หนังสือนิเทศศาสตร์ ที่เราใช้อ่าน เพื่อศึกษาก่อนตอบข้อสอบ

ข้ออภัย ไม่ได้แวะมาเขียนตั้งนาน เพราะพอดี รู้สึกว่า ถ้าเขียนที่นี่ ต้องเขียนให้ดี หรืออย่างน้อยก็ต้องให้สาระกว่าที่อื่น ๆ (เพราะคนเก็บฟีดเยอะ)

—เข้าหนังสือเลยแล้วกันนะคะ วันนี้ มีมา 2 เล่ม—

เทอมที่แล้ว เราทำข้อสอบ take home วิชาสื่อมวลชนกับการศึกษา
ซึ่งขอบอกว่า ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนของเรา นั้นมีน้อยค่ะ เพราะเราไม่ค่อยได้หามาอ่าน แต่ตอนเรียน ชอบมาก อาจารย์ท่านสอนดี สอนจากบริบทของสังคมจริง

แต่ก็นะ คนเราเรียนหนังสือก็ต้องรู้ทฤษฎี รู้หลักการที่ถูกต้อง วันนี้จึงนำหนังสือ 2 เล่ม ที่เราได้อ่านก่อนตอบข้อสอบ (อ่านเพื่อเป็นแนวทางในการตอบข้อสอบ) นั่นคือ 2 เล่มนี้

การสื่อสารมวลชน : บทบาทหน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ ความรับผิดชอบ / สมควร กวียะ ; พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช, บรรณาธิการและร่วมเขียน.
by สมควร กวียะ.
กรุงเทพฯ : โกสินทร์, [2548?]
ISBN:
9749261798
Edition:
ฉบับปรับปรุงพิมพ์ครั้งที่ 6.
Description:
312 หน้า.
Bibliograpy:
บรรณานุกรม : หน้า 263-265.
Add Author:
พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช.
Subject:
สื่อมวลชน.
Add to my list
Copy/Holding information
Location Collection Call No. Copy Barcode Status
Central Library หนังสือทั่วไป – ไทย 302.23 ส233ก 2548 31011103764742 On shelf Request Copy
Central Library หนังสือทั่วไป – ไทย 302.23 ส233ก 2548 ร.2 31011103719589 On shelf Request Copy

เล่มนี้ตรงกับที่อาจารย์ใช้นำมาออกข้อสอบค่ะ คือ มีคำสำคัญมาจากหนังสือเล่มนี้

กับอีกเล่มหนึ่งคือ

สื่อมวลชนกับการพัฒนาประเทศ : เน้นเฉพาะประเทศไทย / เสถียร เชยประทับ.
by เสถียร เชยประทับ.
[กรุงเทพฯ] : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536.
ISBN:
974-582-344-9
Description:
[10], 321 หน้า.
Bibliograpy:
บรรณานุกรม : หน้า 303-321.
Series:
ชุดนิเทศศาสตร์พัฒนาการ ;
Subject:
สื่อมวลชนกับการพัฒนาท้องถิ่น.
การสื่อสาร.
สื่อมวลชนกับการพัฒนาชุมชน — ไทย.
การพัฒนาประเทศ.
สื่อมวลชน — ไทย.
การพัฒนาประเทศ — ไทย.
การสื่อสาร — ไทย.
Add to my list
Copy/Holding information
Location Collection Call No. Copy Barcode Status
Central Library หนังสือทั่วไป – ไทย 302.23 ส894ส 31011100405976 On shelf Request Copy
Central Library หนังสือทั่วไป – ไทย 302.23 ส894ส ร.2 31011104247606 On shelf Request Copy
Ongkharak Library ชั้น5 P92.T5 ส894 2536 31011000612978 On shelf Request Copy
Ongkharak Library ชั้น5 P92.T5 ส894 2536 ร.2 31011000878421 On shelf Request Copy
Ongkharak Library ชั้น5 P92.T5 ส894 2536 ร.3 31011000878439 On shelf Request Copy

เล่มล่างนี้ อ่านเอาแง่คิดค่ะ ได้แง่คิด เพิ่มขึ้นมากเลยค่ะ

(ดูหน้าปกได้ที่ http://i302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/book/IMG_3190.jpg
กับ http://i302.photobucket.com/albums/nn82/pranitee/book/IMG_3195.jpg ขี้เกียจใส่เป็นรูป มันใหญ่ล้นหน้า)

