หนังสือ ที่น่าจะทำให้คุณรู้จักเทคโนโลยีทางการศึกษามากขึ้น (กว่าเดิม)

วันนี้จะพูดถึงเล่มนี้ค่ะ

click to comment

ถ้าหากอยากอ่าน ก็สามารถไปหาอ่านที่ สำนักหอสมุดกลางของ มศว ดูรายละเอียดของหนังสือตามด้านล่างนี้
การศึกษาสภาพและแนวทางในการพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา : รายงานการวิจัย / [คณะผู้ดำเนินงานวิจัย, มนตรี คุ้มเกตุ … [และคนอื่นๆ]].
[กรุงเทพฯ] : ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กรมการศึกษานอกโรงเรียน, 2545.
Description:
[12], 85 หน้า : ภาพประกอบ.
Add Author:
มนตรี คุ้มเกตุ.
ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา.
Subject:
เทคโนโลยีทางการศึกษา — การฝึกอบรม.
บุคลากรทางเทคโนโลยีทางการศึกษา — การฝึกอบรม.
Add to my list
Copy/Holding information
Location Collection Call No. Copy Barcode Status
Central Library หนังสือทั่วไป – ไทย 371.33 ก522 31011103247177 On shelf Request Copy
Central Library หนังสือทั่วไป – ไทย 371.33 ก522 ร.2 31011103247185 On shelf Request Copy
Central Library หนังสือทั่วไป – ไทย 371.33 ก522 ร.3 31011103712212 On shelf Request Copy
————

หนังสือเล่มนี้ จะทำให้คุณเห็นภาพของนักเทคโนโลยีการศึกษา (ศาสตร์ที่เราเรียนมาตั้งแต่ตรียันโท) ที่เป็นลักษณะหลัก ๆ

การที่เราหยิบเอาหนังสือเล่มนี้มาบอกเล่า เพราะเราอยากให้คุณ ๆ ได้รู้ข่ายงานของศาสตร์นี้ เพราะว่าตอนเราสอบตรงเข้า ป.ตรี เทคโนมาน่ะ สอบเข้ามา โดยที่ไม่รู้รายละเอียดเลยว่าเอกนี้เขาเรียนเกี่ยวกับอะไรกันบ้าง รู้แต่ว่าจบมาแล้วจะเป็นครูโสตฯ ได้ (ครูโสตฯ นะ ไม่ใช่ ครูโสด ก๊าก…) แต่เราก็เรียนจบตรีมาได้ และเรียนใช้ได้ด้วย ซึ่งเราก็ถือว่าโอเคนะคะ เพราะความฝันของเราหลายอย่าง ก็ได้รับการเติมเต็มจากศาสตร์นี้

กลับมาที่หนังสือ
เราไม่มีหน้าจะยกตัวอย่างขึ้นมาเป็นพิเศษหรอกนะคะ ถ้ามีท่านใดอยากอ่าน คุณก็ลองเปิดอ่านดูเพลิน ๆ เองแล้วกัน อ่านเล่น ๆ หรืออ่านจริง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนจบแหละค่ะ เพราะเล่มไม่ใหญ่ (เราแค่ต้องการให้คุณมองเห็นภาพกว้าง ๆ เท่านั้นเอง) ตอนที่เราหยิบหนังสือเล่มนี้ออกจากชั้น เราไม่ได้คิดอะไรมากเลยค่ะ ไม่ได้สืบค้นก่อนด้วย เดินดูแถวชั้นแล้วเจอว่าเป็นเล่มที่ดูยังใหม่ หยิบมาอ่านชื่อเรื่อง แล้วก็ยืมเลย เรียกว่าหยิบเพราะความบังเอิญ เนื่องจากดูใหม่นั่นเอง แต่เท่าที่อ่านดูก็ดีค่ะ อย่างน้อยก็ทำให้มีเรื่องเขียนบล็อก

