Pranitee’s Weblog

สแกนกรรม

Posted in Uncategorized by iampranitee on May 13, 2009

จริง ๆ ตั้งใจจะไม่เขียนบล็อก
แต่พออ่านหนังสือเล่มนี้ ก็เลยอยากเขียนมาก

หนังสือเล่มนี้ ก็คือ สแกนกรรม ขอภาพและข้อมูลจากหน้านี้นะคะ เพราะว่าไม่ว่างสแกน และไม่อยากถ่ายรูป ขี้เกียจต่อกล้องเข้าคอม

ต้องขอบอกก่อนค่ะ ว่าหนังสือเล่มนี้ เราไม่ได้ซื้อเอง
คุณปั๊บป๋าซื้อมาเมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๒ แล้วก็เอามายื่นให้เรา ไม่ได้พูดอะไร พอดีเราเคยได้ยินเรื่องสแกนกรรมมาบ้าง ว่าเคยมีออกอากาศในรายการตีสิบ (แต่เราไม่ได้ดูตอนที่ออกอากาศ จึงไม่รู้เรื่อง ว่าเป็นมายังไง) เราก็ดีใจ ตั้งใจว่าจะอ่านเลย แต่ก็ไม่ได้อ่านสักที

หลายวันผ่านมา

เราก็ยังไม่ได้อ่าน ไม่รู้ว่าทำไม แต่รู้สึกเหมือนยังไม่อยากอ่าน
เลยถามป๋าว่าอ่านจบยัง เรื่องเป็นไง
ป๋าบอกว่า ยังไม่ได้อ่านเลย ซื้อมาเปิดไม่กี่หน้า ก็เอามาให้หนูอ่าน (ส่วนใหญ่ ป๋าจะให้เราอ่านหนังสือ อ่านจดหมายขายของ อ่านประกาศ ดูวีดิโอสัมมนาแจก ฯลฯ ให้ แล้วสรุปบอกป๋าว่าเนื้อหามีว่าไง ซึ่งครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน ก๊าก… แต่เรานึกว่าป๋าจะอ่านจบแล้ว เพราะว่ามีลายเซนป๋าที่หนังสือ เลยนึกว่าอ่านจบแล้วเอาไปให้คนอื่นยืมอ่านแล้ว ถึงต้องเขียนชื่อแสดงความเป็นเจ้าของหนังสือไว้ เอิก ๆ)

พอดี ช่วงที่ได้หนังสือนี้มา เรากำลังอ่านรีดเดอร์สไดเจสต์…(สมาธิไม่ดี ปกติเราอ่านรีดเด๋อวันเดียวจบ แต่เล่มเดือนนี้อ่านตั้งเป็นอาทิตย์) และอ่านอะไรไม่รู้ ยุ่ง ๆ กับจัดห้อง ซึ่งตอนนี้เสร็จแล้ว (พอใจแล้ว) ทิ้งของบ้าบอไปหมดแล้วก๊าก… (ที่พอทิ้งได้อ่ะ เอาไปแอบไว้ในห้องอื่น ก๊าก…) จริง ๆ เราเคยได้หยิบสแกนกรรมมาอ่านแล้วครั้งหนึ่ง แต่อ่านไปแค่หน้าคำนิยมใบแรก (เราอ่านหนังสือทุกหน้า) แล้วก็พักไป (อ่านไปแค่ ๑๑ หน้า!)

จากนั้นแม่เห็นเราวางไว้ตรงที่นอน แม่ก็เอาไปอ่านเล่น แต่อ่านไปกี่หน้าเราไม่แน่ใจ

จากนั้นเราก็เอาหนังสือเล่มนี้ไปไว้ในกองจัดของ (ห้องเรา) หนังสือเล่มนี้ถูกทับไว้เกือบล่างสุด

พอเมื่อวานได้เจอ (ต้องจัดห้องให้เสร็จ) ก็เลยหยิบมาอ่าน

สุดท้ายได้อ่านวันนี้เมื่อเช้า

อ่านไปเรื่อย ๆ
ยิ่งอ่านยิ่งหลอน
เราคงบอกความหลอนไม่ได้ว่าหลอนยังไง
แต่ขอบอกว่า โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้ หลอนมาก ๆ (ถ้าคุณพอจะรู้จักเรา คุณจะรู้ว่าหลอนยังไง)
บางหน้า เราอ่านแล้วอยากร้องไห้
บางหน้า เราอ่านแล้วเครียด
บางหน้า เราอ่านแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วน บอกไม่ถูก
คือเรารู้สึกว่าเราอยากให้ทุกท่านได้อ่าน เพราะเราเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ ตอบข้อข้องใจของคนเราได้ (เราเชื่อว่าทุกเรื่อง)
(บางคนเคยสอนเราเรื่องนี้แล้ว ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเราเชื่อหรือเราไม่เชื่อ แต่พอเราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เราปิ๊งเลย อาจเพราะเวลาอ่านหนังสือ เราจะเปิดใจมากกว่าเวลาฟังคนอื่นพูด – เพราะไม่มีอคติจากตัวบุคคลที่กำลังเผชิญหน้าอยู่)

