เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน

หนังสือเล่มนี้ เราได้ยินชื่อ มานานมาก ๆ นานมาก ๆ นานมาก ๆ (จะย้ำว่านานมากจริง ๆ) แต่ไม่เคยคิดจะอ่าน อาจเพราะว่ายังไม่ถึงเวลาก็ได้มั๊ง เพราะพอถึงวันนี้ที่ได้อ่าน เราคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม ที่อย่างน้อยเราก็มองเห็นแล้วว่าหนังสือเล่มนี้ ดีที่สุด และ ทำให้เรารู้ว่า เราควรจะยึดถือว่านี่คือ สิ่งที่เรียกว่า ความเห็นชอบ จริง ๆ

เท้าความก่อนว่า ปัญหาที่เราเจอทุกวันนี้มันก็เหมือนกับปัญหาเมื่อปีที่แล้ว ปีนั้น ปีนู้น ปีปู๊น… เพราะครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้ คือ เมื่อตอนเราเรียนอยู่ ป.ตรี ปี ๓ หนังสือเล่มนี้ออกมาใหม่ ๆ ช่วงนั้นเราเล่นละครวิทยุที่ ม อาทิตย์นึงมี ๗ วัน เราออกนอกบ้านหกวัน หยุดวันพุธวันเดียว ทั้งเหนื่อยทั้งงง ทั้งเซ็งกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เป็นปัญหาคาราคาซังที่แก้ไม่ได้ รู้แต่ว่า ถ้า จบ ป.ตรี ปัญหานี้จะหมดไป ซึ่งเราก็ตั้งตารอรอรอรอรอ ตอนนั้นเราได้เล่าให้ผู้ใหญ่ท่านนึงที่เล่นละครวิทยุด้วยกัน ซึ่งคุณอาท่านนั้นท่านก็แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้เราลองอ่านดู แต่เราก็ไม่ได้อ่าน เพราะว่าจะเอาเวลาที่ไหนไปอ่าน วันพุธวันเดียวทำอะไรก็แทบไม่ทัน เลยลืม ๆ ไป ไม่สนใจจะอ่าน ปัญหาก็ยังอยู่ และ จบ ป.ตรี มาแล้ว ปัญหาก็ยังอยู่ แถมดูเหมือนจะหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เราไม่เคยหยิบหนังสือเล่มนี้เลย ไม่เคยรู้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร

ผ่านมานาน จะได้ยินว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเบสต์เซลล้ง เซลเลอร์ อะไรก็ไม่สนใจ (อาจมีคนคิดว่า “กรรมบัง” คงใช่อ่ะค่ะ เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครบัง?)

จนกระทั่งเมื่อพุธที่แล้ว บังเอิญได้ดูรายการ “ตาสว่าง” (รายการนี้เราชอบมาก หลัง ๆ ไม่ค่อยได้ดู มัวนั่งเล่นเน็ตบ้าบอคอแตก) คุณสัญญา คุณากร ไปสัมภาษณ์คุณดังตฤณ (ซึ่งเราเข้าใจมาตลอดว่าเป็นผู้หญิง ขอสารภาพเลยว่าเราแย่มาก ๆ ไม่เคยรู้อะไรเลยจริง ๆ) พอเห็นเป็นผู้ชายก็งง แล้วก็มานั่งฟังเขาเล่าว่า ที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ เพราะมีคนขอให้คุณดังตฤณเขียนหนังสือให้คนที่ใกล้จะตายได้อ่าน แต่ตอนนั้นคุณดังตฤณก็ไม่รู้จะเขียนอะไร จนวันนึงนึกออก แต่ก็นึกไปถึงคนที่ใกล้ตายว่า จะตายไปหรือยัง ถ้าตายไปแล้ว ก็น่าเสียดาย ที่ไม่ได้อ่าน เลยเป็นที่มา ของชื่อ ซึ่งเราขอบอกเลยว่า ชื่อนี้มีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะชวนให้สงสัยจริง ๆ (แต่แปลกที่เรากลับไม่สงสัย ก๊าก… และตอนที่นั่งดูอยู่นี้ ก็ชักสงสัยแล้ว???)