แต่เรื่องที่เราจะเล่าต่อก็คือ
จากที่เราเรียนเทคโนมาต่อเนื่องยาวนานมาก เราคิดว่าศาสตร์นี้มีความสำคัญกับทุกวงการนะคะ แต่… สำหรับคนที่เรียนเทคโนการศึกษาตั้งแต่ตรียันโทอย่างเราเนี่ย ส่วนตัว ณ ตอนนี้ เราคิดว่าไม่เป็นสิ่งที่ไม่สมควรนัก เพราะว่า จะรู้สึกตีบตันมาก ๆ เนื่องจากจะไม่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์อื่น ๆ เลย (หมายถึงเชี่ยวชาญแบบมีหลักฐานยืนยันรับรองน่ะ) อันนี้มองในมุมของเรานะคะ

เคยมีหลายต่อหลายท่าน ซึ่งเราก็จำไม่ได้ว่าท่านใดบ้าง บอกกับว่า ในระดับ ป.ตรี วิชาเทคโนการศึกษา น่าจะเป็นแค่วิชาโท (ไม่ใช่วิชาเอก แบบที่เราเรียนจบมา) อย่างในสมัยแม่เราเรียน ป.ตรีอ่ะค่ะ 20 กว่าปีมาแล้ว น่ะเป็นแบบนี้ วิชาเทคโนการศึกษาโนในระดับ ป.ตรี จะเป็นแค่วิชาโท รับนิสิตน้อย แม่เราอยากเรียนแต่ก็ไม่ได้เรียนค่ะ เพราะว่าสอบไม่ได้ เลยไปเรียนโทวิชาอื่น (แม่บอกมาอย่างนี้)

มาถึงวันนี้เราก็เข้าใจจริง ๆ เนื่องจากศาสตร์ด้านเทคโนอ่ะ หลัก ๆ แล้วไม่มีอะไร มีแค่

“เลือกใช้ให้… เหมาะสม ถูกที่ และทันเวลา”

มีแค่นี้เองจริง ๆ

คำอธิบาย
– เหมาะสม คือ ถ้าคุณไปสอนคนตาบอด แต่คุณเอาชาร์ตสวย ๆ ไปเป็นสื่อ มันเหมาะสมไหม – ไม่เหมาะสม เพราะถึงชาร์ตจะสวยงามน่าเรียนแค่ไหน เขาก็มองไม่เห็น
– ถูกที่ คือ ถ้าคุณจะไปสอนในที่ไม่มีไฟฟ้าใช้อย่างสะดวก เช่นที่ทุรกันดาน แต่คุณดันเอาเครื่องมือที่ต้องเสียบไฟฟ้า ทำสื่อที่ต้องอาศัยไฟฟ้าในการทำงานไปให้เขาใช้ มันถูกที่ไหม – ไม่ถูกที่ เพราะถึงของจะดีจะแพง คุณภาพสูงส่งแค่ไหน มันก็เปิดใช้ไม่ได้ ก็มันไม่มีไฟอ่ะ
– ทันเวลา คือ ถ้าคุณต้องนำเสนอผลงานก่อนเที่ยง แต่คุณดันไปวานให้เพื่อนของคุณ (ที่มีฝีมือการทำสื่อนำเสนอระดับเทพ มีความสามารถในการออกแบบหรูเลิศประเสริฐศรีมาก) ให้ทำงานให้คุณ สุดท้ายเพื่อนคุณส่งงานให้คุณตอนบ่าย มันทันเวลาไหมล่ะ – อย่างนี้สู้ทำเองแบบธรรมดา ๆ จะดีกว่าไหม ไม่ต้องโดนเจ้านายด่าด้วย

นี่คือยกตัวอย่างง่าย ๆ นะคะ ประมาณนี้แหละงานเทคโนการศึกษา เพราะต่อให้ใช้ทฤษฎีมากมายมหาศาล แต่ถ้าไม่ลุผลตาม 3 ประการข้างต้นแล้ว ก็ถือว่า มันล้มเหลวค่ะ