ยังไง ท่านใดที่สนใจเรื่องการสื่อสารมวลชน ลองไปหามาอ่านดูนะคะ

แต่สำหรับวันนี้ เราขอนำคำตอบข้อสอบของเรา มาให้ท่านได้อ่านและลองคิดดู
(ถูกผิด-ไม่ทราบ ใครจะแสดงความคิดเห็น-ยินดี)

เราหวังว่าคำตอบของเรา มันน่าจะให้แง่คิดอะไรกับผู้อ่าน ได้บ้าง ไม่มาก ก็น้อย

ขอไม่ให้โจทย์และตัดบางคำตอบออกไป (ไม่เอามาให้อ่าน) นะคะ
เพราะบอกแล้วว่า นี่เป็นข้อสอบปลายภาค (take home)
ซึ่งยากมาก…
และหลายจุด เราตอบด้วยความคิดเห็นที่อิงความเป็นส่วนตัวมากเช่นกัน
———-

บทบาทหน้าที่ที่สำคัญที่สื่อมวลชนพึงกระทำ มีดังนี้
1. การจัดหาข่าวสาร
– รวบรวมข่าวสารที่ผู้รับสารเกี่ยวข้องหรืออาจสนใจ, เลือกประมวลและเผยแพร่ข่าวสารเหล่านั้น, ให้ความรู้และการศึกษาแก่สาธารณชนทั่วไป
2. การแปลความหมาย
– แสดงออกซึ่งความคิดเห็นของฝ่ายบรรณาธิการ, ให้ข่าวสารที่เป็นภูมิหลังและ
ข้อวิพากษ์วิจารณ์, ทำหน้าที่เป็นผู้คอยติชมหรือคอยเฝ้าดูผู้มีอำนาจหน้าที่ในบ้านเมือง, สะท้อนหรือแสดงสาธารณมติ เป็นเวทีแสดงออก และแลกเปลี่ยนทัศนะที่แตกต่างกัน
3. การแสดงออกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง
– สะท้อนและแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมและค่านิยมหลักระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น, เป็นปากเสียงให้วัฒนธรรมและค่านิยมของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม
4. การให้ความบันเทิง
– สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้รับสารด้วยการละเล่นสนุกสนาน หรือความเพลิดเพลิน
5. การระดมสรรพกำลัง
– โฆษณาสินค้าหรือโฆษณาชวนเชื่อให้กับผู้ใช้บริการที่เป็นลูกค้า, รณรงค์เพื่อหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ง, เพิ่มปริมาณผู้รับสารและจัดหาวิธีการใช้สื่อแบบใหม่ ๆ ในการรับสาร

หรือแม้แต่ในเพลง มาร์ชสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นเพลงประจำคณะนิเทศศาสตร์ ที่มีเนื้อเพลงว่า
“นักสื่อสารมวลชน ผองเราทุกคนเป็นสื่อสัมพันธ์สื่อกลางระหว่างสถาบัน ประชาสัมพันธ์กับปวงประชาให้ความรู้จริงทุกสิ่งสรรพ์ เข้าใจในกันเป็นยอดปรารถนา เป็นแสงสว่างสร้างความศรัทธา ให้ประชาสุขสถาพรไชยต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เสริมส่งน้อมนำประชาธิปไตยให้ความบันเทิงเริงใจ เราเป็นสายใยของสังคมชนเราปฏิญาณห้าวหาญยอมตาย อุทิศทั้งใจอุทิศทั้งกายถวายตนเพื่อความสุขของมวลชน โลกสากลสันติชัยยืนยง ชโย ชโย”
เป็นสิ่งยืนยันว่า บทบาทหน้าที่ ที่สำคัญที่สุดของสื่อมวลชน ก็คือ เสนอความจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมให้ปรากฏแก่มวลชน และยังต้องตระหนักว่า สื่อมวลชนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับการศึกษาของพลเมืองในชาติให้ดีขึ้น เพราะสื่อมวลชนก็คือตัวกลางระหว่างคนในชาติ