ถ้าดูทั้งรายการ ก็นั่นแหละค่ะ เนื้อหาในเล่มนี้

จริง ๆ เราอ่านจบแล้ว (ใช้เวลาอ่านสามวัน) เพราะบอกตรง ๆ บางเรื่อง เราไม่เข้าใจเลย (ยังเข้าไม่ถึง) แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่เราสงสัยหลาย ๆ อย่าง ได้รับคำตอบแล้ว

…………………………………………………………………………………………
เรื่องคร่าว ๆ (แบบถ้าเราจะเล่าให้ใครฟัง แบบชวนสั้น ๆ ให้เขามาอ่าน เราจะเล่าแบบนี้)

หนังสือเรื่อง เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน ของ ดังตฤณ
จะมีอยู่ ๓ บรรพ (ขอเรียกง่าย ๆ ว่า ๓ ส่วน)
ส่วนแรกคือส่วนที่กล่าวถึงว่าเราเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร (ทำไมเป็นมนุษย์ เป็นหญิง/ชาย เป็นคนรูปงาม เป็นคนร่ำรวย เป็นคนมีปัญญามาก ใครเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรม)
ส่วนที่สองคือส่วนที่กล่าวถึงว่าเราตายแล้วไปไหนได้บ้าง (สัจจะเกี่ยวกับความตาย เช่น ตายคืออะไร เราควรมีอายุได้เท่าไร … เป็นต้น สภาพความเป็นอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ)
ส่วนที่สามคือส่วนที่กล่าวถึงว่าในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราควรทำอะไรดี (คำถามที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต เช่น ความมืดอันใดน่ากลัวที่สุด เรากำลังติดกับดักความมืดอยู่หรือไม่ … เป็นต้น, วิชารู้ตามจริง)

ซึ่งในส่วนแรกที่กล่าวถึงว่าเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร เป็นส่วนที่อ่านเข้าใจง่าย เพราะเห็นภาพ สิ่งที่พวกเราทุกคนเป็นอยู่นั้น เป็นผลมาจากกรรมเก่า ทั้งสิ้น (ถ้าดูรายการตาสว่าง จะเล่าเรื่องตรงนี้เยอะ)
ส่วนที่สองกับสาม เราอ่านแล้วสงสัยเยอะมาก แต่เป็นหลักธรรมะที่จะทำให้เข้าใจความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ และแนะนำแนวทางที่เราควรปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากความไม่รู้

…………………………………………………………………………………………คงเล่าแค่นี้
สงสัยต้องอ่านอีกหลายรอบ คือ เราจำคำสำคัญ ๆ ไม่ได้ แบบว่าคงยังเข้าไมุ่ถึง เราว่าเราจะไปซื้อมาสักเล่ม มาอ่านซ้ำ – ยังไม่คืนหนังสือหรอก แต่คิดว่าจะซื้อมาครอบครองสักเล่มแน่ ๆ

เราจดไว้หน้าที่เรากรี๊ดมาก
หน้า ๔๒ – ๔๓, ๔๘, ๖๒ เกี่ยวกับการรักษาศีล จริง ๆ ก็กรี๊ดทั้งหมด แต่หน้าที่จดมานี้คือ… เหมือนเราอยากจะเน้น… เน้นอะไรเราก็ไม่แน่ใจเจตนา เนื่องจากตอนนี้นึกได้ว่ามีหลายเจตนา และเราก็จดมาแต่เลขหน้าจึงเจาะจงไม่ถูก อ่าน ๆ ไปเถอะ

หน้า ๘๒ เราคิดว่าชาติที่แล้วเราคงเป็นแบบนี้ (เพราะชาตินี้ก็ยังเป็น) และหน้า ๑๐๓ ตรงย่อหน้า “ความงาม” ก็คงด้วย (ชาติที่แล้วไม่รู้ แต่ชาตินี้เราไม่เน้นเจาะจงสาปแช่งใคร แต่ชอบสาปแบบเหวี่ยงกราด เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะทำหรือเป็นแบบนั้น เช่น ภาพหัวบล็อกนี้ ไม่รู้จะสาปทำไม? เพราะยังไง ถ้าใครทำ มันก็ต้องรับกรรมจากการกระทำของมันอยู่แล้ว เราคงจะเลิกสาป เดี๋ยวจะเอาภาพออก แต่ขอคิดก่อนว่าจะเอาอะไรไปใส่แทน … เดี๋ยวจะเล่าต่อว่าทำไม? ขอเขียนเลขหน้าต่อก่อน อ่านต่อตรง*)

หน้า ๑๐๖ ลองคิดคำตอบดู

หน้า ๑๔๔ ปัญญา….

