชอบคำด่า หรือชอบสาระที่ซ่อนอยู่ ซึ่งบางทีก็หาสาระไม่เจอ เพราะมีแต่คำด่ากับคำด่า ก๊าก…) แต่ตอนนี้ถ้าเราจะหยุดด่า เราก็มีคำตอบให้ตัวเราแล้ว ว่าที่ “เราหยุดด่า ก็เพราะว่าเราอ่านหนังสือ เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน” นี่แหละ “เราถึงคิดได้แล้วว่า ไม่ว่าใครจะทำอะไรไม่ดี ๆ ก็ตาม ถ้าเราไปด่าพวกมันก็เท่านั้น” เหมือนด่าแล้วก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา (เพราะถ้ามันคิดได้ตั้งแต่แรก มันคงไม่ทำแบบนี้หรอก) แถมถ้าไม่ได้แค่ทะลุหูอาจไปจี้โดนต่อมอะไรของมันแตก ทำให้ซวยโดนมันไล่กระทืบเสียอีก “ดังนั้นสิ่งที่ควรทำมากกว่า คือ การชี้ให้คนส่วนใหญ่ได้เห็นว่า อะไรคือ สัมมาทิฏฐิ แม้อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ภายในช่วงแรก แต่ถ้ามีคนบางส่วนยิ่งถ้าเป็นคนสำคัญ ๆ ของบ้านเมืองเป็นคนที่มีสัมมาทิฏฐิและทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เราก็เชื่อว่าสังคมของพวกเราต้องดีขึ้นได้” (อย่าเป็นแค่พวกมือถือสาก ปากถือศีล การเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ง่ายที่สุด ยั่งยืนที่สุดตามความคิดของเรา และเราเชื่อว่าคนอื่น ๆ ก็น่าจะเห็นไม่ต่างกัน) หนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่าน (ที่ไม่ถึงกับมึนตึ๊บ) กลายเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ และเราก็รู้แล้วว่าคนเลวย่อมได้รับผลจากการกระทำของเขาเอง โดยที่เราไม่ต้องไปด่าหรือสาปแช่งมัน แล้วต้องกลายเป็นว่าเราไปสร้างบาปสร้างกรรมร่วมกับมันด้วย ซวยเลย ซวยแล้วยังต้องเสียเวลาในการสร้างบุญไปซะเปล่า ๆ อีก เพราะมัวแต่สร้างอกุศลกรรม มีแต่เสียกับเสีย) ที่รู้คือ หยุดด่า สาปแช่ง แล้วควรหันมาทำเรื่องดี ๆ จะดีซะกว่า (แต่ถ้าใครตามเรามาจากคำด่า ๆ เพราะเห็นว่าฮาดี มันดี แล้วตามจนได้อ่านเอนทรี่นี้ ทำให้คิดได้ว่าอะไรคือสัมมาทิฏฐิ ก็ยินดีด้วย แต่ถ้าไม่ใช่ พอเจอแบบนี้เลิกอ่าน ทนอ่านต่อไปไม่ได้ เราก็เข้าใจ เพราะบางครั้งก็สุดแท้แต่บุญแต่กรรม) เราเองก็มีบุญมีกรรม ซึ่งต่อไป เราก็คงจะเลือกกระทำแต่สิ่งที่ไม่เป็นการสร้างอกุศลกรรมแล้วกัน เพราะได้เห็นชอบแล้ว ดีใจที่ยังไม่ตาย ดีใจที่ได้อ่าน “เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน”

หายืมได้ที่หอสมุด มศว
และเหมาะที่จะซื้อมาอ่าน มาแจกคนที่รักที่ชอบ ก็ถือเป็นของขวัญทรงคุณค่ามหาศาล คนรับเขาไม่จำเป็นต้องคิดหรือเห็นตามนี้ (ยอมรับว่าบางจุด บางประเด็นบางเรื่อง -ที่เราบอกว่าเราไม่เข้าใจ- เราก็ยังทำใจให้เชื่อสนิทใจไม่ได้เหมือนกัน แบบว่า นิสัยเรามันเป็นแบบไอ้หนูจำไม อ่ะนะ เหมือนเราจะเคย[และยังคง]ตั้งคำถาม เกี่ยวกับเรื่องที่ทางธรรมะบอกว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรไปใส่ใจหาคำตอบ เพราะหาคำตอบไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร เคยถามจนคนตอบปวดกบาล เลิกคุยกับเราไปเลย ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าเรายังเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ที่เรารู้ก็คือ สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เราก็รับไว้ เชื่อและศรัทธาโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ พร้อมจะปฏิบัติตามด้วย) ถึงเขาไม่คิดเห็นตามที่หนังสือเล่มนี้กล่าว แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ถือว่า “คุณได้พยายามหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้กับเขาแล้ว” (ถ้าเขามีกรรมมาบังตา [แบบที่เราเคยเป็น] กว่าเขาจะหยิบมาอ่าน ก็คงอีกนาน แต่ถ้าไม่มีกรรมบังตา เขาคงได้อ่านและได้เวลาตื่นจากความไม่รู้สักที)
…………………
นี่คือหนังสือของคุณดังตฤณสามเล่มที่ยืมมา เราจะตามอ่าน (อย่างน้อยคือ “ยืม” อ่าน เพราะซื้อทุกเล่มไม่ไหว ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีตังค์) หนังสือของคุณดังตฤณทุกเล่ม เพราะเราอยากจะตื่นจากความไม่รู้ (อย่างน้อยคุณดังตฤณก็ย่นย่อเวลา ในการไปตามหาใบไม้หนึ่งกำมือ ที่ ที่ผ่านมาเราต้องไปคุ้ยหาทั้งป่า แต่ก็นะ ไม่รู้จะมีเวลาได้อ่านจนครบหรือเปล่า เอาว่าเราจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยไม่ซีเรียสมากแล้วกัน อย่างน้อยได้อ่านเล่มนึงแล้ว ก็โอเคขึ้นมาก หาคำอธิบายบางเรื่องที่คาใจมานานได้แล้ว)

รักแท้มีจริง /
by ดังตฤณ.
กรุงเทพฯ : ฮาวฟาร์, 2551.
177.7 ด319ร
พิมพ์ครั้งที่ 3, [ฉบับพิมพ์ซ้ำ]
31011103233334 18/06/2552 02/07/2552 0

เสียดาย — คนตายไม่ได้อ่าน /
by ดังตฤณ.
กรุงเทพฯ : ดีเอ็มจี, 2548.
BQ5330 ด319
พิมพ์ครั้งที่ 7, [ฉบับพิมพ์ซ้ำ]
31011103158721 18/06/2552 02/07/2552 0

เสียดาย — คนตายไม่ได้อ่าน / บาร์โค้ดซ้ำแหงเลย จริง ๆ นี่คือ เล่ม ๒
by ดังตฤณ.
กรุงเทพฯ : ดีเอ็มจี, 2548.
BQ5330 ด319
พิมพ์ครั้งที่ 7, [ฉบับพิมพ์ซ้ำ]
31011103234589 18/06/2552 02/07/2552 0

ปล. ขอบอกว่า ตอนเรายืมหนังสือเหล่านี้ (ที่หอสมุด มศว) เจ้าหน้าที่หอสมุดผู้หญิงที่ใส่แว่นตา (คนที่ทำรายการยืมให้เรา) หยิบเล่มเสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน แล้วมองหน้าเรา พร้อมถามว่า “เรื่องเป็นยังไงเหรอ” แล้วเราก็พูดไปว่า “เมื่อคืนดูตาสว่างค่ะ เลยอยากอ่าน” (ตอบไม่ตรงคำถาม) เขาเลยบอกต่ออีกว่า “ชอบรายการนี้มาก ๆ”, “วันหลังมาเล่าให้ฟังบ้างนะ ว่าเรื่อง (ในหนังสือ) เป็นยังไง อยู่ตรงนี้ก็จริง แต่ไม่มีเวลาได้อ่านหนังสือเลย” เราเลยมาเขียนบล็อกนี้อ่ะ (เผื่อ ๆ เผื่อมาก ๆ เผื่อบังเอิญเขาจะได้อ่าน แบบโพสต์ ๆ ไปแหละ ของดีต้องบอกต่อดัง ๆ) เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เล่าให้เขาฟังหรือป่าว เพราะว่าถ้าเจอเขาตอนเขาทำงานอยู่ เราคงไม่กล้าไปชวนเขาคุยหรอก และบางทีเขาอาจจะจำไม่ได้ด้วยว่าเคยทักเราแบบนี้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแค่คำทักทายเฉย ๆ เอิ๊ก ๆ แต่ยังไงคุณผู้อ่านต้องนึกขอบคุณเขานะคะ เพราะถ้าเขาไม่ทักแบบนั้น ป่านนี้เราคงอ่านแล้วเก็บไว้อิ่มใจคนเดียว ไม่มาบอกต่อ กร๊าก… (เพราะขี้เกียจพิมพ์ ไม่มีเวลาให้พิมพ์ เพราะตอนนี้เรามีกฎบ้าบอคอแตก ไว้คุมวินัยตัวเอง ว่าจะเล่นเน็ตได้ทุกวัน แต่เป็นตอนสี่โมง – ห้าโมงเย็นเท่านั้น จะบ้าจะบอขอให้จบในเวลานี้ ส่วนถ้าจะเรียนหรือดูสื่อ “ที่เกี่ยวกับวิจัย” ซึ่งต้องห้ามออน ห้ามทำอย่างอื่น ได้ในเวลาเก้าโมงเช้า – เที่ยง ข้อยกเว้นคือถ้าไม่ได้อยู่บ้านเวลาตามนั้น ให้สามารถเล่นได้ตอนสามทุ่ม – สี่ทุ่มแทน ห้ามเกินจากนี้ ยกเว้นสุดวิสัยจริง ๆ ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถโพสต์บล็อกได้ เนื่องจากติดกฎบ้าบอของตัวเอง แต่โดยส่วนตัวเราถือว่าเป็นกฎที่ดี เพราะว่าเราวินัยหย่อนยานมานานมากแล้ว)
ปล.๒ อยากให้ได้อ่านจริง ๆ ค่ะ “เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน” ไม่ว่าคุณจะเชื่อ หรือนับถือศาสนาอะไร ก็อยากให้ได้อ่าน หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นดีและเห็นชอบ อย่างน้อยที่สุดคือคุณควรจะได้รู้ แล้วต่อจากนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองว่าจะเลือกก่อกรรมแบบไหน


ปกหนังสือ
และน้ำปลาพริก ที่เราปรุงเองกับมือและถ่ายภาพไว้ดูเล่นเมื่อสองวันก่อน ชอบมาก หิวข้าวแล้ว สวัสดีค่ะ

Tagged with:

เตรียมนายเรือรำลึก ๒๔๘๑ – ๒๕๐๒

Posted in Uncategorized by iampranitee on June 20, 2009
เตรียมนายเรือรำลึก ๒๔๘๑ - ๒๕๐๒

เตรียมนายเรือรำลึก ๒๔๘๑ - ๒๕๐๒

เรียกว่าเป็นอะไรดี เป็นหนังสือ หรือเป็นสารานุกรม เกี่ยวกับโรงเรียนเตรียมนายเรือ

แต่เอาเป็นว่า เป็นอะไรที่เราประทับใจ ไม่งั้นเราคงไม่มาเล่า (นี่อยากเล่า เสียดาย คนตายไม่ได้อ่าน มาก ๆ แต่ก็ขอแป๊บมารีวิวเล่มนี้ก่อน)

เล่มนี้เราได้จากคุณพ่อของจุ๊บ (จุ๊บคือเพื่อนซี้ของเรา เรียนด้วยกันตอนป.ตรี) คุณพ่อเป็นทหารเรือ (ขออภัยนะคะ จำยศ จำอะไรไม่ได้เลย) คุณพ่อให้มาอ่าน เพราะท่านมีหลายเล่ม เราได้มาตอนประมาณป.ตรี ปี ๔ จำได้ว่าหนักมาก (มากกว่า ๓๗๙ หน้า กระดาษอาร์ตทั้งเล่ม) แบกมาแล้วก็ไม่อ่าน เอามาหนุนนอนบ้าง เอามาตั้งโชว์บ้าง (ตามประสา เด็กบ้า ๆ บอ ๆ ไก่ได้พลอย ลิงได้แก้ว อะไรก็เปรียบไป) จนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าอยากบริจาคหนังสือ (หลายเล่ม รวมทั้งเล่มนี้) แต่เราเป็นคนนึงที่ถ้าไม่เคยอ่าน (อย่างน้อยคืออ่านแบบสแกน) เราจะไม่บริจาค เพราะเราไม่เคยตัดสินหนังสือจากปกหนังสือ (ไม่เคยสนใจปก แต่สนใจว่าหนาแค่ไหน หนามาก จะไม่อยากอ่าน ไม่รู้ทำไม กลัวหนังสือแหกมั๊ง เพราะเราเป็นคนชอบนอนอ่านหนังสือ) เราเลยเอาเล่มนี้มาอ่านแบบสแกนดู ก็พบว่า อืม…น่าสนใจดี มีเรื่องราวของนักเรียนโรงเรียนเตรียมนายเรือ มีรายละเอียด รูปภาพ เครื่องแบบ ฯลฯ (คนที่รู้จักเราจะพอรู้ว่าเราเคยชอบคนในเครื่องแบบ เช่น ทหาร ตำรวจ หรือ ยาม! อะไรก็ว่ามา ก๊าก… แต่เรารู้สึกชอบทหารเรือมากที่สุดอ่ะ อาจเพราะเราเคยมีเพนกวินทหารเรือ “ตุ๊กตาปูนที่ไว้ใส่พริกไทย” แล้วเราก็ทำมันแตก ตั้งแต่สมัยประถม เรารู้สึกเสียดายมาก แต่ไม่รู้จะเกี่ยวกับที่ชอบทหารเรือหรือเปล่า ก๊าก… |จะเล่าทำไม! – คนอ่านคิด| แต่ เรามีอาแท้ ๆ เป็นทหารเรือด้วย เลยอาจจะทำให้ผูกพันกับทหารเรือมากกว่าทหารอื่น ๆ)