ยังไงลองไปอ่านดู
สำหรับเรา หน้า ๑๕๘ ตอบคำถามของเราจนหมด

อันนี้อยากให้ทุกท่านทราบเพื่อตัวท่านเอง
๑๖๔ ย่อหน้าสุดท้าย
๑๙๐ – ๑๙๒

พอดีเราไม่ได้ทัดหน้าไว้นะคะ แต่อยากจะให้อ่านทั้งเล่ม ตรงเรื่องชีวิตคู่ของคุณเอ๋ ทำให้เราสะเทือนใจมาก และอยากให้ใครที่เป็นแบบนั้น อ่านเถอะ แล้วจะเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องของกรรม แล้วเรื่องที่เกี่ยวกับคนที่ฆ่าตัวตายด้วย หลอน ๆ เอาว่าทุกเรื่องเลยแหละ อ่านเถอะค่ะ เราใช้เวลาอ่านเล่มนี้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็อ่านจบแล้ว

เราเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ อาจทำให้คุณได้พบคำตอบ ที่คุณสงสัยมานาน
…………………………..
ลองดูคลิปรายการ
พอดีเราเซิร์ชเจอเว็บนี้ก่อน จริง ๆ ก็มาจาก ยูทูป
http://play.kapook.com/vdo/show-66820
http://play.kapook.com/vdo/show-66821
http://play.kapook.com/vdo/show-66823
http://play.kapook.com/vdo/show-66825

…………………………..

ผลจากการอ่านหนังสือเล่มนี้
เราขอพูดต่้อเรื่องการปฏิบัติกรรมฐาน
โดยส่วนตัว มีคน (หลายคนเลย ทั้งที่เรารู้จักและเราไม่รู้จัก!? =ไม่รู้จักกันเป็นส่วนตัว) พูดกับเรา ชวนเรา ทักเรา ให้เราไปปฎิบัติกรรมฐาน (มีมานานแล้ว และยังมีคนชวนอยู่เรื่อย ๆ) แต่เราก็ยังไม่มีโอกาสได้ไป ซึ่งเราก็ไม่ค่อยเครียดมากมายหรอนะคะ เราคิดว่าถ้าชาตินี้จะได้ไปก็คงได้ไป ถ้าไม่ได้ไปก็คงเพราะว่าคงต้องเป็นแบบนั้น เอาว่าถ้าได้ปฏิบัติ จะมาเล่าแล้วกัน แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเราคงไม่หวังนิพพาน เราขอแค่มีชีวิตแบบไม่ต้องไปก่อกรรมทำเวรกับใครก็พอใจแล้ว

แต่ที่ทำได้ก็คงแค่คิดดี พูดดี ทำดี แม้หลายครั้งจะไม่ค่อยดีอย่างที่ตั้งใจก็ตาม แต่ก็ต้องพยายามกันต่อไป