หน้า ๑๔๗ คนฉลาด… – ๑๔๘ …ทั้งสิ้น

หน้า ๑๖๑ ถ้าหากมีพรสวรรค์…

หน้า ๑๖๓ การที่…

หน้า ๓๐๒ เกี่ยวกับการโกหก (ซึ่งปัจจุบันพบว่าเป็นเรื่องปกติของคนว่ะ ทำไมวะ เราคนนึงที่ตรงจนโดนด่าวายป่วงมาก เพราะว่าเราไม่ชอบปั้นหน้า ไม่ชอบโกหก รำคาญ ไม่อยากจำคำโกหกให้รกสมอง แต่คนมากมายกลับหาว่าเราโง่เซ่อ เขามักแนะนำว่าควรโกหกเพื่อให้อยู่ในสังคมได้ ไม่ได้จะว่าใคร แค่จะบอกว่าบาป ถ้าใครว่าไม่บาป ขอให้รู้ว่าคนคนนั้นมันช่างเขลาจริง ๆ เลย / หงุดหงิดได้อีก ก๊าก…)

ก็จดมาแค่นี้อ่ะ ที่กรี๊ด ๆ

แต่เราอยากจะบอกจากใจว่า การที่เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ในช่วงนี้ ทำให้เราคิดว่าจริง ๆ แล้ว เราคงต้องได้อ่านตอนนี้ ถ้าหากเราดันอ่านก่อนหน้านี้ เราอาจจะไม่เชื่อ เราอาจจะหลับครอกคาหนังสือ (เพราะนี่ก็เป็น แต่ก็ตื่นมาอ่านต่อ) จนอาจจะเลิกสนใจธรรมะไปเลย ช่วงเวลาประมาณปีสองปีกว่า ๆ หลังจากจบตรีมา พร้อมกับปัญหาเดิม ๆ ที่ยังคงอยู่ เพราะมีคนผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับเรา (ไม่ต้องเดา แต่เราว่าคนที่อ่านบล็อกเราคงรู้ว่าเราหมายถึงใคร เราไม่อยากว่าหรอก เพราะรู้ว่าบาป แต่เผื่อใครเจอแบบเราอยู่) เราจะบอกว่า หนังสือหรือสื่ออื่น ๆ ที่เรารับมาก่อนหน้านี้ ทำให้เราเข้าใจบาปบุญคุณโทษ ก็จริง แต่เรากลับมีอีกความคิดผุดขึ้นมาคือ คิดว่า “คนที่กระทำกับเราคือคนที่จองเวรครั้งใหม่กับเรา” (คือมองว่าเป็นกรรมตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ยังแอบมองโลกในแง่ร้ายว่า เฮ้ย ถ้าไม่ใช่กรรมของเรา แต่เป็นกรรมใหม่ของเขาล่ะ ทำไมเราถึงโชคร้ายแบบนี้ คิดบ้าบอล้านแปด) แต่อ่านเล่มนี้จบ เราบอกได้เลยว่า เราคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นกรรมเก่าของเราทั้งหมด อยู่ที่ตัวเรา (ตัวทุก ๆ คนเอง ไม่ใช่คอยแต่โทษคนอื่น) เอง ที่จะปฏิบัติกับเขา (คนที่สร้างปัญหากับเรา, คนที่เรามองเห็นว่ากำลังสร้างทุกข์ให้เรา) อย่างไร ถ้าเราไปตอบโต้ ไปแสดงความทุรนทุราย เราก็จะได้รับผลจากการกระทำนี้ในชาติหน้า (ถ้ายังมี) อย่างแน่นอน