รายละเอียดในวิชาต่างเทคโนการศึกษาอาจจะมีมากมาย เหมือนกับสาขาอื่น ๆ แต่ไม่มีความจำเป็นจะต้องหยิบมันมาใช้ซะทุกอย่างหรอกนะคะ เพราะบางทีอะไรที่มันมากเกินไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้การสื่อสารประสบผลสำเร็จมากขึ้นเลย (กลับทำให้เสียเวลาทำ เสียเวลาเปิดใช้งาน เสียเวลาดู มากกว่าอีกด้วย)

บอกตรง ๆ เล่าเรื่องนี้แล้วตะหงิด ๆ ใจ ยังไงบอกไม่ถูกค่ะ (อย่าใส่ใจเลยค่ะ)

เอาเป็นว่าสรุปเลยแล้วกันนะคะว่า
ถ้าเรียนตรีเทคโนการศึกษา
จบตรีแล้ว
– ไปหางานทำซะ
– ถ้าเรียนต่อ ก็ไปเรียนต่อด้านอื่น ที่คิดว่าวิชาเทคโนการศึกษาที่ติดหัวมา จะช่วยสนับสนุนในการเรียนนั้น ๆ มากขึ้น หรือ เบนสายไปเลยก็ยังได้ ตามแต่ศรัทธา เพราะเราเชื่อว่า วิชาเทคโนการศึกษา มันจะไม่ไร้ประโยชน์หรอกค่ะ คุณจะได้ใช้มันในชีวิตประจำวันต่อแน่นอน ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง (ถึงไม่ได้ใช้ในเรื่องการงานก็จะได้ใช้ในเรื่องส่วนตัว – ยังได้ใช้ความรู้เหล่านี้แน่นอน ไม่เรียกว่า “เสียภูมิ” ไม่เหมือนบางอาชีพที่เรียนแทบตาย แต่สุดท้ายก็ไปทำอาชีพอื่นที่สบายกว่าและ/หรือเงินดีกว่า! เราไม่ได้จะว่าอะไรใครนะคะ แค่เสียดายภูมิความรู้ที่ร่ำเรียนมาเท่านั้นเอง ถ้าหากไม่ชอบ ก็ไม่น่าจะไปเลือกตั้งแต่แรกอ่ะ)

แต่ถ้าคิดจะเรียน ป.โท เทคโนการศึกษา
ตอน ป.ตรี ก็เรียนอะไรก็ได้ ที่จะทำใ้ห้คุณกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้น ๆ ก่อน จะได้ไม่ตีบตัน

หรือถ้าไม่เรียนเทคโนการศึกษาเลย
หากมีเวลาก็อาจหาความรู้ทางด้านเทคโนการศึกษาไว้บางนะคะ แม้บางคนจะบอกว่า “ไม่จำเป็นหรอก ฉันออกแบบงานกราฟิกได้สวยกว่าพวกที่เรียนเทคโนการศึกษาตั้งเยอะ” แต่ขอให้ทราบนะคะว่า เทคโนการศึกษาไม่ได้เรียนแค่นั้นนะคะ ออกแบบสวยไม่ได้แปลว่าออกแบบเหมาะสม

สื่อที่หลายท่านมองว่า มันสวยงามเจ๋งดีอธิบายเข้าใจอย่างแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ผลกับทุกกรณี (คนนี้เรียนเข้าใจ อีกคนอาจจะเรียนไม่รู้เรื่องก็เป็นไปได้)
และ ขอให้ทราบไว้ว่า ไม่มีสื่อใดที่ดีที่สุด เพราะมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
อันนี้ขี้เกียจเล่า เพราะเราเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญทฤษฎีนักค่ะ เรียน ๆ ไป ไม่ได้ใช้ก็ลืม