เออ ไม่รู้อะไรดลใจนะคะ ตอนเราอ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราอยากเขียนเล่าเหตุผลที่เราไม่อยากเป็นนักแต่งเพลงมืออาชีพ (แต่ดันทุเรศไปเขียนบล็อกสอนแต่งเพลง) ขอบอกว่าอาชีพนักแต่งเพลง ไม่เคยอยู่ในหัวเราเลยค่ะ แต่เรารู้แค่ว่าเราชอบแต่งเพลง (ตั้งแต่ ๘ ขวบ) เราไม่อยากเป็นนักแต่งเพลง ไม่ใช่เพราะคิดว่าได้เงินน้อย (เงินมากหรือน้อยก็ไม่รู้ ไม่มีใครยืนยันว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่เท่าไร) ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่เท่ ไม่เด่น ไม่เจ๋ง ไม่เริด ไม่ฯลฯ คือมันไม่มีเหตุผลแนวนี้อ่ะค่ะ ว่าทำไม?????
แต่เราก็ยังแต่งเพลงมาเรื่อย ๆ เรารู้แค่ว่า ตอนที่เรารู้สึกยุ่งเหยิงมาก ๆ การแต่งเพลงจะเป็นวิธีนึง (อาจมีวิธีอื่น แต่เราไม่ค่อยใช้) ที่ทำให้เรามีสมาธิ (คือเราได้ทำสมาธิจากการแต่งเพลงอ่ะค่ะ มันแปลก ๆ นะ แต่สังเกตตัวเอง คือ เราเป็นคนขี้รำคาญมาก ๆ หงุดหงิดกับทุกเสียงที่เราไม่พอใจจะได้ยิน เช่น เสียงการจราจร เสียงคนโต๊ะอื่นคุยกัน เสียงประกาศ แต่พอเราแต่งเพลงนะ ถ้าไม่ใช่เสียงที่ตั้งใจมารังควาญเช่นเพื่อนเวร ๆ ตะโกนใส่หู ต่อให้เสียงอึกทึกครึกโครมแค่ไหน เราก็ไม่เคยใส่ใจเลย เหมือนจะไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ) เราถึงอยากให้ทุกคน ที่อาจจะไม่ชอบนั่งสมาธิ (เราไม่ชอบนั่งสมาธิ เมื่อย และกลัว!) มาลองหาอะไรทำ (เช่นแต่งเพลง) ให้เกิดสมาธิ เพราะมันเป็นผลดีจริง ๆ

การแต่งเพลงจึงมีความหมายกับเรามาก (มากกว่าที่จะเอาไปเป็นอาชีพ) อ่านต่อก่อนนะคะ อย่าเพิ่งด่า
เนื่องจากที่ผ่านมา เราเป็นคนที่อยากเป็นแต่อาชีพที่บอกไม่ถูก??? (ครู นักจิตวิทยา นักข่าว ทนาย นักการเมือง! หลัง ๆ ไม่อยากเป็นแล้วสามอย่างหลัง เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น) และจะเพราะว่าศรัทธาในอะไรไม่ทราบแน่ชัด (ศรัทธาในหลายท่าน หลายสิ่ง หลายอย่าง) ทำให้เรารู้สึกว่า อาชีพในกลุ่มที่ให้ความบันเทิง (เราถือว่านักแต่งเพลงอยู่ในกลุ่มนี้) เป็นอาชีพ ที่ทำให้คนไปยึดติดอยู่กับอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แก่นแท้ของชีวิต (บางคนก็ไม่ติด แต่ในที่นี่เรามองในมุมของเรา คืออย่าให้เราพูดตรง ๆ เลยค่ะ เอาเป็นว่าเราคิดว่าอาชีพในแนวบันเทิง เป็นอาชีพที่ดี แต่เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ก็พอ อย่าคิดส่งเดชไปว่าเราเหยียดหยามหรือว่าเราดูถูกเลยค่ะ เราไม่ได้ดูถูกไม่ได้เหยียดหยาม มองในลักษณะที่ไม่ต่างกัน คนที่ทำอาชีพต่าง ๆ และไม่ทำอาชีพต่าง ๆ ก็คงเพราะว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนั้นถึงได้ทำ และไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นถึงไม่ได้ทำ) ถ้าเคยอ่านบางเอนทรี่ในบล็อกที่เราสอนแต่งเพลง ก็จะรู้ว่า เราเคยได้ฟังมาถึงกรณีที่ฟังเพลงเศร้า ก็จะยิ่งทำให้เศร้า ยิ่งพบเจอแต่ความเศร้า (คงเป็นเรื่องกฎแรงดึงดูดนะ) หลัง ๆ เราก็ไม่แต่งเพลงเศร้าแล้ว แต่เมื่อไรที่มีโอกาส เราก็ยังแต่งเพลงอยู่ เรายังแต่งทำนองบ้าบอคอแตกของเราิอยู่ (ไว้สรุปได้ จะไปสอนนะ ตอนนี้อยู่ในช่วงเรียบเรียงวิธี)
เพราะเราอยากให้คนเราสร้างความบันเทิงได้ด้วยตัวเอง (อยู่กับตัวเองให้ได้ อย่าไปหวังพึ่งจากภายนอก ถึงใครจะมองว่าเป็นเรื่องของธุรกิจ เรื่องของการแลกเปลี่ยน เรื่องฯลฯ ก็แล้วแต่ แต่เราบอกแล้วว่ามันไม่ใช่แก่น ที่สำคัญคือมันไม่ใช่ปัจจัยสี่ และปัจจัยที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน) เราอยากให้คนเราเชื่อว่าตัวเองทำได้ (อย่างน้อยคือสอนให้เห็นว่า เราแต่งเพลงยังไง ความสุขจริง ๆ เมื่อฟังเพลงมันน่าจะอยู่ตรงไหน?)
อยากให้ทุกท่านคิดได้ว่า ถึงไม่มีปัญญาหาเงินซื้อเทป ซีดี วีซีดี บัตรคอนเสิร์ต ก็มีปัญญาสร้างสรรค์เพลงเอง และสร้างความบันเทิงให้ตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปหวังความบันเทิงจากนอกกาย (บางคนไม่มีเงินจะซื้อทุกอัลบั้ม ก็ไปซื้อของผิดกฎหมาย แต่อย่าให้พูดเลย มันเป็นกรรมอย่างนึงของวงการนั้น ไม่ว่าจะหาทางป้องกันยังไง เราว่าก็คงหนีไม่พ้น จนกว่าจะแจกฟรีอ่ะ ถึงจะพ้น ทำไงได้ ขายนามธรรม?) เราไม่แน่ใจว่าความสามารถของเราอยู่จุดไหน แต่เราคงไม่ก้าวไปอยู่ในวงการนั้น เพราะเราเห็นจุดที่เราไม่อยากให้มันเป็น และคิดว่าถ้าเข้าไป ก็คงหนีไม่พ้น (พูดลำบากนะคะ พูดตรง ๆ ไม่ได้ หาคำมาบรรยายไม่ถูก ตอนนี้คนอ่านที่คิดว่าเกี่ยวข้องและใจไม่กว้างพอคงนั่งด่าเราอยู่ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ เราแค่พูดจากความรู้สึกของเรา ไม่ได้อิงหลักวิชาอะไร และเราก็คงไม่ใช่คนที่น่านับถือนัก คงไม่มีผลอะไรเท่าไร)