อยากเขียนเรื่องนี้นานแล้ว แต่หาเหตุผลอธิบายไม่ได้
“เราสังเกต คนบางคน นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่เคยร้อนรน ไม่เคยมีปฏิกิริยาใดใด แต่บางคนกลับเป็นตรงกันข้าม พอเจออะไรหน่อย กรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ทั้งที่เราไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้ว คนแรกเขาแค่เฉื่อย หรือเขามีศีลและรักษาศีลอย่างเคร่งครัด และคนที่สองเขาอ่อนไหวง่ายเกินไป หรือเขาไม่มีศีล หรือเขามีศีล แต่อยากแสดงออกแบบจะสอน จะเป็นตัวอย่าง จะอะไรสักอย่าง”
(คาดว่า คนอ่านคงงง)
คือ เราเห็นบางคนเขานิ่ง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ลุงของเรา สมัยเรายังเด็ก ๆ สักตอนสี่หรือห้าขวบ (เด็กสี่คน ซึ่งเป็นหลาน ๆ ของลุงแหละ) มักจะชอบไปเตะ ไปต่อย ไปถุยน้ำลายใส่ลุงคนนี้ (เราก็ร่วมด้วย) เพราะว่า จะด้วยความที่พวกเราไม่รู้ หรือความโง่ หรือเป็นเวรกรรม หรืออะไรก็ตาม (คือ เรื่องมันมีอยู่ว่า มีผู้ใหญ่เลว ๆ คนนึงมายุ ให้ไปทำอ่ะ มองย้อนกลับไปแล้ว ก็สมเพชตัวเองว่ะ สมเพศไอ้ผู้ใหญ่เฮงซวยที่มายุด้วย แบบเขาอยากยั่วโมโหพี่ชายเขาไง เลยใช้หลานเป็นเครื่องมือ) แต่ลุงที่โดนเตะต่อยถุยน้ำลายใส่อ่ะ เขาไม่เคยว่าอะไรหลานสักคำ ไม่ด่าน้องชายเขาด้วยซ้ำ ส่วนพวกหลาน ๆ พอโตก็เลิกทำ (เพราะมันรู้ผิดชอบชั่วดีมากขึ้น) แต่สิ่งนึงที่ติดตัวเรามาคือความรู้สึกผิดที่เชื่อผู้ใหญ่เลว ๆ แล้วไปทำกับลุงแบบนั้นว่ะ กับสงสัยอีกด้วยว่าลุงเราเขาคิดอะไร ยังไง รู้สึกยังไง? ณ ตอนนี้ เราเดาว่าเราก็ยังตอบแน่ ๆ ไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่าลุงของเราเขามีศีลแค่ไหน หรือจริง ๆ แล้วเขาเป็นแค่คนเฉื่อย ๆ ที่ไม่ถือสาหาความใคร แต่เราเชื่อว่าลุงของเรา “เขาเป็นคนดีอ่ะ เพราะอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นมันมีเหตุมาจากอะไร เขาถึงได้ไม่ตอบโต้อะไรเลย”
กับอีกกรณีที่ยก อันนี้ถ้าใครจะไม่ด่าว่ายกเรื่องตัวเอง ก็จะยินดี (ไม่อยากให้ใครด่า ไม่อยากด่าใคร) เพราะเราอยากยกมาพูดให้ฟัง เราอยากให้เห็นภาพ *เราขอบอกว่าลึก ๆ แล้ว ใช่เลยว่าเราเป็นคนขี้หงุดหงิดมาก แต่ไม่ชอบพูดออกมาให้รู้ ตอนเด็กเป็นเด็กเก็บกดมาก ชอบกรี๊ด ๆ ชอบร้องไห้ เอาแต่ใจมาก แบบสุดตีนเลย (คนที่ไม่ใช่เพื่อนเรา เขาจะไม่ค่อยเชื่อเลยว่าเราด่าด่าด่าเก่งมาก เพราะเราไม่ค่อยอยากด่าให้ใครเห็นนักหรอก แม้ใจจะด่าเป็นไฟลุกแล้วก็ตาม) แต่ที่ต้องด่าเพื่อนหรือที่มาด่าในบล็อกเนี่ย ก็เพราะว่า อยากให้รู้ ว่าพวกแก (หรือใครที่เป็นแบบนี้) กำลังทำตัวชั่วช้าสามานมาก (ตามสามัญสำนึกของการที่เรา “เป็นคนที่ไม่เลวนัก”) เราอยากให้พวกมันรู้ว่าพฤติกรรมของมันอ่ะ สารเลวเพียงใด ซึ่งถามตัวเองว่า “เราเองเป็นคนไม่มีศีล ใช่ไหม?” โอเค เราศีลข้อสี่ขาดกระจาย เพราะเราด่าหยาบคาย หยาบคายสุด ๆ แต่ข้ออื่นเราไม่เป็นนะ ไม่เคยอยากทำให้ใครเดือดร้อน หลายครั้งเราชอบสาปแช่งไปดะ ๆ สาปส่งเดช เพราะเราไม่อยากให้คนทำเลว (ถ้าคนนั้นมันกลัวคำสาปแช่ง มันก็น่าจะไม่ทำเลวให้ต้องมาโดนเราสาปแช่ง) เราไม่อยากเห็นคนทำเลวแม้ความเลวเพียงเล็กน้อยก็ตาม ไม่ใช่เพราะเราดีเด่อะไีรหรอก แต่เราแค่ไม่อยากให้มีใครต้องเดือดร้อน (การที่ใครสักคนทำเลว แน่นอนว่าต้องมีอีกคนที่ต้องเดือดร้อน/ต้องเสียผลประโยชน์ ถ้าไม่มีความเดือดร้อนหรือการเสียผลประโยชน์ ก็คงไม่ใช่การทำเลว แล้วแหละ เท่าที่นึกออกตอนนี้)