อ่ะ สุดท้าย เราเลยตัดสินใจอ่านทั้งเล่ม โดยอาศัยช่วงรองน้ำ (กรองน้ำกิน) เพราะตอนรอน้ำกรอง มันนานมาก (หลายขวด และน้ำก็ไหลเป็นเส้นเล็ก ๆ จึงทำงานอะไรไม่ค่อยได้ กลัวน้ำล้น) นั่งอ่านอยู่ไม่กี่วันก็จบแล้ว

อ่านแล้ว เรารู้สึกว่า ทหาร (ขอเหมารวมทุกทหาร เอาตำรวจด้วยก็ได้) อดทนเนอะ อดทนมาก ๆ
เราชอบ “คนอ่อนแอ” หน้า ๒๐๔ – ๒๑๓ เป็นบันทึกความทรงจำของพลเรือเอกสุนทร พงศ์อนันต์ นักเรียนเตรียมนายเรือ รุ่น ๑๐ ปี ๒๔๘๘
อ่านแล้วอินมาก
ท่านอื่น ๆ ก็เล่าสนุก เราชอบทุกเรื่องที่มีการเล่าถึงเหตุการณ์ ที่เราพอจะจับต้นชนปลายได้จากการเรียนวิชาประวัติศาสตร์

อยากให้มีหนังสือแบบนี้เยอะ ๆ (แบบที่เล่าความทรงจำ)
เพราะเราชอบ
เราไม่ได้ิอยากติดกับอดีตนะ เราแค่ชอบเวลาได้อ่านอะไรก็ตามที่ทำให้เห็นว่าคนทุกคนมีความอ่อนแอ มีความท้อแท้ ทว่าสุดท้ายเขาก็สามารถผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้ (แต่ขอบอกนิดว่าชอบแบบที่ใช้วิธีเล่าเรื่องแนวไม่วิชาการจัด ไม่ยัดทฤษฎี เล่าแบบตามเหตุการณ์ ถ้าได้แบบนี้ เราจะอินมาก ๆ ซาบซึ้ง อยากอดทน อดทน อดทนให้ได้แบบนั้น ฮ่า…)

เราไม่รู้ว่านอกจากสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับทหารเรือแล้ว จะมีหนังสือนี้ที่ไหนอีก
เอาว่าใครอยากอ่าน ก็มายืมที่เราได้

จิตวิทยา

Posted in Uncategorized by iampranitee on May 29, 2009

เกริ่นไปแล้วว่าจะเขียน
เกริ่นที่นี่

เราจะเล่าเรื่องที่ ๑ กับเรื่องที่ ๓ (เรื่องที่ ๒ ยังไม่ต้องการเล่า)

ควบสองเรื่องนี้ไว้ด้วยกันได้ ก็เพราะว่า มีความเป็นจิตวิทยาอยู่

ก่อนอื่นเราขอให้ทุกท่านดูหนังสือจิตวิทยาที่เรามีในบ้านก่อน (นี่คือที่เป็นวิชาการ ที่ไม่เป็นวิชาการมีอีกเป็นเข่ง พวกทาย ๆ ก็มาก พอดีเราเคยอยากเป็นนักจิตวิทยาตอนสักปี ๒๕๔๓ แต่อะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ ที่ทำให้เราเอนมาทางนี้แทน ก๊าก… ชีวิตผกผัน)

แนะนำให้ไปหาหนังสือจิตวิทยามาอ่าน
แม้คุณจะไม่ได้อยากเป็นนักจิตวิทยาก็ตาม

เราต้องการให้คุณรู้ เข้าใจ เพื่อจะได้หาทางปรับสมดุลเข้าหากัน และให้ความสัมพันธ์ต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นอย่างมีความพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป (ไม่ใช่เอาจิตวิทยาไปใช้เพื่อครอบงำใคร ถ้าคิดงี้ อย่าทำเลย ยิ่งถ้าหากคนคนนั้นทราบว่าคุณกำลังใช้หลักจิตวิทยากับเขาอยู่ ถ้าเขารู้สึกไม่เห็นด้วย เราเชื่อว่านอกจากหลักจิตวิทยามันจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว มันก็อาจจะกลับมาทำร้ายจิตใจคุณ ให้รู้สึกแย่มากกว่าเดิมอีกด้วย – ข้อสังเกต นักจิตวิทยา มักไม่ค่อยเข้าใจมนุษย์คนอื่น ๆ เลย อันนี้เราเห็นมาเอง แต่ไม่ใช่ทุกคน แค่บางคน ก๊าก… สงสัยรู้มากเกินไป เลยอีโก้จัด)

เรื่องที่จะเล่ายาวมาก ถ้าขี้เกียจอ่าน ปิดไป หนังสือมีห้าเล่ม ไปหาอ่านเอง

เหตุที่เราต้องไปหาหนังสือจิตวิทยามาแนะนำให้ทุกท่านลองอ่าน

ก็เนื่องมาจากเรื่อง ๆ หนึ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ (ที่เกริ่นไว้ อันที่ ๑. นะ) นั่นคือ การที่เราไปขี่จักรยานเล่นหน้าบ้าน วนไปวนมา วนมาวนไป อาทิตย์ละสองสามวัน แล้วแต่อารมณ์ (แม่เพิ่งซื้อจักรยานให้เมื่อสองเดือนที่แล้ว เพราะว่าเอซังไปขอยืมน้องในซอย แม่เลยซื้อให้เอ เราเลยได้อานิสงค์ด้วย ก๊าก…)

เรื่องนี้ต้องเท้าความก่อนว่า น้อง ๆ (เด็กอนุบาลประถมมัธยม) ในซอยจะไม่ค่อยรู้จักเรานัก เนื่องจากเราเป็นอีป้าปีศาจร้ายในสายตาเด็ก ๆ แต่เราก็ยินดีให้เป็นเช่นนั้น เพราะว่า มันทำให้เราสามารถดุเด็กให้กลัวได้ โดยไม่ต้องห่วงว่าภาพลักษณ์การเป็นนางฟ้าจะถูกทำลาย (เพราะไม่ได้เป็นนางฟ้า ที่ผ่านมาก็เป็นนางยักษ์อยู่แล้ว กร๊าก…) ตย.ก็เช่น บ้านเรามีแมว มีชิงช้า น้อง ๆ จะพยายามเข้าบ้านเรา (แบบเผลอไม่ได้ เผลอจะวิ่งเข้า ๆ จนต้องล็อกประตูรั้วตลอด) บางทีเผลอเปิดไว้ เด็ก ๆ ก็ถือวิสาสะเปิดเข้ามาวิ่งเล่นในรั้วบ้านเราเลย เอเอาไม่อยู่แล้ว เพราะคุ้นเคยกัน เด็กจึงไม่กลัวเอ (ที่เด็ก ๆ คุ้นเคยกับเอ เพราะว่าเอออกไปใส่บาตร แล้วไปทักทายน้อง ๆ บ่อยกว่าเรา เอชอบทักทายพ่อแม่น้อง ๆ ด้วย ในขณะที่เราจะไม่ทำ เพราะเราขี้เกียจ คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเราเป็นคนไม่ค่อยพูด เป็นคนเรียบร้อยแต่ดุโคตร) พอเอห้ามไม่ได้ ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นหน้าบ้านเรา แมวโวยวาย เด็กโวยวาย เอโวยวาย แต่เพียงแค่การปรากฏตัวของเรา แล้วพูดว่า “เฮ้ย เข้ามาเล่นของพี่ทำไม เดี๋ยวตีเลย” แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ สงบเหมือนเดิม (เด็กออกไปหมดเลย)

กร๊าก…

เราโอเคนะ กับการที่เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ที่แม้ต้องแลกกับการที่น้อง ๆ ไม่ค่อยรักเรา ไม่รู้จักชื่อเรา หรือเกลียดขี้หน้าเรา (ที่มาดุ มาไล่กลับบ้าน) เรายอมว่ะ (เด็กไม่รักก็ช่าง ไม่เดือดร้อนว่ะ) ในทางกลับกัน ถ้าหากสถานการณ์ไหนเอดุใคร เราก็จะใจดีแทน เราคิดว่าหน้าที่ของทุกคนคือการพยายามปรับสมดุลให้มันมีความพอดี ดูตามเรื่องนี้นะ ถ้าหากเด็ก ๆ ไม่กลัวใครเลย บ้านเราคงวุ่นวายมาก ๆ อ่ะ (ไม่ได้ว่าเด็กไม่ดีนะ แต่หมายถึงว่า อย่างน้อยควรจะมีอะไรสักอย่าง “เช่น ในที่นี้คือ เรา” ที่ทำให้เด็กหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ ก่อนที่จะวุ่นวายกันไปมากกว่านี้ ลองคิดดิ ถ้าเราห้ามน้อง ๆ ไม่ได้ น้อง ๆ เหล่านี้ (ที่บางวันก็มีจำนวนเกือบสิบคน) อาจจะใช้ความที่มีกันเยอะ วิ่งเล่นตะลุยสวนผักบ้านเราเพื่อไล่จับแมว หรือขึ้นไปนั่งชิงช้าเราทีละหลายคนจนเชือกขาดตกมาหัวล้างข้างแตก ใครจะรับผิดชอบ ใช่ป่ะ มันเดือดร้อนอ่ะ)

เราจึงเป็นอีป้าแก่เสมอมา เพราะว่ายังไงเอเขาก็ไม่ค่อยดุว่ะ เราดุเหมือนหมา มันก็โอเคแล้ว