เอาเป็นว่า สำหรับเราแล้ว เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นศาสตร์ที่สำคัญที่ศาสตร์อื่น ๆ ควรจะศึกษาควบคู่กันไป <<<ที่จะบอกจริง ๆ ก็มีแค่นี้แหละค่ะ หนังสือที่ยกมาน่ะ เป็นแค่ตัวประกอบเฉย ๆ

แต่ลองอ่านดูก็ไม่เสียหลายค่ะ อ่านแล้วจะเข้าใจลักษณะงานของศาสตร์นี้มากขึ้น และหนังสือเล่มนี้เป็นรายงานการวิจัย จะมีเนื้อหาส่วนที่เป็นข้อเสนอแนะต่าง ๆ ลองอ่านดูค่ะ

จริง ๆ เราชอบนะ หนังสือที่มีเนื้อหาทำนองนี้ สนับสนุนให้มีเยอะ ๆ อยากให้ศาสตร์อื่น วงการอื่น อาชีพอื่น ทำวิจัยและทำหนังสือรายงานการวิจัยแบบนี้กันเยอะ ๆ เลย เอาไว้ให้คนที่สนใจอยากทำอาชีพนั้น ๆ ได้มาอ่าน มาศึกษา ก่อนที่จะตัดสินใจเรียน


ปล. ขออภัย
เทคโนการศึกษา = เทคโนโลยีทางการศึกษา
วันนี้เรียบเรียงไม่ค่อยดี (เรียกได้ว่า แย่ เราแก้เอนทรี่นี้มากกว่า 20 รอบแล้ว – เจอทีแก้ที) เพราะว่า เรายังสับสนอยู่ค่ะ ขอบอกตรง ๆ ว่าเราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเราสับสนเรื่องอะไร ช่วงนี้ไม่ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองเลย บกพร่องทุกอย่าง บางทีอาจมาจากอากาศด้วย เราไม่ชอบอากาศแบบนี้เลยค่ะ มันทำให้หดหู่ใจยังไงบอกไม่ถูก เป็นบ้าอย่างนี้มา 3 วันแล้ว

Advertisements

คู่มือการเลี้ยงลูกให้ถูกธรรม

โอ๊ะ ๆ อย่าเพิ่งปิดหน้านี้นะคะ อ่านก่อน ๆ ไม่มีอะไรโบราณหรือน่าเบื่อหรอกคะ เราจะพยายามสรุปสั้น ๆ ตามที่เราได้เข้าใจมา ลองอ่านกันดูนะคะ

หน้าปก
click to comment

– พูดถึงธรรมะ บางท่านอาจคิดว่า “น่าเบื่อโว้ยน่าเบื่อ ๆ”
– พูดถึงการเลี้ยงลูก บางท่านอาจคิดว่า “โอ้ย ฉันไม่มีลูกหรอกย่ะ ยังไม่มี ไม่คิดจะมี ชาตินี้คงไม่มี หรืออะไรก็ว่าไป”
แต่เอาน่า ลองอ่านผ่าน ๆ เผื่อ ๆ ไว้ อาจได้ใช้ดูแลน้อง หลาน หรือเด็กข้างบ้าน จะได้รู้ว่าควรดูแลยังไงให้เขามีธรรมะ มันไม่มีอะไรที่ยากลำบากหรอกค่ะ หากคุณเข้าใจแก่นที่แท้จริงของพุทธศาสนา

ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่า หนังสือเล่มนี้ เราได้มาจากลูกสาวผู้เรียบเรียง เพราะว่าลูกสาวผู้เรียบเรียงคือเพื่อนสนิทเราเอง
ผู้เรียบเรียงหนังสือนี้คือคุณแม่ของจุ๊บ ท่านเป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาลสัตย์สงวนอนุสรณ์ ที่เราขอสรุปสั้น ๆ ว่า โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ สอนเด็กโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และมีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งโรงเรียนขึ้นมาเพื่อสืบสานปณิธาน ๓ ประการของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ คือ ๑) ทำตนให้เข้าถึงหัวใจศาสนาของตน ๒) นำตนออกจากอำนาจของวัตถุนิยม ๓) ทำความเข้าใจระหว่างศานา ซึ่งเราเชื่อว่า ผู้ใหญ่หลายคนที่ชอบบอกว่าตัวเองเป็นพทธศาสนิกชนนั้น ยังรู้จักหัวใจพระพุทธศาสนาน้อยกว่าเด็กอนุบาลของโรงเรียนนี้เลยด้วยซ้ำ

ธรรมะ ก็คือ ธรรมชาติ

ขอยกตัวอย่างข้อความในหนังสือเล่มนี้ อยากให้อ่านดู
ถ้าจะอ่าน ก็กด View full image (ด้านขวามือนะคะ จะแสดงรูปใหญ่)

ในกรณีที่เด็กทะเลาะหรือเถียงกัน
click to comment
click to comment

สิ่งที่พ่อแม่พึงระมัดระวังในการฝึกประสาทสัมผัสของลูก
click to comment

ใครอยากได้หนังสือเล่มนี้ ก็ติดต่อไปที่
click to comment

เราไม่ได้มาโฆษณาโรงเรียนหรอกนะคะ ถ้าหากใครพอจะติดตามบล็อกของเรามาบ้าง อาจจะเคยเห็นว่าเราโปรโมตโรงเรียนนี้จังเลย รับเงินมาเท่าไร อะไรทำนองนี้ ขอบอกตรงนี้เลยว่าเราไม่ได้รับเงินค่ะ และไม่เคยรับจ้างด้วย เรากล่าวถึงโรงเรียนนี้จากความรู้สึกเห็นด้วยและศรัทธา เพราะตั้งแต่เรารู้จักจุ๊บมา (เป็นเพื่อนสนิท เรียนป.ตรีด้วยกัน) เราก็ทราบว่าที่บ้านจุ๊บมีโรงเรียนอนุบาล แต่ไม่ค่อยทราบรายละเอียดเพราะไม่ได้ใส่ใจ จนสองสามปีที่แล้วจุ๊บมาปรึกษาเรื่องทำเว็บ เราก็ได้เห็นข้อมูลโรงเรียนมาบ้าง ก็เีริ่มสนใจและรู้สึกว่าแปลกดี เพราะตอนเราเรียนอนุบาล เราก็ไม่ได้เรียนแบบนี้ (ก็เรียนแบบที่คุณ ๆ เรียนแหละค่ะ เรียน ๆ ท่อง ๆ จำ ๆ + โดนตีประจำ ไม่เข้าใจอะไรเลย?) ก็รับรู้มาแต่ก็ไม่ได้อะไร แบบว่าก็ต้องเข้าใจนะคะ ในหััวเรามีเรื่องเข้าออกวันละหลายล้านเรื่อง (เวอร์แล้ว!) จนเทอมนี้เรียนวีดิโอ เราตัดสินใจทำสารคดีเรื่องโรงเรียนอนุบาลสัตย์สงวนอนุสรณ์ (เราคิดจะทำ ก่อนที่จะรู้ว่าโรงเรียนนี้ มีนิตยสารมาสัมภาษณ์ มีรายการมาถ่ายทำ ด้วยซ้ำ เพราะจริง ๆ เราจะทำเป็นสกู๊ปข่าว แต่อาจารย์ของเราบอกว่าเรื่องใหญ่มาก ทำสารคดีดีกว่า) พอมาทำสารคดี ได้นั่งคุยกับคุณแม่ ทำให้เราปิ๊งในหัวใจพุทธศาสนามาก ๆ คุณแม่อธิบายหลักธรรม (ที่เรียนวิชาพระพุทธไม่เข้าใจ) ได้ชัดเจนมาก ชัดเจนในภาษาปกติ เพราะเราบอกตรง ๆ ตอนเราเรียน เราไม่ชอบภาษาบาลีเลย เพราะเราแปลไม่ออกอ่ะ พอเป็นภาษาคนธรรมดา เราปิ๊งมาก ๆ บอกตรง ๆ ที่เรียน ๆ มา มาเข้าใจเพราะคุณแม่สรุปแหละ

ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อหรือความศรัทธา (หรือความงมงาย) นะคะ

เราแค่พบเหตุและผล

และที่สำคัญ น้อง ๆ ที่โรงเรียนนี้ น่ารักมาก ๆ ไม่ได้ว่าเก่งฉลาดอะไรหรอกนะคะ แต่เท่าที่เราคุย ๆ น้องเขามีเหตุมีผล พูดรู้เรื่อง (เด็กอนุบาล) แม้จะจำชื่อเราไม่ได้ (หรือเรียกไม่ถูก) จำได้แต่เอกับบูมก็ตาม (ก๊าก… พอดีน้อง ๆ เขาเข้าใจว่าเราชื่อแอนท์อ่ะ คงเพราะเราพูดไม่ชัดนั่นเอง ฮือ…) น้องที่ดื้อก็มีนะคะ แต่คุณแม่จะเรียกมาคุยตัวต่อตัว พอถามน้องเขาแล้วน้องเขาก็ตอบได้นะคะ ว่าเขาทำไม่ดียังไง

มีสิ่งที่เราอยากบอกคือ
– เราว่าเราได้มีโอกาสที่ดีนะคะ เพราะ การดูงานโรงเรียนอนุบาลไม่ใช่เรื่องที่ทำง่าย อยากเข้าอยากออกเมื่อไรก็ได้นะคะ เพราะว่า เมื่อคุณเข้าไป มีผลต่อการเรียนการสอนค่ะ น้อง ๆ จะไม่เรียน จะตื่นตาตื่นใจกับคนที่มาขอดูงานจนไม่เป็นอันเรียน (ก็คนแหละค่ะ เวลามีคนมาดูงานหน่วยงานคุณ คุณยังมีสมาธิทำงานได้เหรอคะ อย่างน้อย ๆ ก็คงต้องแอบเหล่มองแล้วว่ามีสาวสวย ๆ หรือ หนุ่มหล่อ ๆ มาบ้างป่าว ก๊าก…)
– เราไม่ได้โปรโมตให้คนแห่มาเรียนที่นี่นะคะ เพราะ โปรโมตไปก็เท่านั้น โรงเรียนนี้รับนักเรียนจำกัดค่ะ เพราะว่า การเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างทั่วถึง รับเยอะ ๆ ไปก็ไร้ประโยชน์ค่ะ

ถ้าจะมองว่าเป็นการโปรโมต ขอให้อ่านนี้แทนแล้วกัน
มาเป็นโรงเรียนอุดมคติ ๓ กันเถิด
click to comment
ยุทธศาสตร์ลอยธรรมะมาลัย
โรงเรียนอนุบาลที่ไหนสนใจ ก็น่าจะไปศึกษาธรรมะจากโรงเรียนนี้ เพื่อจะได้นำมาปรับใช้กับโรงเรียนของท่าน คนรุ่นหลังจะได้ดีกว่าคนรุ่นเรา ๆ (เราคิดแบบนี้อ่ะนะคะ เพราะคนรุ่นเรา ๆ มันก็เป็นไม้แก่ไปหมดแล้ว ก๊าก… บางคนอาจปรับได้ แต่บางคนก็อย่าไปคิดปรับเขาเลยค่ะ เพราะถ้าเขาไม่คิดจะปรับตัวเอง ก็คงหมดหนทางแล้ว!)