เอาเป็นว่า รู้แค่ว่า การแต่งเพลงมีความหมายกับชีวิตเรามาก เพราะว่า เราคิดว่าเรามีสมาธิมากที่สุดตอนที่เราแต่งเพลงนี่แหละ

ส่วนเราจะไปทำอาชีพอะไร ก็คงไม่พ้นแบบที่คุณ ๆ พอจะเห็นแหละค่ะ เอาว่ามันไม่ใช่เพื่อความบันเทิงแน่นอน เพราะความบันเทิงมันไม่ยั่งยืน (เสพได้ จำหน่ายได้ เพราะไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร แต่อยากให้เข้าใจ ว่ามันไม่ยั่งยืน)

คนอ่านคงงงระเบิดไปแล้ว (คนเขียนก็งง!)

ปล.
ทุกวันนี้เรานึกขอบคุณพี่สาวเราเสมอ เขาเป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดได้เพราะเห็นกับตา จนเกิดความศรัทธาในตัวเขา (จากเดิมที่เราเป็นคนไม่ไหว้พระ ไม่สวดมนตร์เลย – ถ้าไม่ถูกบังคับ, แกะสร้อยพระออกจากคอตัวเองตั้งแต่ประถมและไม่เคยใส่อีกเลย ทุกวันนี้ก็ไม่ใส่ – เราบอกทุกคนเสมอว่าเราเป็นคนไม่ค่อยสำรวม เราอาจไปลอดไต้ถุนศาลาเจอผ้านุ่งผ้าถุง จะทำให้องค์พระท่านเสื่อมเปล่า ๆ, ถอดสายสิญจน์ออกหมด ไม่รู้นะ คือ ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่อยากมีไว้ก็เท่านั้นเอง) ทุกวันนี้เราไหว้พระสวดมนตร์ แผ่เมตตา และเปลี่ยนความคิดไปมาก (แต่ก็ยังไม่ยึดติดวัตถุบูชาเหมือนเดิม เพราะไม่ใช่แก่น) ยิ่งได้มาอ่านเล่มนี้ เรายิ่งศรัทธาในพุทธศาสนา และเชื่อเรื่องกรรมมากขึ้น ไม่ได้เชื่อเพราะเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
.
แต่เชื่อ เพราะ เรารู้แน่ชัดแล้วว่า กรรมมีจริงและกรรมตามทันจริง ๆ
.
รู้สึกโล่งดีจัง
คิดดี พูดดี ทำดี โชคดีทุกท่านค่ะ

Leave a Reply