แต่เรื่องที่จะเล่ามันกลายเป็นกลับตาลปัด

จริง ๆ ก็หลายหนแล้วแหละที่น้องผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึง (น่าจะสามสี่ขวบ ไม่แน่ใจอายุ ขอไม่บอกชื่อ เห็นกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว) ชอบมาขอซ้อนจักรยานเรา ทั้งที่แต่ก่อน น้องคนนี้ก็กลัวเรานะ (เหมือนเด็กทุกคน) แรก ๆ น้องก็เรียกเราว่าพี่เอตลอด (เราก็บอกทุกครั้งว่า ไม่ได้ชื่อเอ พี่ชื่อพี่แอม) น้องมันก็จำไม่ได้สักที (และเราก็ไม่ได้เล่นบทนางฟ้าเลยนะ บุคลิกยังเหมือนปีศาจเหมือนเดิมแหละ) แต่น้องมันก็มาซ้อนจักรยานทุกทีที่เห็น เราก็ขี่วนไปวนมาแค่ในซอย ไม่รู้น้องมันไม่เบื่อหรือยังไง หลัง ๆ เริ่มคุ้นมาก เริ่มเปิดเสื้อเรา (เฮ้ย! โชคดีเราใส่เสื้อทับ และพอดีวันนั้น น้องมันถามเรื่องผดที่คอของเอ เราสังเกตว่าเด็กเล็ก ๆ หรือคนผิวเกลี้ยง ๆ มักจะกลัวคนที่เป็นผดผื่นสิวฝ้า กลัวว่าเป็นโรคติดต่อ มันดูน่ารังเกียจ เราเลยขู่ว่า “ถ้าเปิดเสื้อพี่จะเจอผดแบบที่คอพี่เอนะ เดี๋ยวติดนะ” น้องมันเลยเลิกเปิดเสื้อเรา) ต่อจากเปิดเสื้อเริ่มเป็นกอดแน่นมากเหมือนปานจะกลืนกิน (เด็กกอดก็โอเคนะ ไม่ซีเรียสอะไร แต่เราหายใจไม่ออกว่ะ) แล้วก็เริ่มเอาเสื้อเราไปเช็ดปาก (เอ่อ ฮือ… เสื้อเราจะยาว ๆ ผ้าเยอะ ๆ เราใส่ทับชุดนอนเวลาออกไปเล่นนอกบ้าน เพราะว่าชุดนอนมันดูไม่เรียบร้อยเวลาอยู่ท่ามกลางสายตาธารกำนัล แต่ใส่เสื้อตัวนี้ซ้ำหลายครั้งเลยนะก่อนซัก ดั้นดันเอาไปเช็ดปาก ไม่รู้ระหว่างเสื้อเรา กับปากน้องที่กินขนมจนเขลอะกับมือน้องที่เล่นหัวหมามา อะไรจะเน่ากว่ากัน) แล้วก็มีจับก้นเรา (เริ่มซีเรียส คิดในใจว่าจับก้นไมฟะ – เราจะรีบบอกน้องเลยว่า “เฮ้ย พี่จั๊กจี้นะ เดี๋ยวก็ขี่รถคว่ำให้ล้มเลือดออกทั้งคู่เลย”) ที่หนักสุดเห็นจะเป็น น้องมันค่อย ๆ กอดสูงขึ้น ๆ เดาได้เลยว่าต้องรู้ว่าเราจะบอกว่าอะไร ใช่แล้ว (คิดอยู่ว่าถ้าเล่าแล้วจะทุเรศป่าววะ ติดเรท) น้องมันจับนมเรา (คราวนี้แหละ เราร้องเลย “เฮ้ย ไมทำงี้อ่ะ”) ป้าเอเห็นพอดี เลยมาดุน้องคนนี้ซะแหลก แม่น้องอีกคน(เป็นญาติน้องคนนี้)ก็ช่วยดุ น้องมันหงอยไปเลย แต่จริง ๆ เราไม่อยากให้ดุ เราแค่ไม่อยากให้ทำ แต่พูดยาก เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาตลอดเวลา เราไม่รู้ว่า ที่น้องเขามีพฤติกรรมแบบนี้ เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นธรรมดา ๆ ตามประสาเด็ก หรือว่าสิ่งแวดล้อม (คนรอบตัว, ละครทีวี) ตั้งแต่ตอนนั้น เราพูดไปแค่ “เฮ้ย ไมทำงี้อ่ะ” ไม่ได้ร่วมดุต่อ แล้วก็ยังขี่จักรยานเล่นกันต่อ แต่เราก็บอกน้องว่า “อย่ามาจับนมพี่ เพราะพี่จั๊กจี้เหมือนตอนจับก้นอ่ะ เดี๋ยวพี่ก็ขี่รถชนหรอก ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลย ถ้าทำอีก พี่จะไม่ขี่ให้น้องนั่งแล้วนะ” น้องมันก็อืม ๆ ก็นึกว่าจะลืม ๆ ไปแล้ว สักพักน้องมันหิวน้ำ เราก็ไปส่งบ้านน้อง (อยู่ปากซอยบ้านเราแค่นั้นแหละ) ตอนลงจากรถน้องมันยังถามอีกว่า “พี่แอมมีนมด้วยเหรอ” (เป็นคุณ คุณจะตอบว่าไง – เรานะ มึนไปเลย ดูมัน มันยังไม่เลิกยุ่งกับนมฉัน!) “น้อง…ชื่อมัน… พี่แอมอายุยี่สิบสี่แล้วนะ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่ทุกคนก็มีนมแหละ เดี๋ยวโตขึ้น น้อง… ก็มีนมเหมือนกัน” แล้วน้องมันก็บอกให้เรารอ เดี๋ยวกินน้ำเสร็จจะมาซ้อนอีก แต่เราอ่ะ เป็นบ้าไปแล้ว เราเลยบอกว่า “ฝนจะตกแล้ว พี่กลับบ้านแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเล่นใหม่” น้องมันเตะจักรยานเราหนึ่งที เราก็จับหัวมันแล้วบอกว่า “เตะจักรยานพี่ทำไม เดี๋ยวมันพัง ก็ไม่มีให้นั่งนะ” น้องมันไม่ตอบ แล้วก็วิ่งหนีไปเลย

แต่เราก็ยังเครียดแดก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกไม่ดี (อย่าหาว่าอะไรเลยนะคะ) เด็กก็จริง แต่ว่าเรากำลังคิดไปถึงตอนเรียนจิตวิทยาไง พวกเรื่องปมออดิปุส ปมอิเล็กตร้า หรือเรื่องแนวที่เด็กเล่นอวัยวะเพศตัวเอง ฯลฯ ว่าถ้ากรณีนี้ เราควรคิดมากหรือคิดน้อย (แปลกนะ สมัยเรียนมัธยม เพื่อน ๆ จะชอบไล่จับนมกัน ไอ้เพื่อนสนิทเราเนี่ยตัวดี ชอบไปจับชาวบ้าน จับหมดผู้ชายผู้หญิง แต่พอมันจับเราก็ทะเลาะกัน เราบอกว่าถ้าทำแบบนี้อีก เราจะไม่ให้ลอกเคมี มันเลยเลิกทำกับเรา แต่ก็เพื่อน ๆ กันไง ก็เลยไม่มีใครคิดอะไรมาก !?) แต่พอเด็กเล็ก ๆ เริ่มถามเรื่องแบบนี้ มันเครียดนะ เพราะเอบอกว่าเอไม่เคยเจอแบบนี้ (ทั้งที่น้องสนิทกับเอมากกว่าเรา) จริง ๆ หลักจิตวิทยาเท่าที่เรียนมา “จะบอกว่าเรื่องลักษณะที่เราเจอนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา เราไม่ควรตำหนิเด็ก หรือสั่งห้าม เพราะเด็กจะฝังใจว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่ารังเกียจ จนทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศได้”

เอาว่า ถ้าใครเลี้ยงลูกแล้วเจออะไรแบบนี้ ก็ “พยายามเบี่ยงเบนประเด็น ให้ลูกไปส่งใจอย่างอื่น เดี๋ยวเด็กก็ลืมแล้วเขา เขาไม่ได้ทุเรศหรือลามกจกเปรดหรอกค่ะ เด็กยังไร้เดียงสาอยู่ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก”

แต่ในทางกลับกัน “หากเด็กถูกคนใกล้ตัว หรือถูกละคร ทำให้เขาเข้าถึงเรื่องเพศก่อนเวลาอันควร อาจทำให้เขามีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ดีขึ้นได้” (ข้อนี้เรากลัว คือ อยากพูดตรง ๆ ว่า เฮ้ย ถ้าน้องเขามาจับนมเราเพราะมีใครไปจับนมเขาก่อน แล้วทำให้เขาเกิดความสงสัยอะไรยังไงเกี่ยวกับนมขึ้นมา สับสนว่ะ คือเราบอกตรง ๆ ว่าเราหลอนนะ หลอนเลยอ่ะ บอกไม่ถูก ตั้งแต่วันนั้น เราไม่ได้ออกไปขี่จักรยานเลย ห้าวันและ ยังสงสัยและไม่สบายใจ)

พอดีเราขอเทียบอีกเหตุการณ์ให้ฟัง
ตอนนั้น เรากับเพื่อน ๆ รวมเก้าคน เล่นบอลลูน (ให้จินตนาการเองว่าเด็กแค่ไหน) ในที่นี้มีเพื่อนผู้ชายมาเล่นด้วยหนึ่งคน แต่แล้วอยู่ดี ๆ เพื่อนของเราคนนึงก็ขอเลิกเล่น แล้วก็ออกไปห้องน้ำ เพื่อนผู้ชายมันเดินมาบอกพวกเราว่า ตะกี้มันจับนมเพื่อนผู้หญิงคนที่เดินไปห้องน้ำ มันอ้างว่า “บังเอิญมือไปโดนวะ ไม่ได้ตั้งใจเลยนะ แต่นมนิ๊มนิ่มว่ะ” เพื่อนเราบางคนรีบไปดูเพื่อนที่ห้องน้ำ ส่วนพวกเราซึ่งมีเราอยู่ ยืนด่าไอ้เพื่อนผู้ชายว่า “หยุดพูดเถอะแก ทุเรศจริง ๆ เลย” เราไม่รู้หรอกว่าเพื่อนที่โดนจับนม มันไปห้องน้ำทำไม (ร้องไห้ หรือจริง ๆ มันไม่ได้คิดอะไร แค่ไปห้องน้ำ) แต่ที่เรารู้ทุกวันนี้คือ เพื่อนเราคนนี้เป็น “ทอม” และรักดี้ ทั้งที่ไม่เคยมีแฟนเป็นผู้ชายเลย (เป็นตั้งแต่หลังจากเหตุการณ์นั้นไม่นาน) ไม่เคยมีข่าวว่าอกหักอะไร อันนี้ยืนยันได้จากเพื่อนที่บ้านใกล้กัน คือมันเห็นกันตลอด (แทบจะตลอดเวลา)

เราจึงตั้งข้อสงสัยว่า บางที คนที่เป็นทอม อาจจะเพราะรังเกียจผู้ชาย เนื่องจากเขาเคยถูกผู้ชายกระทำ อะไรบางอย่าง ที่สะเทือนใจมากจนไม่อยากจะรักผู้ชาย

ไม่รู้เราคิดมากไปหรือเปล่า

แต่มันก็น่าคิดนะ

ไอ้เพื่อนผู้ชายคนนั้น นอกจากไม่หล่อ (เรียกว่าขี้เหร่ได้เต็มปากเต็มคำ คิดดูเหอะ คนที่มีสเปกแปลก ๆ แบบเรา ยังพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “มันขี้เหร่” แปลว่ามันต้องสุด ๆ ไปเลยจริง ๆ) ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่รวย แล้วยังอุบาทว์อีก เราเคยเจอมันล่าสุดตอนเรียน มหาวิทยาลัย (แต่มันเรียนปวส) เจอในรถเมล์ เราก็ทักทายปกติ “ดีแก สบายดีป่าววะ” อะไรทั่วไป อยู่ดี ๆ มันก็เอามือมาลูบหัวเรา (ควายแล้วมึง เล่นของสูงนะเนี่ย) เรามีปฏิกิริยาโดยการโวยใส่มันเลยว่า “เฮ้ย บังอาจนะ เล่นหัวฉันเนี่ย” แล้วเราก็รีบเดินไปใกล้ประตู โชคดี รถเมล์ยางแตกเลย (เจ๋งแค่ไหน แรงอาฆาตเราทำรถยางแตกเลยเหรอ ไม่นะ ล้อเล่น ยางมันคงจะแตกอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับเราหรอก เอามาเล่าให้ฟังฮา ๆ ก๊าก… ตอนนั้นเราก็งงว่ายางแตกได้ไง) เรากับพี่เรา ลงรถแล้วรีบไปคันอื่นเลย แบบว่า ผู้ชายแบบนี้ เลวว่ะ เรียกว่าไรวะ อ๋อ “ฉวยโอกาส”

เราไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ มันเป็นอะไรยังไง

สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ คุณผู้ชายทั้งหลาย ควรจะให้เกียรติผู้หญิงมาก ๆ คืออย่างน้อย ๆ ก็ให้เกียรติในฐานะที่พวกเธอเป็นเพศเดียวกับแม่ของคุณ หากคิดได้แบบนี้ก็ยังดีนะคะ “อย่าได้เอาเปรียบกันนักเลย” (หรือต้องรอให้ชาติหน้ากลับมาเกิดเป็นผู้หญิงแล้วถูกเอาเปรียบคืนบ้าง – ถึงจะเข้าใจ)

(ปล. จริง ๆ เรายังเครียดอยู่ แบบว่า เรากลัวน้องที่ซ้อนเราจะไปเล่าให้ที่บ้านมันฟังว่ามันจับนมเรา | ไม่ต้องอิจฉาน้องมันนะ จริง ๆ ก็เหมือนน้องมันจับกระดานโต้คลื่นแหละค่ะ ก๊าก!| แต่เราก็ยังรู้สึกไม่ดีอ่ะค่ะ รู้สึกแย่ เพราะเราไม่รู้นะว่าพื้นฐานของคนในครอบครัวของน้องจะมีความคิด “มีการศึกษา” แค่ไหน ภาวนาขอให้น้องมันแค่สงสัยตามประสาเด็กเฉย ๆ นะ อย่าให้หลอนแบบที่เราคิดเลย – อย่าลืมว่าเรารู้ข้อมูลของน้องเขามากกว่าคุณผู้อ่าน เพียงแต่เราไม่จำเป็นต้องเล่า อย่าว่าเราคิดมากเลยค่ะ เพราะไม่มีใครมาปกป้องเราได้ตลอดเวลา เราจึงต้องระวังตัวเอง ที่สำคัญที่สุดคือ ขอร้องนะคะ “คุณผู้ชายทั้งหลาย อย่าเอาเปรียบผู้หญิงกันนักเลยค่ะ”)

เข้าใจแค่ไหน ไม่รู้

….
ต่อด้วย จิตวิทยาอีกเรื่อง คือ ความรัก
(อ่านความรักในแง่จิตวิทยาได้ เราถ่ายรูปหน้านั้นมาด้วย มาจากหนังสือจิตวิทยาในชีวิตประจำวัน)
อ่านดูแล้วจะรู้ว่า ความรัก คืออะไร