ขอบอกจริง ๆ ว่าเราไม่ได้เป็นพวกคลั่งศาสนา เพราะตั้งแต่เด็ก ๆ เราก็ไม่เชื่อและไม่นับถือศาสนาด้วย (แม้จะมีเขียนไว้ในทะเบียนบ้าน ก็ตาม แต่ก็เท่านั้น พระไม่ไหว้ ไม่สวดมนต์ ไม่อะไรทั้งสิ้น ถ้าที่บ้านเขาไม่บังคับ แต่ถ้าสั่งให้ทำอะไรก็ทำตามนะ เพียงทำไปงั้น ๆ ไม่เข้าใจว่าทำทำไมกัน มาเริ่มเข้าใจเอาตอนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย) เพราะเราไม่เคยรู้ว่าหัวใจพระพุทธศาสนา เป็นยังไงกันแน่
คนส่วนใหญ่อาจจะรู้อยู่ว่าหัวใจพระพุทธศาสนา คือ หลักโอวาทปาติโมกข์ (ศีล สมาธิ ปัญญา) แต่คุณเข้าใจหลักนี้แค่ไหนกัน? เพราะที่ผ่านมา เราไม่เข้าใจหรอก-แต่ท่องได้ เอิ๊ก ๆ แต่ ณ ตอนนี้ เราคิดว่าเข้าใจมากกว่าเดิมแล้วนะ
เราคงไม่ได้รอบรู้ในศาสนามากกว่าเดิมนัก แต่เราก็รู้ว่าสติเราอยู่ตรงไหน และ
เราก็ยังนับถือศาสนาในลักษณะเดิมนะ แต่คิดว่ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญที่สุดคือ
เรามองเห็นว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ของพุทธศานา น่าจะช่วยให้คุณผู้อ่านใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเลยก็ตาม

ขออภัยถ้าเขียนยาวไป แต่ถ้าคุณอ่านจนจบ ก็ขอขอบคุณมาก ที่อ่านในสิ่งที่เราอยากบอกเล่า

เล่มหน้า จะรีวิวเล่มนี้
click to comment
เราซื้อเมื่อวันที่ ๑ ที่ผ่านมา (หนังสือคุณแม่ ได้มาวันที่ ๒) แต่เราอ่านหนังสือคุณแม่จบก่อน เลยเอามารีวิวก่อน
หนังสือคุณแอชตัน27 เป็นเล่มที่เราวางไม่ได้เลย (เราอ่านวันที่ ๓ ตอนก่อนนอน ใกล้เที่ยงคืน กะอ่านเล่นสัก ๒ บท แต่ทำไปทำมาอ่านถึงตีสอง เอิ๊ก ๆ จบเล่มเลย ถือเป็นหนังสือที่อธิบายธรรมด้วยภาษาคนธรรมดา เราชอบมากเลยอ่ะค่ะ อยากให้คุณหามาอ่านกันจัง บางทีเราอาจจะไม่รีวิวหรอก เอาว่าคุณหามาอ่านกันเองดีกว่า เพราะถ้าคุณได้อ่านแล้ว คุณจะรู้สึกว่า “ดีนะที่ซื้อหนังสือมา อยากอ่านเมื่อไรก็หยิบอ่านได้เลย” คุณคงไม่อ่านหนังสือเล่มนี้หนเดียวแน่นอน เชื่อเราเถอะค่ะ 😀

ปล. ขออภัยค่ะ ที่ภาพประกอบนั้นมาจากการถ่ายหนังสือที่วางบนตัก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราหาที่วางไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ห้องนี้มันรกและโต๊ะคอมค่อนข้างมืด เลยต้องวางบนตักแทน ทำให้ดูไม่ค่อยดีนัก แต่อยากโพสต์จริง ๆ ค่ะ เลยรีบ ๆ ถ่าย (กลัวไม่มีเวลาโพสต์ เดี๋ยวต้องทำงานวีดิโออีกยาว – จริง ๆ กลัวลืมด้วยว่าจะเขียนว่าอะไร พอดีไม่ได้จด เล่าสด เอิ๊ก ๆ)