ยกตัวอย่างสื่อที่เป็นไปตามคำกล่าวนี้ ได้แก่ รายการตาสว่าง ที่ดำเนินรายการโดยคุณสัญญา คุณากร (รายการนี้ แต่เดิมเคยออกอากาศทุกวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 22:15-24:00 น. ทางช่อง 9 แต่ภายหลังออกอากาศแค่วันพุธ) ที่ยกตัวอย่างรายการนี้ เนื่องจาก เป็นรายการวาไรตี้-บันเทิง ที่บอกเล่าความเป็นไปของสังคมอย่างทันเหตุการณ์ ทุก ๆ ด้าน ทั้งการเมือง การศึกษา จิตวิทยา สังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ โดยมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นเด่น ๆ ในสังคม ให้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในรายการ ทำให้รายการนี้มีทั้งข่าวและสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม อีกทั้งบุคลิกของผู้ดำเนินรายการก็ทำให้รูปแบบรายการไม่ตึงเครียดหรือจริงจังจนเกินไปด้วย ซึ่งทำให้รายการนี้เหมาะกับผู้ชมทุก ๆ ระดับ ทั้งคนที่มีการศึกษาสูงหรือคนทั่ว ๆ ไป ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาที่รายการนี้นำเสนอได้เช่นเดียวกัน (แต่น่าเสียดายที่รายการนี้ออกอากาศค่อนข้างดึก) หากมองกันให้ลึก ๆ ก็จะพบว่า จริง ๆ แล้ว รายการลักษณะนี้ มีอยู่หลายรายการ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นรายการที่ผู้ดำเนินรายการไม่เป็นกลาง สำหรับคุณสัญญา คุณากร นั้น เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จากที่ดูรายการนี้ จะพบว่า หากผู้ร่วมรายการได้มีการพูดพาดพิงหรือเอนเอียงไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คุณสัญญาก็จะพูดสรุปย้ำอีกครั้งให้ผู้ชมได้ทราบว่านั่นเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมรู้เท่าทันในสิ่งที่นำเสนอออกไป รายการแบบนี้จึงถือเป็นรายการที่ทำหน้าที่เสนอความจริงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดีมาก แล้วก็ยังตระหนักอีกด้วยว่าตนเองกำลังมีส่วนร่วมในการยกระดับการศึกษาของพลเมืองในชาติให้ดีขึ้น  (แืืทรกนิด แต่ก่อนเราชอบดูรายการนี้มากเลยค่ะ แต่เดี๋ยวนี้พอเหลือวันเดียว เราไม่ได้ดูเลย เพราะมันไปชนกับรายการอะไรไม่ทราบ บ้านเรามีทีวีเครื่องเดียว เราจึงอดดูค่ะ)

.

เสรีภาพ หมายถึง “สภาพการณ์ที่บุคคลมีอิสระในการที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความประสงค์ของตน” เสรีภาพของสื่อมวลชนจึงหมายถึง การที่สื่อมวลชนมีอิสระที่จะนำเสนอข่าวสารข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้สังคมได้รับรู้ ดังนั้นถ้าหากสังคมใด ปล่อยให้ฝ่ายปกครองมากะเกณฑ์ได้ว่า “สิ่งใดควรเผยแพร่ สิ่งใดห้ามเผยแพร่ หรือต้องเผยแพร่แต่ด้านดี ปกปิดด้านชั่วร้ายของฝ่ายปกครอง” เหล่านี้ คือ การทำให้สื่อมวลชนขาดเสรี สื่อมวลชนในสังคมนี้ ก็จะมีแต่สื่อมวลชนเลวอย่างเดียว เพราะผู้คนในสังคมไม่มีทางได้รับรู้ความเป็นไปที่แท้จริงของสังคมเลย สังคมนั้นย่อมเสื่อมถอยลงอย่างแน่นอน