แต่ที่จะพูดอีกคือที่เกริ่นไว้ใน hi5 เป็นข้อ ๓.
คงไม่เท้าความ อยากรู้ไปอ่านที่ hi5 เอง มันจะต่อไปที่ mysky
เรื่องมันมีอยู่ว่า
เราได้ไปรับผล อะไรบางอย่าง เป็นเพื่อนใครบางคน
แล้วผลน่าประทับใจมาก กรี๊ด ๆ กันใหญ่
เราบอกเลยว่า โทรไปบอกเจ้าตัวเลย จะได้ไชโยโห่ฮี้ว
ใครบางคนบอกว่า โทรไม่ได้หรอก
เราบอกว่า เอาโทรศัพท์เราโทรก็ได้
ใครบางคนบอกอีกว่า เบอร์แอมก็โทรไม่ได้หรอก โทรศัพท์ทางนู้นโดนล็อก
เรางง แล้วก็บอกว่าอีนั่นมันล็อกใช่ไหม
ใครบางคน พยักหน้า
เท่านั้นแหละ เป็นเรื่องเลย

อีนั่นมันทำให้เรากินข้าวเที่ยงไม่อร่อย

ไม่ต้องรู้หรอกนะคะว่าอีนั่นมันเป็นใคร
แต่จะบอกพฤติกรรมว่า

- มันเรียกตัวเองว่าเป็นแฟน ของคนคนนึง
- แต่มันล็อกให้โทรศัพท์ของคนนั้น ไม่สามารถติดต่อกับเบอร์ “ใครบางคน” และเบอร์เรา (ซึ่งอาจจะเป็นเบอร์ทั่วไป เอ๊ะ หรือมันรู้จักเบอร์เรา) โปรโมชั่นอะไรมิทราบ อิฉันอยากรู้!
- ใครบางคน ต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรไป (คือเบอร์สาธารณะ เบอร์บ้านโทรได้)
ถ้าให้เราสรุป เราจะบอกว่า เป็นกรรมของใครบางคนเอง ที่ยังไปติดต่อกับคนพวกนี้
(เราเคยสรุปในมายสกายแล้ว ว่า “เจ้าตัว” ซึ่งเขาคือ ผู้ชาย เป็นคนเห็นแก่ตัวมาก “เลือกสักทีเถอะ เอาสักทาง อย่าเลวแบบนี้” )

เรื่องมีเยอะ แต่ขี้เกียจเล่า

สิ่งที่เราจะบอกก็คือ ถ้าเป็นเรา เราจะไม่กีดกันการสื่อสารระหว่างแฟนเรากับใคร เรามั่นใจและเชื่อใจเขา ว่าเขาเป็นคนดีพอสำหรับเรา และเขาจะไม่ทำให้เราผิดหวังเสียใจ ไม่ต้องใช้วิธีการบังคับกัน ไม่ต้องใช้การกีดกัน เพราะถ้าคนมันจะไป ต่อให้ทำอะไรยังไงก็คงเอาไม่อยู่ทั้งนั้นแหละ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจจริง ๆ ถ้าเกิดมาคู่กันยังไงก็ได้คู่กัน

แต่ก็นะ กรรมใครกรรมมัน เราก็ได้แต่หวังว่าอย่าเจอแบบนี้เลย ถ้าเจอ ขอไม่มีใครเลยดีกว่า เพราะเราไม่ชอบจองเวรจองกรรมกับใคร

เราฝากใครบางคนไปถามไอ้เจ้าตัวด้วยว่า “คุณเจ้าตัวคะ ตกลงยูเป็นแฟนอีนั่น หรือว่าเป็นทาสของมันกันแน่” “กำลังเล่นอะไรกันอยู่” แต่สุดท้ายเราก็ปล่อยเรื่องนี้ไป ไม่อยากถามอะไรต่อ เพราะ “ชีวิตใครชีวิตมัน กรรมใครกรรมมัน” เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา ทิ้ง ๆ ไป เอิ๊ก ๆ ใครบางคนแอบบ่นว่า “รู้งี้ไม่น่าบอกนังแอมเล๊ย! บอกแล้วมันก็ด่าด่าด่า”

ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจจริง ๆ ค่ะ
ปล.ยังไงซะ คุณผู้อ่านก็อย่าลืมเอาหลักจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการปรับตัวเข้าหากัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ และที่สำคัญที่สุดคือคุณจะต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วยนะคะ

โชคดีค่ะ หมดหนี้ไปอีกสองเรื่อง กร๊าก…

ฅ.คน และ อื่น

Posted in Uncategorized by iampranitee on May 18, 2009

IMG0001A

IMG0002A
วันนี้โพสต์ผ่านหน้า QuickPress เลยตั้งชื่อสั้น ๆ (สุดท้ายต้องมาแก้อยู่ดี รูปมาไม่ครบ เฮ้อ…)

จะบอกว่าเพิ่งอ่านนิตยสารสองเล่มนี้ (ได้มา “ฟรี” ตั้งแต่ไปงานห้าปีทีวีบูรพา ปีที่แล้ว) ที่ว่าเพิ่งอ่าน ก็เพราะ… ขอบอกตรง ๆ ว่าตอนได้รับมา เราลองเปิดผ่าน ๆ แล้ว แต่เราดันรู้สึกไม่ชอบเลย ไม่น่าอ่านเลย เนื่องจากตัวหนังสือเยอะ เราตาลาย (และตั้งแต่ติดลบกับนักวิชาการบางคน ทำให้เราเบื่อการอ่านหนังสือที่ตัวอักษรเป็นพืด ๆ มาก – แต่ดันชอบเขียนบล็อกเป็นพืด ๆ ซะเอง ก๊าก…)

แต่ก็นึกเสียดาย ถ้าจะบริจาคไปโดยที่ไม่ได้อ่าน

พออ่านเท่านั้นแหละ กรี๊ด…… (คือต้องเข้าใจนะ ว่าเราไม่ค่อยได้ดูรายการของทีวีบูรพา เพราะที่บ้านเราเขาติดละคร! และจะมาดูทางเน็ต ก็ไม่ค่อยสะดวก ที่ดูบ่อยสุดคือจุดเปลี่ยน ซึ่งก็เมื่อนานมากแล้ว!)

สองเล่มนี้ไม่ใช่เล่มใหม่
เป็นฉบับเมื่อหลายปีแล้ว

แต่ขอบอกว่า เนื้อหาจับใจมาก

คงยกตัวอย่างไม่ได้หมด เพราะนี่รีบมาก (เรามีภารกิจฟิชโช่รกหัว)
ไม่ยกเลยดีกว่า

แต่อยากจะบอกว่า
ถ้าคุณไม่เคยดูรายการของทีวีบูรพา ควรหามาอ่าน เพราะจะทำให้คุณมองชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น (เรารู้สึกงั้นว่ะ)

คนที่เป็นเจ้าคนนายคน ยิ่งต้องอ่าน (เพื่อจะได้เห็นอะไรในแบบที่ถูกที่ควร)

อธิบายไม่ถูกว่ะ แต่เราชอบมากเลย เรื่องทุเรียน กับ เรื่องผลิตผลแห่งปัตตานี เรื่องเรือโอ่ง ฯลฯ
ทำให้เรารู้สึกถึงความหลากหลาย และเราคิดว่าความหลายหลายมีค่ามากแค่ไหน จริง ๆ มีหลายประเด็น แต่เอาแค่นี้แล้วกัน

ขอบอกว่า ตอนเรียน พฐ๕๐๒ ที่เป็นวิชาพื้นฐานทางสังคมอ่ะ (ป โท มศว) เราอ่านนิตยสารเล่มอื่น แหกตาอ่านไปเยอะมาก ซึ่งลึกไป แต่พอวันนี้ได้อ่าน นิตยสาร ฅ.คน อ่ะ เห็นภาพเลย ว่าวิชาพื้นฐานสังคม ต้องการสอนให้เข้าใจอะไร (ทำไมเราถึงเพิ่งได้อ่านฟะ กร๊าก…)

แต่ก็นะ ถ้ามีโอกาสคงจะหามาอ่านอีก แต่ถ้าถามว่าจะอ่านตลอดไหม คงตอบว่าไม่ ยิ่งตอนนี้ ยิ่งไม่แน่นอน (เลิกซื้อหนังสือชั่วคราว) ขอบริจาคออกก่อน เพราะจะหาที่นอนไม่ได้แล้ว (วางของที่จะบริจาคเต็มบ้านเลย) แต่ถ้าใครซื้อมาให้ยืมอ่านฟรี ขอตอบว่า “ตกลง” ก๊าก… (ตลกบริโภค)

ของแถม
I hear and I forget. I see and I remember. I do and I understand. – Confucius Quotes
เมื่อได้ยินแล้วก็ลืม เมื่อได้เห็นแล้วก็จำ เมื่อได้ทำแล้วก็เข้าใจ – ปรัชญาขงจื้อ
เจอจากนี่

ทำเหอะ มีสิทธิ์ทำอะไรได้ ถ้าไม่ได้ทำให้ใคร ๆ เดือดร้อน (ใคร ๆ หมายถึง ทั้งตัวแกเอง และคนรอบข้าง คนรอบข้าง = คนอื่น ๆ และอื่น ๆ ทั้งหมดทั้งมวล) ก็ทำไปเหอะ
ทำแล้วจะได้เข้าใจ แต่ถ้าไม่มีสิทธิ์ทำก็นั่งฝันไปก่อน (ไม่ผิดกฎหมาย ก๊าก…) หรือมาเขียนความฝันแข่งกับเราก็ได้ ก๊าก… เดี๋ยวมีโอกาสเมื่อไร ก็ค่อยไปทำ หรือถึงไม่มีโอกาส ใครจะมาสอยความฝันเราไปทำ เราก็ไม่ว่ากัน จะยินดีด้วยซะอีก

ฝากนิด http://th.answers.yahoo.com/question/index;_ylt=AqqD5noTD6jS07smpN_cIcFwTAx.;_ylv=3?qid=20090516070345AA3niU7
ใครจะไปวัดสวนแก้ว บอกเราหน่อยนะคะ เราจะฝากของไปบริจาค ฮือ… (ไม่มีใครพาไป+ไม่มีแรงแบกไป ของที่จะบริจาคก็มี โน้ตบุ๊คเก่าหนึ่งเครื่องพังแล้วเปิดไม่ได้เลย ปรินเตอร์ที่เก่ามากใช้ตั้งแต่ม.๓หนึ่งเครื่องน่าจะยังใช้ได้แต่ไม่มีหมึก ปรินเตอร์ธรรมดาอีกหนึ่งเครื่องแค่ลูกกลิ้งยางเขลอะ ๆ ดำ ๆ-ใครอยากได้มาขอได้เลย ให้ฟรี ใช้หมึกเบอร์ hp27 28 อ่ะ พอดีตอนนี้บ้านเรามีปรินเตอร์อยู่สี่เครื่อง! ก็เลยจะทิ้งสอง เมนบอร์ดเก่า ไมค์สายขาด เออ PCของเราก็ยังไม่ได้ซ่อมเลย จะบริจาคเลยดีไหมเนี่ย โอ้ไม่นะ ไม่ ฮือ… สี่หมื่นของข้า ตอนนี้เหลือมูลค่าสามบาท จะถึงสามบาทป่าวก็ไม่รู้ เมื่อไรจะได้ขับรถฟะ ถ้าได้ขับรถนะ เราจะขับไปบริจาคเอง ไม่มาบ่น ๆ แบบนี้หรอก ก๊าก… รำคาญตัวเองชิบเลย ไปไหนก็ไม่ได้ จะฝากใครไปก็ไม่ได้ เกรงใจ+ไม่มีใครรับฝาก แต่ถ้าใครไม่ได้ไปยิ่งไม่กล้าฝาก เกรงใจโคตร ๆ มีชมรมอาสาที่ไหนรับอาสาเอาของพวกนี้ไปบริจาคไหมเนี่ย ก๊าก… รถรับซื้อก็ไม่รับซื้อของพวกนี้ เออ วันก่อนป๋ากับเรายกสเตอริโอพัง ๆ มูลค่าตั้งต้นหลายพัน เอาไปขายรถรับซื้อไปได้มาร้อยนึง สองพ่อลูกดีใจกันยกใหญ่ก๊าก… เพราะบ้านหายรกขึ้นติ๊ดนึง ปล.อย่ามาปล้นบ้านเรานะคะ เพราะว่าในบ้านนี้ส่วนใหญ่ก็มีแต่ขยะ กับงูเห่า แล้วก็ผีพราย แถมผู้หญิงปากร้ายกาจขนาดหมายังเรียกทวดอีกหนึ่งคน =ตูเอง ก๊าก… ค่อย ๆ เคลียร์กันไป บางทีผู้ผลิตสินค้าน่าจะรับเอาสินค้าตัวเองไปรีไซเคิลเนอะ แย่ว่ะ ดีแต่ผลิต ไม่คิดรับผิดชอบขยะจากสินค้าตัวเองเลย)

เอ๊ะ! มาคิด ๆ ดู บางทีเหตุผลที่คนไม่อ่านหนังสือ ไม่ซื้อหนังสือมาอ่าน คงอาจจะเป็นเพราะเขาตกอยู่ในสภาพเหมือนเราในขณะนี้ นั่นคือ “บ้านไม่มีที่เก็บ ไม่มีแม้แต่ที่จะวางหนังสือแล้ว ก็เลยไม่ซื้อ ไม่อ่าน จบ”

Tagged with:

สแกนกรรม

Posted in Uncategorized by iampranitee on May 13, 2009

จริง ๆ ตั้งใจจะไม่เขียนบล็อก
แต่พออ่านหนังสือเล่มนี้ ก็เลยอยากเขียนมาก

หนังสือเล่มนี้ ก็คือ สแกนกรรม ขอภาพและข้อมูลจากหน้านี้นะคะ เพราะว่าไม่ว่างสแกน และไม่อยากถ่ายรูป ขี้เกียจต่อกล้องเข้าคอม

ต้องขอบอกก่อนค่ะ ว่าหนังสือเล่มนี้ เราไม่ได้ซื้อเอง
คุณปั๊บป๋าซื้อมาเมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๒ แล้วก็เอามายื่นให้เรา ไม่ได้พูดอะไร พอดีเราเคยได้ยินเรื่องสแกนกรรมมาบ้าง ว่าเคยมีออกอากาศในรายการตีสิบ (แต่เราไม่ได้ดูตอนที่ออกอากาศ จึงไม่รู้เรื่อง ว่าเป็นมายังไง) เราก็ดีใจ ตั้งใจว่าจะอ่านเลย แต่ก็ไม่ได้อ่านสักที

หลายวันผ่านมา

เราก็ยังไม่ได้อ่าน ไม่รู้ว่าทำไม แต่รู้สึกเหมือนยังไม่อยากอ่าน
เลยถามป๋าว่าอ่านจบยัง เรื่องเป็นไง
ป๋าบอกว่า ยังไม่ได้อ่านเลย ซื้อมาเปิดไม่กี่หน้า ก็เอามาให้หนูอ่าน (ส่วนใหญ่ ป๋าจะให้เราอ่านหนังสือ อ่านจดหมายขายของ อ่านประกาศ ดูวีดิโอสัมมนาแจก ฯลฯ ให้ แล้วสรุปบอกป๋าว่าเนื้อหามีว่าไง ซึ่งครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน ก๊าก… แต่เรานึกว่าป๋าจะอ่านจบแล้ว เพราะว่ามีลายเซนป๋าที่หนังสือ เลยนึกว่าอ่านจบแล้วเอาไปให้คนอื่นยืมอ่านแล้ว ถึงต้องเขียนชื่อแสดงความเป็นเจ้าของหนังสือไว้ เอิก ๆ)

พอดี ช่วงที่ได้หนังสือนี้มา เรากำลังอ่านรีดเดอร์สไดเจสต์…(สมาธิไม่ดี ปกติเราอ่านรีดเด๋อวันเดียวจบ แต่เล่มเดือนนี้อ่านตั้งเป็นอาทิตย์) และอ่านอะไรไม่รู้ ยุ่ง ๆ กับจัดห้อง ซึ่งตอนนี้เสร็จแล้ว (พอใจแล้ว) ทิ้งของบ้าบอไปหมดแล้วก๊าก… (ที่พอทิ้งได้อ่ะ เอาไปแอบไว้ในห้องอื่น ก๊าก…) จริง ๆ เราเคยได้หยิบสแกนกรรมมาอ่านแล้วครั้งหนึ่ง แต่อ่านไปแค่หน้าคำนิยมใบแรก (เราอ่านหนังสือทุกหน้า) แล้วก็พักไป (อ่านไปแค่ ๑๑ หน้า!)

จากนั้นแม่เห็นเราวางไว้ตรงที่นอน แม่ก็เอาไปอ่านเล่น แต่อ่านไปกี่หน้าเราไม่แน่ใจ

จากนั้นเราก็เอาหนังสือเล่มนี้ไปไว้ในกองจัดของ (ห้องเรา) หนังสือเล่มนี้ถูกทับไว้เกือบล่างสุด

พอเมื่อวานได้เจอ (ต้องจัดห้องให้เสร็จ) ก็เลยหยิบมาอ่าน

สุดท้ายได้อ่านวันนี้เมื่อเช้า

อ่านไปเรื่อย ๆ
ยิ่งอ่านยิ่งหลอน
เราคงบอกความหลอนไม่ได้ว่าหลอนยังไง
แต่ขอบอกว่า โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้ หลอนมาก ๆ (ถ้าคุณพอจะรู้จักเรา คุณจะรู้ว่าหลอนยังไง)
บางหน้า เราอ่านแล้วอยากร้องไห้
บางหน้า เราอ่านแล้วเครียด
บางหน้า เราอ่านแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วน บอกไม่ถูก
คือเรารู้สึกว่าเราอยากให้ทุกท่านได้อ่าน เพราะเราเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ ตอบข้อข้องใจของคนเราได้ (เราเชื่อว่าทุกเรื่อง)
(บางคนเคยสอนเราเรื่องนี้แล้ว ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเราเชื่อหรือเราไม่เชื่อ แต่พอเราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เราปิ๊งเลย อาจเพราะเวลาอ่านหนังสือ เราจะเปิดใจมากกว่าเวลาฟังคนอื่นพูด – เพราะไม่มีอคติจากตัวบุคคลที่กำลังเผชิญหน้าอยู่)

ยังไงลองไปอ่านดู
สำหรับเรา หน้า ๑๕๘ ตอบคำถามของเราจนหมด

อันนี้อยากให้ทุกท่านทราบเพื่อตัวท่านเอง
๑๖๔ ย่อหน้าสุดท้าย
๑๙๐ – ๑๙๒

พอดีเราไม่ได้ทัดหน้าไว้นะคะ แต่อยากจะให้อ่านทั้งเล่ม ตรงเรื่องชีวิตคู่ของคุณเอ๋ ทำให้เราสะเทือนใจมาก และอยากให้ใครที่เป็นแบบนั้น อ่านเถอะ แล้วจะเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องของกรรม แล้วเรื่องที่เกี่ยวกับคนที่ฆ่าตัวตายด้วย หลอน ๆ เอาว่าทุกเรื่องเลยแหละ อ่านเถอะค่ะ เราใช้เวลาอ่านเล่มนี้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็อ่านจบแล้ว

เราเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ อาจทำให้คุณได้พบคำตอบ ที่คุณสงสัยมานาน
…………………………..
ลองดูคลิปรายการ
พอดีเราเซิร์ชเจอเว็บนี้ก่อน จริง ๆ ก็มาจาก ยูทูป
http://play.kapook.com/vdo/show-66820
http://play.kapook.com/vdo/show-66821
http://play.kapook.com/vdo/show-66823
http://play.kapook.com/vdo/show-66825

…………………………..

ผลจากการอ่านหนังสือเล่มนี้
เราขอพูดต่้อเรื่องการปฏิบัติกรรมฐาน
โดยส่วนตัว มีคน (หลายคนเลย ทั้งที่เรารู้จักและเราไม่รู้จัก!? =ไม่รู้จักกันเป็นส่วนตัว) พูดกับเรา ชวนเรา ทักเรา ให้เราไปปฎิบัติกรรมฐาน (มีมานานแล้ว และยังมีคนชวนอยู่เรื่อย ๆ) แต่เราก็ยังไม่มีโอกาสได้ไป ซึ่งเราก็ไม่ค่อยเครียดมากมายหรอนะคะ เราคิดว่าถ้าชาตินี้จะได้ไปก็คงได้ไป ถ้าไม่ได้ไปก็คงเพราะว่าคงต้องเป็นแบบนั้น เอาว่าถ้าได้ปฏิบัติ จะมาเล่าแล้วกัน แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเราคงไม่หวังนิพพาน เราขอแค่มีชีวิตแบบไม่ต้องไปก่อกรรมทำเวรกับใครก็พอใจแล้ว

แต่ที่ทำได้ก็คงแค่คิดดี พูดดี ทำดี แม้หลายครั้งจะไม่ค่อยดีอย่างที่ตั้งใจก็ตาม แต่ก็ต้องพยายามกันต่อไป

เออ ไม่รู้อะไรดลใจนะคะ ตอนเราอ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราอยากเขียนเล่าเหตุผลที่เราไม่อยากเป็นนักแต่งเพลงมืออาชีพ (แต่ดันทุเรศไปเขียนบล็อกสอนแต่งเพลง) ขอบอกว่าอาชีพนักแต่งเพลง ไม่เคยอยู่ในหัวเราเลยค่ะ แต่เรารู้แค่ว่าเราชอบแต่งเพลง (ตั้งแต่ ๘ ขวบ) เราไม่อยากเป็นนักแต่งเพลง ไม่ใช่เพราะคิดว่าได้เงินน้อย (เงินมากหรือน้อยก็ไม่รู้ ไม่มีใครยืนยันว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่เท่าไร) ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่เท่ ไม่เด่น ไม่เจ๋ง ไม่เริด ไม่ฯลฯ คือมันไม่มีเหตุผลแนวนี้อ่ะค่ะ ว่าทำไม?????
แต่เราก็ยังแต่งเพลงมาเรื่อย ๆ เรารู้แค่ว่า ตอนที่เรารู้สึกยุ่งเหยิงมาก ๆ การแต่งเพลงจะเป็นวิธีนึง (อาจมีวิธีอื่น แต่เราไม่ค่อยใช้) ที่ทำให้เรามีสมาธิ (คือเราได้ทำสมาธิจากการแต่งเพลงอ่ะค่ะ มันแปลก ๆ นะ แต่สังเกตตัวเอง คือ เราเป็นคนขี้รำคาญมาก ๆ หงุดหงิดกับทุกเสียงที่เราไม่พอใจจะได้ยิน เช่น เสียงการจราจร เสียงคนโต๊ะอื่นคุยกัน เสียงประกาศ แต่พอเราแต่งเพลงนะ ถ้าไม่ใช่เสียงที่ตั้งใจมารังควาญเช่นเพื่อนเวร ๆ ตะโกนใส่หู ต่อให้เสียงอึกทึกครึกโครมแค่ไหน เราก็ไม่เคยใส่ใจเลย เหมือนจะไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ) เราถึงอยากให้ทุกคน ที่อาจจะไม่ชอบนั่งสมาธิ (เราไม่ชอบนั่งสมาธิ เมื่อย และกลัว!) มาลองหาอะไรทำ (เช่นแต่งเพลง) ให้เกิดสมาธิ เพราะมันเป็นผลดีจริง ๆ

การแต่งเพลงจึงมีความหมายกับเรามาก (มากกว่าที่จะเอาไปเป็นอาชีพ) อ่านต่อก่อนนะคะ อย่าเพิ่งด่า
เนื่องจากที่ผ่านมา เราเป็นคนที่อยากเป็นแต่อาชีพที่บอกไม่ถูก??? (ครู นักจิตวิทยา นักข่าว ทนาย นักการเมือง! หลัง ๆ ไม่อยากเป็นแล้วสามอย่างหลัง เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น) และจะเพราะว่าศรัทธาในอะไรไม่ทราบแน่ชัด (ศรัทธาในหลายท่าน หลายสิ่ง หลายอย่าง) ทำให้เรารู้สึกว่า อาชีพในกลุ่มที่ให้ความบันเทิง (เราถือว่านักแต่งเพลงอยู่ในกลุ่มนี้) เป็นอาชีพ ที่ทำให้คนไปยึดติดอยู่กับอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แก่นแท้ของชีวิต (บางคนก็ไม่ติด แต่ในที่นี่เรามองในมุมของเรา คืออย่าให้เราพูดตรง ๆ เลยค่ะ เอาเป็นว่าเราคิดว่าอาชีพในแนวบันเทิง เป็นอาชีพที่ดี แต่เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ก็พอ อย่าคิดส่งเดชไปว่าเราเหยียดหยามหรือว่าเราดูถูกเลยค่ะ เราไม่ได้ดูถูกไม่ได้เหยียดหยาม มองในลักษณะที่ไม่ต่างกัน คนที่ทำอาชีพต่าง ๆ และไม่ทำอาชีพต่าง ๆ ก็คงเพราะว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนั้นถึงได้ทำ และไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นถึงไม่ได้ทำ) ถ้าเคยอ่านบางเอนทรี่ในบล็อกที่เราสอนแต่งเพลง ก็จะรู้ว่า เราเคยได้ฟังมาถึงกรณีที่ฟังเพลงเศร้า ก็จะยิ่งทำให้เศร้า ยิ่งพบเจอแต่ความเศร้า (คงเป็นเรื่องกฎแรงดึงดูดนะ) หลัง ๆ เราก็ไม่แต่งเพลงเศร้าแล้ว แต่เมื่อไรที่มีโอกาส เราก็ยังแต่งเพลงอยู่ เรายังแต่งทำนองบ้าบอคอแตกของเราิอยู่ (ไว้สรุปได้ จะไปสอนนะ ตอนนี้อยู่ในช่วงเรียบเรียงวิธี)
เพราะเราอยากให้คนเราสร้างความบันเทิงได้ด้วยตัวเอง (อยู่กับตัวเองให้ได้ อย่าไปหวังพึ่งจากภายนอก ถึงใครจะมองว่าเป็นเรื่องของธุรกิจ เรื่องของการแลกเปลี่ยน เรื่องฯลฯ ก็แล้วแต่ แต่เราบอกแล้วว่ามันไม่ใช่แก่น ที่สำคัญคือมันไม่ใช่ปัจจัยสี่ และปัจจัยที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน) เราอยากให้คนเราเชื่อว่าตัวเองทำได้ (อย่างน้อยคือสอนให้เห็นว่า เราแต่งเพลงยังไง ความสุขจริง ๆ เมื่อฟังเพลงมันน่าจะอยู่ตรงไหน?)
อยากให้ทุกท่านคิดได้ว่า ถึงไม่มีปัญญาหาเงินซื้อเทป ซีดี วีซีดี บัตรคอนเสิร์ต ก็มีปัญญาสร้างสรรค์เพลงเอง และสร้างความบันเทิงให้ตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปหวังความบันเทิงจากนอกกาย (บางคนไม่มีเงินจะซื้อทุกอัลบั้ม ก็ไปซื้อของผิดกฎหมาย แต่อย่าให้พูดเลย มันเป็นกรรมอย่างนึงของวงการนั้น ไม่ว่าจะหาทางป้องกันยังไง เราว่าก็คงหนีไม่พ้น จนกว่าจะแจกฟรีอ่ะ ถึงจะพ้น ทำไงได้ ขายนามธรรม?) เราไม่แน่ใจว่าความสามารถของเราอยู่จุดไหน แต่เราคงไม่ก้าวไปอยู่ในวงการนั้น เพราะเราเห็นจุดที่เราไม่อยากให้มันเป็น และคิดว่าถ้าเข้าไป ก็คงหนีไม่พ้น (พูดลำบากนะคะ พูดตรง ๆ ไม่ได้ หาคำมาบรรยายไม่ถูก ตอนนี้คนอ่านที่คิดว่าเกี่ยวข้องและใจไม่กว้างพอคงนั่งด่าเราอยู่ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ เราแค่พูดจากความรู้สึกของเรา ไม่ได้อิงหลักวิชาอะไร และเราก็คงไม่ใช่คนที่น่านับถือนัก คงไม่มีผลอะไรเท่าไร)