ถ้าใครถามเรา ว่า “ชอบด่าไหม?” ตอบได้เลยทันทีว่า “ไม่ชอบ”
ไม่เคยอยากด่า เบื่อ เสียเวลา เหนื่อยหน่ายเซ็ง แต่เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไง? เลยใช้ความรู้สึกส่วนตัว (ที่ออกแนวฮา) มาเล่าปนด่า (ซึ่งแปลกใจที่มีคนชอบอ่าน ดูจากการเก็บฟีดของบล็อกที่ชอบด่าอยู่บล็อกนึง คนเก็บฟีดเยอะมาก ไม่รู้ว่าชอบที่ได้เห็นเราด่าคน ชอบคำด่า หรือชอบสาระที่ซ่อนอยู่ ซึ่งบางทีก็หาสาระไม่เจอ เพราะมีแต่คำด่ากับคำด่า ก๊าก…) แต่ตอนนี้ถ้าเราจะหยุดด่า เราก็มีคำตอบให้ตัวเราแล้ว ว่าที่ “เราหยุดด่า ก็เพราะว่าเราอ่านหนังสือ เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน” นี่แหละ “เราถึงคิดได้แล้วว่า ไม่ว่าใครจะทำอะไรไม่ดี ๆ ก็ตาม ถ้าเราไปด่าพวกมันก็เท่านั้น” เหมือนด่าแล้วก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา (เพราะถ้ามันคิดได้ตั้งแต่แรก มันคงไม่ทำแบบนี้หรอก) แถมถ้าไม่ได้แค่ทะลุหูอาจไปจี้โดนต่อมอะไรของมันแตก ทำให้ซวยโดนมันไล่กระทืบเสียอีก “ดังนั้นสิ่งที่ควรทำมากกว่า คือ การชี้ให้คนส่วนใหญ่ได้เห็นว่า อะไรคือ สัมมาทิฏฐิ แม้อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ภายในช่วงแรก แต่ถ้ามีคนบางส่วนยิ่งถ้าเป็นคนสำคัญ ๆ ของบ้านเมืองเป็นคนที่มีสัมมาทิฏฐิและทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เราก็เชื่อว่าสังคมของพวกเราต้องดีขึ้นได้” (อย่าเป็นแค่พวกมือถือสาก ปากถือศีล การเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ง่ายที่สุด ยั่งยืนที่สุดตามความคิดของเรา และเราเชื่อว่าคนอื่น ๆ ก็น่าจะเห็นไม่ต่างกัน) หนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่าน (ที่ไม่ถึงกับมึนตึ๊บ) กลายเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ และเราก็รู้แล้วว่าคนเลวย่อมได้รับผลจากการกระทำของเขาเอง โดยที่เราไม่ต้องไปด่าหรือสาปแช่งมัน แล้วต้องกลายเป็นว่าเราไปสร้างบาปสร้างกรรมร่วมกับมันด้วย ซวยเลย ซวยแล้วยังต้องเสียเวลาในการสร้างบุญไปซะเปล่า ๆ อีก เพราะมัวแต่สร้างอกุศลกรรม มีแต่เสียกับเสีย) ที่รู้คือ หยุดด่า สาปแช่ง แล้วควรหันมาทำเรื่องดี ๆ จะดีซะกว่า (แต่ถ้าใครตามเรามาจากคำด่า ๆ เพราะเห็นว่าฮาดี มันดี แล้วตามจนได้อ่านเอนทรี่นี้ ทำให้คิดได้ว่าอะไรคือสัมมาทิฏฐิ ก็ยินดีด้วย แต่ถ้าไม่ใช่ พอเจอแบบนี้เลิกอ่าน ทนอ่านต่อไปไม่ได้ เราก็เข้าใจ เพราะบางครั้งก็สุดแท้แต่บุญแต่กรรม) เราเองก็มีบุญมีกรรม ซึ่งต่อไป เราก็คงจะเลือกกระทำแต่สิ่งที่ไม่เป็นการสร้างอกุศลกรรมแล้วกัน เพราะได้เห็นชอบแล้ว ดีใจที่ยังไม่ตาย ดีใจที่ได้อ่าน “เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน”