เอาเป็นว่า รู้แค่ว่า การแต่งเพลงมีความหมายกับชีวิตเรามาก เพราะว่า เราคิดว่าเรามีสมาธิมากที่สุดตอนที่เราแต่งเพลงนี่แหละ

ส่วนเราจะไปทำอาชีพอะไร ก็คงไม่พ้นแบบที่คุณ ๆ พอจะเห็นแหละค่ะ เอาว่ามันไม่ใช่เพื่อความบันเทิงแน่นอน เพราะความบันเทิงมันไม่ยั่งยืน (เสพได้ จำหน่ายได้ เพราะไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร แต่อยากให้เข้าใจ ว่ามันไม่ยั่งยืน)

คนอ่านคงงงระเบิดไปแล้ว (คนเขียนก็งง!)

ปล.
ทุกวันนี้เรานึกขอบคุณพี่สาวเราเสมอ เขาเป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดได้เพราะเห็นกับตา จนเกิดความศรัทธาในตัวเขา (จากเดิมที่เราเป็นคนไม่ไหว้พระ ไม่สวดมนตร์เลย – ถ้าไม่ถูกบังคับ, แกะสร้อยพระออกจากคอตัวเองตั้งแต่ประถมและไม่เคยใส่อีกเลย ทุกวันนี้ก็ไม่ใส่ – เราบอกทุกคนเสมอว่าเราเป็นคนไม่ค่อยสำรวม เราอาจไปลอดไต้ถุนศาลาเจอผ้านุ่งผ้าถุง จะทำให้องค์พระท่านเสื่อมเปล่า ๆ, ถอดสายสิญจน์ออกหมด ไม่รู้นะ คือ ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่อยากมีไว้ก็เท่านั้นเอง) ทุกวันนี้เราไหว้พระสวดมนตร์ แผ่เมตตา และเปลี่ยนความคิดไปมาก (แต่ก็ยังไม่ยึดติดวัตถุบูชาเหมือนเดิม เพราะไม่ใช่แก่น) ยิ่งได้มาอ่านเล่มนี้ เรายิ่งศรัทธาในพุทธศาสนา และเชื่อเรื่องกรรมมากขึ้น ไม่ได้เชื่อเพราะเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
.
แต่เชื่อ เพราะ เรารู้แน่ชัดแล้วว่า กรรมมีจริงและกรรมตามทันจริง ๆ
.
รู้สึกโล่งดีจัง
คิดดี พูดดี ทำดี โชคดีทุกท่านค่ะ

อยากให้ไปหามาอ่าน + อยากให้ทราบ แล้วจะไปหาอ่านหรือไม่ ก็ตามสบาย

Posted in Uncategorized by iampranitee on May 6, 2009

สับสน ๆ
คือเราจัดห้องยังไม่เสร็จ (ยิ่งจัดยิ่งแย่ลง)

พอดีเราเจอกองกระดาษมหาศาล ซึ่งพอเอามาดู ก็เออ??? คัดเป็นกระดาษเอาไว้ลองปรินท์ (ตอนนี้ได้ประมาณหลายพันแผ่นแล้ว!?)

และพอดีเจอกระดาษที่เคยซีรอกด้วย อะไรดี ๆ ก็เสียดาย เลยมาสแกน (แล้วค่อยเอาไปกองไว้ในกองรองปรินท์อยู่ดี ไม่เก็บสะสมแล้ว ร้อยปีไม่เคยหยิบมาอ่าน ก็โละได้แล้ว)

พอดี อันนี้มาจากกองหนังสือเรียน ป.ตรี (ขอบอกว่า ไม่อยากเชื่อว่าเรายังเก็บหนังสือเรียน ป.ตรี ชีต และทุกอย่างแม้แต่กระดาษน้อยบันทึกเวลาประชุมกับเพื่อน – แต่ปัจจุบันลงถุงชั่งขายหมดแล้ว ก๊่าก… สุดยอด เราจะเก็บอะไรนักหนา ดีนะที่ปลวกไม่ขึ้น – เหตุผลที่เราไม่ให้น้องเทค เพราะเคยให้แล้วมันไปทิ้งขยะ จริงไม่จริงไม่รู้ เพื่อนน้องมันบอก เราเลยแกล้งโกรธ แล้วไม่เอาไปให้อีกเลย “จริง ๆ แอบขี้เกียจยก” ช่างเหอะ มันคงถึงเวลาจำหน่ายแล้ว ที่เป็นเล่ม ๆ จะเอาไปบริจาคให้หมดเลย)

อ่ะต่อ
ไอ้นี่แหละที่สแกนมา
รายชื่อหนังสือ


ตอนนั้นเรียน อยู่ ป.ตรี ปี๓ เพิ่งเริ่มเรียนวิชาโท (ผลิตหนังสือ)
นี่วิชารหัสพื้นฐานตัวแรกของวิชาโทเลย
งานคืออาจารย์ให้ไปหาหนังสือ ที่อยู่ในหนังสือ ๑๐๐ เล่มที่คนไทยควรอ่าน เอามาอ่านคนละเล่มแล้วมาทำรายงาน+เล่าให้เพื่อนฟัง เอกเรามีสี่สิบกว่าคน ก็แย่งกันอุตลุด
และแล้วเราก็ได้เลือกอ่านเรื่อง ฟ้าบ่กั้น ของ ลาวคำหอม (เพราะฟ้ามิอาจกั้นเรา ก๊าก…) จริง ๆ วงไว้อีกสองสามเล่ม แต่นะ ดวงจะได้อ่านเล่มนี้ก็เลยได้อ่านเล่มนี้ (เกี่ยวกับดวงด้วยเหรอ? – เราว่าเกี่ยว) เราว่าเรื่องสั้นเล่มนี้มีอิทธิพลต่อความคิดของเราในทุกวันนี้ ไม่มากก็น้อย
ลองอ่านรายละเอียดของหนังสือเรื่องนี้ดู

ลองไปหามาอ่านดูแล้วกันค่ะ ใครอ่านครบ ๑๐๐ เล่ม คงเจ๋งมาก ๆ (ใครอ่านครบ มาเล่าความรู้สึกให้ฟังบ้าง ว่ารู้สึกยังไง อยากรู้ เพราะเราอ่านไป แบบทั้งเล่มเลย คิดว่าคงเล่มนั้นเล่มเดียว ก๊าก…)

ก่อนไป
+ อยากให้ทราบ แล้วจะไปหาอ่านหรือไม่ ก็ตามสบาย
เราจะบอกแค่ว่า เมื่อวานเราอ่านรีดเดอร์ส ไดเจสต์ เล่ม พ.ค. ๕๒ เพิ่งจบ แล้วเรื่องสุดท้าย (เรื่องที่ผู้ชายเป็นมะเร็งกล่องเสียงหรือคอ หรืออะไรแถว ๆ นั้นแหละ เราก็จำไม่ได้ พอดีตอนนี้ข้อมูลเต็มหัว) มันทำให้เรารู้สึกว่า ความคิดของเรา มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องไร้สาระ หรือ ประมาณว่า เออ เราหาหลักฐานได้แล้วระดับหนึ่ง
คือ ไปหามาอ่านเหอะ
เราแค่จะบอกว่า การมีเพศสัมพันธ์แบบ ทางปาก ทางแปลก ๆ ที่สารพัดจะสรรหา (ครีเอทจริง เรื่องพรรค์นี้อ่ะ) คือเราก็ไม่ได้อยากจะมาว่าใครอะไรยังไงหรอก (จริง ๆ เราอยากด่าคนที่มักมาก มากกว่า พวกคลำไม่เจอหางก็เอาหมด อะไรทำนองนี้ หรือแบบที่พวกฟรีเซกซ์ หรือพวกที่ทำวัฒนธรรมเสื่อม เอาว่าเราว่าคนที่รู้จักเราและเข้าใจเรา คงเข้าใจว่าเราจะมาด่าทำไม) สามารถทำให้เป็นมะเร็งได้ ในกรณีนี้คือ คุณผู้ชายเขาเคยเป็นนักเที่ยวสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว แล้วอยู่ดี ๆ เขาก็มาเป็นมะเร็งที่แถว ๆ คอนี่แหละ (โทษนะ ขี้เกียจเดินไปหยิบหนังสือดูว่ามันเป็นมะเร็งตรงไหนแน่ เพราะเรารีบ จะไปสแกนต่อ – ถ้าคุณสงสัยมาก ก็รีบไปซื้ออ่าน แต่ถ้าคุณหน้าด้าน ก็มายืมเราอ่านก็ได้ ก๊าก… ล้อเล่น!!!) หมอบอกว่า มะเร็งตรงนี้ เป็นมะเร็งที่มีเชื้อแบบเดียวกับมะเร็งปากมดลูก คือคนที่จะเป็น อาจจะเป็นจากการทำออรัลเซ็กซ์ และเสี่ยงมาก สำหรับคนที่เปลี่ยนคู่นอนมากกว่า ๕ คนขึ้น และเมียเขาก็ไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูกด้วย ผู้ชายคนนี้เขาเลยเข้าใจว่า คงเป็นเพราะพฤติกรรมของเขาเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ส่งให้วันนี้เขาต้องเป็นมะเร็ง (เขาไม่สูบบุหรี่ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงด้านอื่น นอกจากด้านนี้)

อานะ ใครมักมาก ฟรีเซ็กซ์สุด ๆ อ่านแล้วลองคิดดูแล้วกัน เคยอ่านเจอมาว่าทุกคนมีเซลมะเร็งอยู่ในตัว แต่อยู่ที่ปัจจัยที่จะไปทำให้มะเร็งมันโตอ่ะ บางทีไอ้นี่อาจจะเป็นปัจจัยก็ได้ (ส่วนที่มะเร็งโตช้าไปยี่สิบปี เพราะอะไร – ถ้าถามเรา เราคิดว่าเพราะ “กรรม” ไง ผู้ชายคนนี้เขามีชีวิตที่มีความสุขดี แต่ผลกรรมก็มา เขาจะได้ทุกข์หนักเลยไง ดังนั้นใครทำกรรมอะไรไว้ ก็รู้ไว้เหอะว่ากรรมไม่มาตอนนั้นหรอก มันจะมาเมื่อคุณมีความสุข แล้วเมื่อความสุขได้จากไป คุณถึงจะมาคิดได้ว่า “เออ กูไม่น่าทำเลย”) ดังนั้น จงผัวเดียวเมียเดียวกันเถอะ (จะชวนให้รักเดียวใจเดียว ซะงั้น – เออ ก็แค่นี้แหละที่จะบอก เล่าซะยาว)

อย่าคิดมาก อะไรที่เป็นของเรา มันก็ต้องเป็นของเราอยู่วันยันค่ำ เนอะ!
ปล.เราเป็นคนรักเดียวใจเดียวที่รักคนรักเดียวใจเดียวกับเรา (หมาถึงเรารักเนื้อคู่ของเราอ่ะนะ เพราะเนื้อคู่ของเราต้องคือคนรักเดียวใจเดียว ไม่ใช่พี่เบิร์ดรักทุกคนนะจ๊ะ!)
^(*oo*)^
( )/\(- )(-/\-)( -)/\ (L) \(‘-’\)\(‘-’)/(/’-')/