หายืมได้ที่หอสมุด มศว
และเหมาะที่จะซื้อมาอ่าน มาแจกคนที่รักที่ชอบ ก็ถือเป็นของขวัญทรงคุณค่ามหาศาล คนรับเขาไม่จำเป็นต้องคิดหรือเห็นตามนี้ (ยอมรับว่าบางจุด บางประเด็นบางเรื่อง -ที่เราบอกว่าเราไม่เข้าใจ- เราก็ยังทำใจให้เชื่อสนิทใจไม่ได้เหมือนกัน แบบว่า นิสัยเรามันเป็นแบบไอ้หนูจำไม อ่ะนะ เหมือนเราจะเคย[และยังคง]ตั้งคำถาม เกี่ยวกับเรื่องที่ทางธรรมะบอกว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรไปใส่ใจหาคำตอบ เพราะหาคำตอบไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร เคยถามจนคนตอบปวดกบาล เลิกคุยกับเราไปเลย ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าเรายังเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ที่เรารู้ก็คือ สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เราก็รับไว้ เชื่อและศรัทธาโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ พร้อมจะปฏิบัติตามด้วย) ถึงเขาไม่คิดเห็นตามที่หนังสือเล่มนี้กล่าว แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ถือว่า “คุณได้พยายามหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้กับเขาแล้ว” (ถ้าเขามีกรรมมาบังตา [แบบที่เราเคยเป็น] กว่าเขาจะหยิบมาอ่าน ก็คงอีกนาน แต่ถ้าไม่มีกรรมบังตา เขาคงได้อ่านและได้เวลาตื่นจากความไม่รู้สักที)
…………………
นี่คือหนังสือของคุณดังตฤณสามเล่มที่ยืมมา เราจะตามอ่าน (อย่างน้อยคือ “ยืม” อ่าน เพราะซื้อทุกเล่มไม่ไหว ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีตังค์) หนังสือของคุณดังตฤณทุกเล่ม เพราะเราอยากจะตื่นจากความไม่รู้ (อย่างน้อยคุณดังตฤณก็ย่นย่อเวลา ในการไปตามหาใบไม้หนึ่งกำมือ ที่ ที่ผ่านมาเราต้องไปคุ้ยหาทั้งป่า แต่ก็นะ ไม่รู้จะมีเวลาได้อ่านจนครบหรือเปล่า เอาว่าเราจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยไม่ซีเรียสมากแล้วกัน อย่างน้อยได้อ่านเล่มนึงแล้ว ก็โอเคขึ้นมาก หาคำอธิบายบางเรื่องที่คาใจมานานได้แล้ว)

รักแท้มีจริง /
by ดังตฤณ.
กรุงเทพฯ : ฮาวฟาร์, 2551.
177.7 ด319ร
พิมพ์ครั้งที่ 3, [ฉบับพิมพ์ซ้ำ]
31011103233334 18/06/2552 02/07/2552 0

เสียดาย — คนตายไม่ได้อ่าน /
by ดังตฤณ.
กรุงเทพฯ : ดีเอ็มจี, 2548.
BQ5330 ด319
พิมพ์ครั้งที่ 7, [ฉบับพิมพ์ซ้ำ]
31011103158721 18/06/2552 02/07/2552 0

เสียดาย — คนตายไม่ได้อ่าน / บาร์โค้ดซ้ำแหงเลย จริง ๆ นี่คือ เล่ม ๒
by ดังตฤณ.
กรุงเทพฯ : ดีเอ็มจี, 2548.
BQ5330 ด319
พิมพ์ครั้งที่ 7, [ฉบับพิมพ์ซ้ำ]
31011103234589 18/06/2552 02/07/2552 0

ปล. ขอบอกว่า ตอนเรายืมหนังสือเหล่านี้ (ที่หอสมุด มศว) เจ้าหน้าที่หอสมุดผู้หญิงที่ใส่แว่นตา (คนที่ทำรายการยืมให้เรา) หยิบเล่มเสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน แล้วมองหน้าเรา พร้อมถามว่า “เรื่องเป็นยังไงเหรอ” แล้วเราก็พูดไปว่า “เมื่อคืนดูตาสว่างค่ะ เลยอยากอ่าน” (ตอบไม่ตรงคำถาม) เขาเลยบอกต่ออีกว่า “ชอบรายการนี้มาก ๆ”, “วันหลังมาเล่าให้ฟังบ้างนะ ว่าเรื่อง (ในหนังสือ) เป็นยังไง อยู่ตรงนี้ก็จริง แต่ไม่มีเวลาได้อ่านหนังสือเลย” เราเลยมาเขียนบล็อกนี้อ่ะ (เผื่อ ๆ เผื่อมาก ๆ เผื่อบังเอิญเขาจะได้อ่าน แบบโพสต์ ๆ ไปแหละ ของดีต้องบอกต่อดัง ๆ) เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เล่าให้เขาฟังหรือป่าว เพราะว่าถ้าเจอเขาตอนเขาทำงานอยู่ เราคงไม่กล้าไปชวนเขาคุยหรอก และบางทีเขาอาจจะจำไม่ได้ด้วยว่าเคยทักเราแบบนี้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแค่คำทักทายเฉย ๆ เอิ๊ก ๆ แต่ยังไงคุณผู้อ่านต้องนึกขอบคุณเขานะคะ เพราะถ้าเขาไม่ทักแบบนั้น ป่านนี้เราคงอ่านแล้วเก็บไว้อิ่มใจคนเดียว ไม่มาบอกต่อ กร๊าก… (เพราะขี้เกียจพิมพ์ ไม่มีเวลาให้พิมพ์ เพราะตอนนี้เรามีกฎบ้าบอคอแตก ไว้คุมวินัยตัวเอง ว่าจะเล่นเน็ตได้ทุกวัน แต่เป็นตอนสี่โมง – ห้าโมงเย็นเท่านั้น จะบ้าจะบอขอให้จบในเวลานี้ ส่วนถ้าจะเรียนหรือดูสื่อ “ที่เกี่ยวกับวิจัย” ซึ่งต้องห้ามออน ห้ามทำอย่างอื่น ได้ในเวลาเก้าโมงเช้า – เที่ยง ข้อยกเว้นคือถ้าไม่ได้อยู่บ้านเวลาตามนั้น ให้สามารถเล่นได้ตอนสามทุ่ม – สี่ทุ่มแทน ห้ามเกินจากนี้ ยกเว้นสุดวิสัยจริง ๆ ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถโพสต์บล็อกได้ เนื่องจากติดกฎบ้าบอของตัวเอง แต่โดยส่วนตัวเราถือว่าเป็นกฎที่ดี เพราะว่าเราวินัยหย่อนยานมานานมากแล้ว)
ปล.๒ อยากให้ได้อ่านจริง ๆ ค่ะ “เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน” ไม่ว่าคุณจะเชื่อ หรือนับถือศาสนาอะไร ก็อยากให้ได้อ่าน หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นดีและเห็นชอบ อย่างน้อยที่สุดคือคุณควรจะได้รู้ แล้วต่อจากนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองว่าจะเลือกก่อกรรมแบบไหน


ปกหนังสือ
และน้ำปลาพริก ที่เราปรุงเองกับมือและถ่ายภาพไว้ดูเล่นเมื่อสองวันก่อน ชอบมาก หิวข้าวแล้ว สวัสดีค่ะ

About these ads

2 คิดบน “เสียดาย… คนตายไม่ได้อ่าน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s