หนังสือธรรมะสองเล่ม รีดเดอร์ฯเล่มใหม่

Posted in Uncategorized by iampranitee on March 31, 2009

แบบว่าอยากเขียนหลายวันแล้ว หนังสือธรรมะอ่ะ หลายเดือนแล้ว พอดีไม่ค่อยว่างมาเขียน จริง ๆ คือ จำพาสเวิร์ดที่นี่ไม่ได้ก๊าก… ล้อเล่น (ตกลงยังไงแน่ – ไม่รู้เหมือนกัน ขี้เกียจ ๆ แต่อยากเก็บและบอกต่อ เลยต้องมาเขียน)

อ่ะ แปะภาพก่อนแล้วกัน

ไฟล์ปกสีฟ้า
หน้าที่ของคน อันนี้ เนื้อหาแนว ประมาณเล่มต่าง ๆ เหล่านั้นเลย ที่เรามี 14 เล่มอ่ะ
แต่ในหนึ่งเล่มนี้ จะมีหน้าที่ของ คน, พ่อแม่, ลูก, ครูบาอาจารย์, ศิษย์, เพื่อน, สามี, ภรรยา, ข้าราชการพลเรือน, ตำรวจ, ทหาร, พ่อค้าแม่ค้า, ผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชา, ผู้น้อย, คนดี (คฤหัสถ์-ผู้ครองเรือน)
ไปหามาอ่านเถอะ
อยากให้ลองอ่านดู อ่านทุกหน้าที่เลยแหละ ไม่เยอะหรอก เราอ่านสองชม.จบ (ขนาดอ่านไปหลับไป) แต่ได้อะไรมาเยอะนะ จะหาว่าพูดเล่น (พูดจริง)
………………………………..
ไฟล์ปกสีชมพู
อยู่กันด้วยความรัก
อย่าคิดว่าเล่มสีชมพู จะต้องสำหรับคนจะแต่งงาน คนอินเลิฟหวานแหวว กิ้วก๊าว!? ?! ในเล่มนี้พูดถึงความรักแบบกว้างใหญ่ รักแบบทั่วไป รักบริสุทธิ์ยุติธรรม รักอ่ะ รักทุกอย่างคนสัตว์สิ่งของงานฯลฯ ลองไปอ่านดู แล้วจะรู้ว่าความรักไม่ได้มีแค่ ฉันและเธอ
มีเรื่องหนึ่งอยากยกมาเล่า คือ เรื่องรักครอบครัว หน้า ๒๖ ย่อหน้าสุดท้าย บอกว่า

เราก็รีบกลับบ้านเพราะมีพันธะทางครอบครัว มีคนคอยอยู่ที่บ้าน เราควรจะไปหาเขา ไปอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน กินข้าวพร้อมกัน นั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน พร้อมกับลูกเมีย เมื่อดูก็อธิบายให้ลูกฟังว่า อันนั้นเป็นเรื่องดี อันนั้นเป็นเรื่องชั่ว อันนั้นเป็นเรื่องบาป อันนั้นเป็นเรื่องบุญ ให้ลูกได้รู้ ได้เข้าใจ สอนแนวทางชีวิตให้ลูกด้วยในตัว แล้วก็ดูให้ลูกอ่านหนังสือทำการบ้าน เราช่วยกันคิดช่วยกันสอนให้แก่เขา

คนเรา ถ้าไม่สอน ใครมันจะไปรู้ (ที่สำคัญ อย่าสอนผิด ๆ) กร๊าก เหมารวมว่าหมายถึงทุกคนในโลกเลยนะที่รู้มากกว่าเขา (ตามตำแหน่งหน้าที่) เช่น คนเป็น ครู หรือ หัวหน้า หรือ เจ้านาย ฯลฯ แต่เริ่มต้นของทุกสิ่ง มันคงต้องมาจากครอบครัวก่อนอ่ะ คุณพ่อคุณแม่ที่อ่านบล็อกนี้ ลองไปทำตามที่กล่าวไว้ในหนังสือนี้ดูนะคะ (ป๋าแม่ของเราก็ทำนะ ตอนเราเด็ก ๆ อ่ะ แต่เบื่อตรงที่ ชอบเปิดละครเรื่องที่เราไม่ชอบดูเลย – ก็เราไม่ชอบดูละครสักเรื่อง แล้วจะชอบไหมเนี่ย – บางทีสมัยก่อน เราอาจจะเคยชอบดูละครก็ได้นะ แต่พอมันเริ่มมีพลอตเรื่องซ้ำ ๆ เราก็รู้สึกเบื่อหน่าย เพียงแต่เราไม่ได้เบื่อหน่ายพ่อแม่เรา เบื่อแค่ละคร เราก็เลยทนดูต่อไป ถึงแม้เราดูไปบ่นไปก็ตาม ก๊าก…)

แต่ต้องสอน ย้ำว่าต้องสอนจริง ๆ อย่าทำัตัวเป็นคนว่านอนสอนยาก เพียงแต่อย่าเชื่อทุกอย่างโดยไม่คิด (เราเป็นคนว่านอนสอนง่าย สอนได้ แต่ไม่เชื่อ ก๊าก… ต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่ออ่ะ อะไรทำนองนี้ – สอนได้ ใครจะด่า จะสั่งจะสอน เชิญ รับฟังได้หมด เราถือว่า สอนก็ยังดีกว่าไม่สอน แล้วก็พูดว่า “เรื่องแค่นี้ ทำไมถึงไม่รู้” กร๊าก…)
………………………………..
ภาพแรก (ขออภัย สแกนกระดาษที่เราจดมาด้วย เพราะเราจะให้เห็นว่าเราจะเล่าเรื่องอะไรบ้าง – แต่จะเล่าเกินด้วยก๊าก…)

สรรสาระ (รีดเดอร์สไดเจสต์) เล่มล่าสุด เดือน เม.ย. พรุ่งนี้วันเอพริลฟูล เราจะไม่ออนไม่มาเล่นเน็ต (ไม่ได้โกหก) เพราะเราเบื่อหน่ายการโกหก ในวันเอพริลฟูล นี่ไม่ใช่ประเพณีบ้านเราเมืองเรา จำได้ ปีที่แล้วเชื่อซะสนิท โดนบล็อกเกอร์หลายคนต้มซะเปื่อย มุกปิดบล็อกอ่ะ เลิกเหอะ อุบาทว์ว่ะ (ฝากด่าไปยังปีที่แล้ว ก๊าก…)

รีดเดอร์สไดเจสต์เล่มนี้ มีเด่น ๆ หลายเรื่อง
แต่ขอยกมาแค่ไม่กี่เรื่อง เช่นเดิม ขี้เกียจพิมพ์ และอยากอ่านก็ซื้อเองเหอะ เดี๋ยวหนังสือเขาจะมาฟ้องเรา (อย่าฟ้อง ๆ)
หน้า ๙ ทั่วทิศ มีเรื่องเด็กไทยรักการอ่าน
เรื่องนี้เราทราบจากทีวีแล้ว เราดีใจมาก ที่เลิกสักที สถิติแบบ “อ่านปีละ ๘ บรรทัดอ่ะ” ดีใจ กราบขอบพระคุณ
ตอนนี้เป็นเวลาต่อวันแทน คือ ๓๙ นาทีต่อวัน
ไปหาอ่านเอง มีไม่เยอะหรอก นิดเดียว
- ในความคิดเรา เราคิดว่า หากคนเราพอมีเวลาอยู่กับตัวเองมากกว่านี้ (ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีกันหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าต้องทำงาน ก็คือต้องอยู่กับคน กับแฟน กับหมา กับแมว กับคอม ฯลฯ ไม่มีเวลาเหลือสำหรับใช้อ่านหนังสือหรอก) และมีหนังสือดี ๆ มาแจก (บางทีมีเวลานะ แต่ไม่มีตังค์ซื้อหนังสือ) ก็คงจะอ่านกันมากกว่านี้ เรายังนึกถึงเรื่องแบบนี้ ส่วนงานหนังสือไม่ไปแน่นอน ไปไม่ไหว ไม่สะดวก

เราชอบท้ายหน้า ๘๔ มาก ๆ เป็นข้อความสั้น ๆ ที่เขียวว่า
“ผมไม่ได้เขียนเรื่องขึ้นมาสำหรับนักวิจารณ์วรรณกรรม พวกนี้ได้หนังสืออ่านโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ
MITCH ALBOM”

- ทำให้เราต้องมาตามหาเลย ว่าเขาคือ ???

หน้า ๑๐๘ – ๑๑๒ จัดการความกลัวให้อยู่หมัด
ชอบมาก เป็นวิธีจัดการกับความกลัว

- เป็นวิธี (และวิธีการบอกเล่า) ที่เราชอบมาก กรี๊ด ๆ
การเอาเรื่องของตัวเองมาบอกเล่า มายกเป็นตัวอย่าง ทำให้เห็นภาพ และเข้าใจได้ดีกว่า การตีแผ่ทฤษฎีล้านแปด ที่บางที คนระดับหาเช้ากินค่ำอย่างเรา ๆ ก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ เราคิดว่าเรื่องลักษณะนี้ และการสรุปออกมาเป็นเนื้อหาขนาดนี้ จะเป็นประโยชน์กับคนอีกมากมาย อย่างน้อยก็กับเราคนนึง

ท้ายหน้า ๑๑๒
“ฤดูร้อนจัดคือเวลาที่ความขี้เกียจเป็นที่ยอมรับในสังคม
SAM KEEN”

-ชอบ ๆ ร้อนต้องขี้เกียจ ร้อนต้องเอาแต่นอน เป็นกันทุกคน หรือใครไม่เป็น? ยกมือหน่อย ก๊าก… ปีนี้จะำพยายามไม่เป็น เพราะเป็นมาทุกฤดูแล้ว หนาวก็นอนขี้เกียจ ฝนก็นอนขี้เกียจ ร้อนก็ยังนอนขี้เกียจ

หน้า ๑๑๔ – ๑๑๙ เมื่อทั่วโลกหลับไหล
เล่าถึงมุมมองของการนอน จากทั่วโลก แล้วคุณจะเข้าใจคนเก่ง ๆ (ที่คุณเคยเห็นว่าเขาเก่งมาตลอด) บางทีแค่แอบงีบ ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายเสมอไป มันแล้วแต่คน ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมใครทำเนียมมัน

- แต่เราคนนึงที่เป็นแบบนี้ ถ้าเราได้หลับนิดนึงก็ยังดี ตื่นมาจะคิดอะไรออกอีกเยอะ
- เราคิดว่าการงีบไม่ใช่อาชญากรรม คนแอบงีบไม่ควรถูกลงโทษหรือพิพากษาอย่างไม่เป็นธรรมนัก (ถ้าไม่เคยมีคุณงามความดีเลย ถึงค่อยมาว่ากันอีกที)
- เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราชอบมาก ตอนเริ่มอ่านไม่ง่วงเลย พออ่านไปได้สองหน้า หลับครอก ๆ (อิทธิพลจากเรื่องที่อ่านหรือเปล่าเนี่ย) หลับคาโต๊ะกินข้าวที่ซุเปอร์สโตร์ย่านบางแก้ว แต่แล้วก็ต้องตื่น เพราะได้ยินแม่พูดลอย ๆ ว่า ทำไมทีวีโฆษณาของห้างมันดังขึ้นขนาดนี้ เราจึงตั้งสติแล้วฟัง อืมมันดังจนลำโพงทีวีแทบแตก (ซ่า ๆ) เราเลยลุกกันไปเลย (เราว่าห้างคงมีมาตรการจัดการกับคนที่มาฟุบหลับบนโต๊ะ ด้วยการใช้เสียงไล่ เราตั้งใจว่า เราจะไปห้างประเภทนี้ให้น้อยลงแล้วแหละ เพราะหาความสงบไม่ได้เลยจริง ๆ น่าแปลกใจที่สมัยก่อนเราแต่งเพลงในห้างเสมอ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เสียงโฆษณาภายในห้างน่าจะดังกว่าเสียงการจราจรบนถนนสุขุมวิทหลายเลย อย่าเผลอแม้แต่จะไปทำท่านอนเชียวนะ หนวกหูจนขนลุก)

หน้า ๑๒๕ – ๑๒๗ อาหารก็มีหัวใจ
ยิ่งเราเข้าใจความรู้สึกของสัตว์เลี้ยงแสนรักมากเท่าไร เรายิ่งเมินเฉยต่อสัตว์ที่เรากินมากขึ้นเท่านั้น (ตัด ๆ มา โดนใจอย่างแรง)

- เราบอกตรง ๆ เราอ่านเรื่องนี้แล้วอนาถใจ ไปหาอ่านเอา
แต่จริง ๆ เราเคยเขียนบทความตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม (ขออภัยไม่มีให้อ่าน) ด่าคนที่รักแต่หมาแพง ๆ พวกเพ็ดดีกรีเต็มใบ แต่รังเกียจหมาธรรมดา หมาพันธุ์ทาง เรารู้สึกว่าตกลง eพวกนั้น มันรักและเมตตาสัตว์จริง ๆ หรือมันแค่จะอวดตัวว่ามันรวย
แต่เรื่องนี้ไม่ได้ไปที่รวยไม่รวย กลายเป็นว่า รักสัตว์ที่ไม่กิน แต่ไม่รักสัตว์ที่กิน
สำหรับเรา (เล่าแล้วจะหาว่ากระแดะ – ก็ตามใจ) เรารักสัตว์หมดแหละ รักจนมีอยู่ช่วงไม่อยากจะกินเลย (กลัวชาติหน้าโดนกิน) จนเราได้อ่านนี่ จะช่วยโลกไม่จำเป็นต้องกินมังสวิรัส เราถึงคิดอีกอย่างได้
เราว่าคนเราควรมีเมตตากับทุกอย่างอ่ะ อย่าเลือกปฏิบัติจนทุเรศ หลายครั้งเราอดโมโหไม่ได้ เวลาเห็นคนซื้อเสื้อผ้าให้หมาใส่ (หมาเคยบอกไหม ว่าอยากได้) เวลาเห็นจับหมาแต่งงานรดน้ำสังข์ (หมาบอกเหรอ ว่าชอบให้ทำแบบนี้) เงินที่ใช้กับเรื่อง “งี่เง่าและผิดธรรมชาติ” แบบนี้ มันมีค่าน้อยไป หรือเป็นเศษเงินขนาดนั้นเชียวเหรอ แต่สำหรับคนจน ๆ บางคน มันคงมีค่ามากมายมหาศาล เขาสามารถมีกินได้อีกหลายวันหลายเดือนหรืออาจจะหลายปี (บางงานที่จัดเวอร์มาก ๆ)

ลึก ๆ มันมีเรื่องของการโฆษณา (ทั้งโต้ง ๆ และแฝง) เขาถึงทำเรื่องประหลาด ๆ ให้กลายเป็นข่าว จะได้ดัง จะได้มีคนมาซื้อของ มารับบริการ ซึ่งคนทั่วไป ๆ ที่อาจจะรักสัตว์เลี้ยงจนเกินพอดีไปหน่อย (ถือว่ารวย) ควรจะคิดด้วย (ประมาณว่าเป็นผู้บริโภค ก็ควรรู้ให้เท่าทันผู้ประกอบการ เพราะบางอย่างมันก็ทุเรศเกินจริง ๆ และคุณก็กำลังเสียเงินไปกับเรื่องทุเรศ ๆ จริง ๆ “หมาเหมอมันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยหรอก มีแต่คนเท่านั้น ที่ไปรู้สึกอยากแทนมัน”)
ถ้าเมื่อไรหมาคุณมันบอกกับคุณว่า “อยากได้” “อยากเป็น” “อยากทำ” ค่อยว่ากันอีกที

จงอ่านเพื่อทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในโลก และเข้าใจมันอย่างถูกต้อง
โชคดีนะคะ

Tagged with:

ไอคิโด

Posted in Uncategorized by iampranitee on March 31, 2009

วันนี้ขอแนะนำ

ไอคิโดเบื้องต้น / นำชัย เลวัลย์.
by นำชัย เลวัลย์.
[กรุงเทพฯ : ภาควิชาพลศึกษา คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร], 2531.
Description:
114 หน้า : ภาพประกอบ.
Subject:
ไอกิโด.
Add to my list
Copy/Holding information
Location Collection Call No. Copy Barcode Status
Central Library ชั้น 6 796.8154 น515อ 31011101807519 On shelf Request Copy
Central Library ชั้น 6 796.8154 น515อ ร.2 31011102836103 On shelf Request Copy
Central Library ชั้น 6 796.8154 น515อ ร.3 31011101641447 On shelf Request Copy
Ongkharak Library ชั้น4 GV1114.35 น515 2531 31011000161281 On shelf Request Copy

เนื่องจากเราเคยเรียนไอคิโด้กับท่านอาจารย์นำชัย เลวัลย์ (สมัยเราเรียน ป.ตรี ปี ๒ ก๊าก…) เรียนไอคิโดสนุกมาก ๆ ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว พอดีวันก่อนจัดบ้าน เจอชีตสมัยเรียน เลยนึกถึง

ใครคิดไม่ออกว่าจะเรียนวิชาการต่อสู้อะไร เราแนะนำไอคิโดนะ เพราะไม่ได้ใช้แรง แต่ใช้ ใช้อะไรนึกคำไม่ออก ประมาณว่าเกี่ยวกับความสมดุลในร่างกายอ่ะ ลองไปหาอ่านดู เดี๋ยวจะพยายามกลับไประลึกชาติ อยากหาอะไรป้องกันตัว

มีของแถม ลองอ่านดู แต่ท่องได้ก็เท่านั้นอ่ะ จำท่าไม่ได้แล้ว อยากทำท่าเป็นมากกว่า จะได้เป็นประโยชน์กับตัวเอง ฮือ… (แล้วแกจะเก็บข้อสอบไว้ทำไมเนี่ย-คนอ่านนึกด่า) กร๊าก…

จะฝึก ๆ ตาอ้วนมาเป็นคู่ฝึกให้หน่อยเดะ

Tagged with: ,

ช่วงนี้มีแต่หนังสือธรรมะนะ อ่านแล้วสบายใจ

Posted in Uncategorized by iampranitee on February 18, 2009

เป็นหนังสือที่รับมาเมื่อมาฆบูชา มีทั้งซื้อและรับแจกฟรี

เล่มนี้ฟรี
click to comment
อ่านแล้ว เท่ากับสิบเล่มเล็ก ที่รีวิวครั้งที่แล้ว (ไม่มีบางเรื่อง เช่น นักบริหาร อะไรทำนองนั้น)
แต่เจ๋ง มีสองภาษา

อ่านไม่อ่านตามศรัทธา แต่เราอยากให้อ่าน ขอบอกว่าอ่านเพลินมาก อ่านตอนรอแม่(รอ)+ฉายแสง สองวันจบเล่ม เพราะอ่านแต่ภาษาไทย

อ่ะที่เหลือ (ซื้อมา) อ่านช่วงรอแม่วันนี้
click to comment
ชอบมาก อ่านแล้วปิ๊งเลย “เช่นนั้นเอง”

click to comment
ป่วยเป็นการเตือนให้เตรียมตัวดับ

click to comment
เล่มนี้ทำให้เราพบว่า ค่าของคน อยู่ที่ ความสามารถในการพึ่งพา ถ้าให้คนอื่นพึ่งพาได้ ก็มีค่า
คนอื่นพึ่งพาเราไม่ได้ แต่เราไม่หวังพึ่งพาใคร พึ่งตัวเอง อันนี้ก็ยังมีค่า
แต่ถ้าใครก็พึ่งพาคุณไม่ได้ แถมยังต้องคอยไปหวังพึ่งชาวบ้าน อันนี้ต้องพิจารณาตัวเอง

click to comment
ชอบมาก อ่านแล้ว เรารวยแล้ว อย่างน้อยเราก็รวยในแบบของเรา
กฎ ประเพณี ศีล ธรรม เรายินดีจริง ๆ อ่านแล้วรวยสุขสุด ๆ

หนังสือธรรมะ ใครแนะนำให้อ่านไม่ได้หรอก ขอบอก ต้องเริ่มหยิบอ่านเอง เพราะเราก็เป็นแบบนี้แหละ พออ่านแล้ว เหมือนพบความจริงที่ตามหามานาน

ของแถม
http://www.imeem.com/pranitee/blogs/2009/02/08/IDpxB9hw/turn_back_the_clock (ตรงแปลเพลงนะ)
ที่ครั้งก่อน รีวิว แอม แกลด แอม มี ขอบอกว่า เพลงนี้เลย เข้ากับข้อที่เท่าไรไม่รู้ ที่เขาว่าจะไม่ย้อนเวลา เพราะถ้าย้อนไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็อาจจะไม่เป็นเหมือนที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้

เพราะมันเป็นเช่นนั้น มันจึงเป็นเช่นนั้น

รูปน่ารักจริง ๆ

หนังสือที่เราใช้เยียวยาจิตใจ ที่สับสนสิ้นดี

Posted in Uncategorized by iampranitee on February 12, 2009

click to comment

อ่ะนั้นภาพรวม ๆ ยังไม่อ่าน ยังอ่านไม่ถึง

แต่ข้างล่างอ่านแล้ว
ไม่มีคำอธิบายแบบแต่ละเล่ม เพราะขี้เกียจ ไปหาอ่านเอง แปะ ๆ ไว้จะไปนอนแล้ว อ่านมาจนเมาตัวหนังสือแล้ว กระอักอ้วก เครียดลงตาตุ่ม ไม่สบายทั้งกายและใจ หนังสือไหน ๆ ก็เอาไม่อยู่ สงสัยต้องอ่านหนังสือโป๊ (ล้อเล่น พูดไปงั้นแหละ ไม่ขำว่ะ)

แต่จะมีทิ้งท้าย

เล่มนี้ หยิบมาวางว่าจะอ่านหนสอง ตั้งแต่ถล่มกองหนังสือ
ยอมรับว่า เมื่อตอนที่อ่านครั้งแรก อ่านผ่านตา แต่ไม่ผ่านใจ
แต่อ่านคราวนี้ อืม ประเสริฐ อ่านแล้วมีความสุข มาก ๆ อยากให้หามาอ่าน (ไอ้คุณทศซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด ขอบใจแกมากว่ะทศ หนังสือเล่มนี้ประเสริฐจริง ๆ ขอยืนยัน แต่คนอ่านต้องมีความเข้าใจโลกระดับนึงอ่ะ เพราะครั้งก่อนฉันอ่านตอนแกให้ ฉันไม่ค่อยเข้าใจ และอ่านไปแบบเบื่อ ๆ แต่ตอนนี้อ่านแบบมีความสุขมาก ๆ)
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment

I’m glad I’m me
(เล่มนี้ น้องเทค หรือหลานเทคเอ ให้ในวันรับปริญญา เขาวางแหมะไว้ที่โต๊ะรีดผ้า ไม่รู้ว่าวางนานแค่ไหน เราออกจะคิดว่าเป็นกุศโลบายของเขา ที่ต้องการให้เราเอาไปอ่าน หลังจากที่เมื่อคืน (หมายถึงเมื่อสิบกว่าวันมาแล้ว) เราฟูมฟายจะเป็นจะตาย เพราะโดนสวดเรื่องทีสิส (ที่ยังรกร้างว่างเปล่าเหมือนเขาหัวโล้น ไม่ใช่ประเด็น) – เราถามเขาว่าซื้อมาเหรอ เขาบอกว่าเปล่า น้องแตนให้มา เอยังไม่ได้อ่านเลย แอมเอาไปอ่านสิ — เราไม่ค่อยเชื่อเขานัก ว่ายังไม่ได้อ่าน! แต่เราก็ขอเอามาอ่าน เพราะคิดว่าอ่านแล้วน่าจะทำให้แกลดได้บ้าง ขอบอกว่าแกลดจริง ๆ แกลดมาก ๆ โดยเฉพาะบทที่เราจดไว้ในกระดาษห่อพลาสเตอร์ปิดแผลของเรา พอดีตอนนั้นหากระดาษไม่ได้ แต่ก็แกลดได้ไม่นาน ก็แซดต่อ เพราะเอาใจไปใส่ให้แซดเอง ไม่โทษใคร)
click to comment
click to comment
click to comment

ไปงานมาฆบูชา ที่ท้องสนามหลวงมา เหมามาเยอะมาก เล่มละสิบบาท แต่คุณค่าเกินพรรณนา เราว่าถ้าเรามีตังค์เยอะ ๆ (กว่านี้ ตอนนี้ต้องประหยัดเพราะเรามีปัญหาเรื่องเงิน เราคนเดียว แต่ไม่ได้สลักสำคัญมาก เพียงแต่ยังจับจ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้เลย ขนาดงกขนาดนี้ยังเจอปัญหานี้) หรือไว้วันพระใหญ่รอบหน้า เราจะไปเหมาเอาไปเข้า ร.ร. เราอยากให้เด็กอ่านหนังสือชุดนี้ (เราคิดว่าน่าจะยังมีอีก แต่พอดีวันนั้นรีบ ๆ เลยเจอแค่สิบสี่เล่ม กับเล่มอื่น ๆ รวมจ่ายไปสองร้อย เลยพอก่อน ไม่คุ้ยหาอีกว่ามีอีกป่าว ขี้เกียจเซิชว่ามีในเน็ตไหม) เราคิดว่าเป็นหนังสือธรรมะ ที่ไม่ใช่แค่สอนหลักธรรมะ แต่สอนการใช้ชีวิต เพราะเป็นหลักธรรมเีกี่ยวกับการปฏิบัติตนอ่ะ ขอบอกว่าชอบมาก สั้นง่ายได้ใจความ
ขอบอก เราชอบเล่มชราที่สุดเลย หรือบางทีเราจะแก่แล้วจริง ๆ อยากให้ลองหาอ่านนะคะ เราเชื่อว่าคนหลายคนที่ทำอาชีพนั้น ๆ ก็อาจจะยังทำหน้าที่ตามอาชีพนั้น ๆ ได้ไม่เหมาะสมก็ได้ (คนมีเป็นล้าน จะให้ดีกันร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้ แต่คนเราเรียนรู้ที่จะเป็นคนดีได้ เราว่าง่ายและน่าจะสบายใจกว่าเป็นคนเลวด้วยซ้ำ)
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment
click to comment

หนังสือทำให้ลืมความทุกข์ได้ อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง
ขอให้โชคดีกันนะคะ
พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้แน่นอน