สาเหตุที่ทำให้สื่อมวลชนยอมจำนนต่อสภาพการณ์เช่นนั้น โดยไม่ต่อสู้เพื่อประโยชน์ของมวลชนในชาติ ก็เพราะ “เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว” เช่น การถูกว่าจ้างจากผู้มีอำนาจให้บิดเบือนข่าวสาร โดยอาจมีเงื่อนไขว่าถ้าสื่อมวลชนยอมทำตามนี้ ก็จะมีเงินใช้ จะได้รับเงินสนับสนุนหน่วยงานตลอดไป แต่หากไม่ทำให้ ก็อาจจะเดือดร้อน เช่นนักข่าวที่ไม่ทำตามนี้ก็อาจถูกไล่ออกจากงาน หรือถูกคุกคามจากผู้อิทธิพล ถูกทำร้ายร่างกาย หรือแม้กระทั่งถูกฆ่าตายเลยก็เป็นได้ เหล่านี้เป็นต้น จึงทำให้สื่อมวลชนต้องยอมจำนนต่อสภาพการณ์เช่นนั้น ทั้งที่ความเป็นจริงก็อาจจะไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ด้วยความที่เป็นห่วงตัวเองและครอบครัวของตนมากกว่าสังคม จึงต้องยอมเลือกที่จะขาดเสรีภาพในการนำเสนอข่าวแทน

สังคมที่มีสื่อมวลชนที่เป็นทาสของฝ่ายการเมือง จะทำให้เกิดผลต่อผู้คนในสังคมและสังคมโดยรวม ดังนี้
1. ทำให้เกิดการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง เช่น การทำให้ผู้คนหลงเชื่อว่าฝ่ายการเมืองบริหารบ้านเมืองได้ดี ทำแต่สิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง
2. ลดและเบี่ยงเบนความสนใจทางการเมือง เช่น การไม่นำเสนอข่าวการเมือง แต่กลับไปเสนอข่าวอื่นหรือให้ความสำคัญกับข่าวอื่น เช่น ข่าวบันเทิงแนวซุบซิบดารา ข่าวแปลก ๆ เหล่านี้ ก็จะทำให้ประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับการเมืองเนื่องจากไม่ได้รับทราบ ไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น ว่ามีข่าวการเมืองประเด็นใดที่น่าสนใจเผยแพร่ออกมาเลย
3. ส่งเสริมลัทธิอำนาจนิยม ทำให้สังคมโดยรวมตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล สื่อมวลชนกลายเป็นเพียงเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนนโยบายของฝ่ายการเมืองที่กำลังทรงอำนาจ โดยทำหน้าที่รับใช้และไม่บ่อนทำลายฝ่ายการเมือง
ถ้าหากฝ่ายการเมืองเป็นฝ่ายที่ดี การที่สื่อมวลชนเป็นทาสของฝ่ายการเมืองเช่นนี้ ก็อาจจะช่วยให้ปกครองสังคมได้ง่ายขึ้นเพราะฝ่ายการเมืองสามารถทำงานได้สะดวกมากขึ้น แต่เพราะในความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายการเมืองไม่ได้มีแต่คนดี และก็มีให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง ที่ฝ่ายการเมืองไม่ได้บริหารประเทศเพื่อส่วนรวม แต่บริหารประเทศเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้าสื่อมวลชนยังตกเป็นทาสของฝ่ายการเมืองอีก สังคมนั้นจะต้องล่มสลายไปในไม่ช้าอย่างแน่นอน

.

ถ้าหากว่ามีผู้ใดที่ดูถูกโทรทัศน์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็อาจจะไปชี้นำผู้อื่นให้เลิกดูโทรทัศน์ โดยให้เหตุผลว่า โทรทัศน์หรืออิทธิพลของโทรทัศน์เป็นตัวทำลายวัฒนธรรม เช่น มีแต่การนำเข้าวัฒนธรรมของต่างประเทศ หรือเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อให้ซื้อสินค้า เช่น การโฆษณาแฝงในรายการต่าง ๆ

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว โทรทัศน์ เป็นเพียงช่องทางในการสื่อสาร (การสื่อสารทางเดียว) ช่องทางหนึ่งเท่านั้น

ตัวโทรทัศน์เอง ไม่ได้ดีหรือเลวแต่อย่างใด

อิทธิพลของโทรทัศน์จะส่งผลต่อผู้ชมมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของผู้ชม
ถ้าหากผู้ชมท่านใดมีความรู้และประสบการณ์ในการรู้เท่าทันสื่อ กล่าวคือ รู้ว่าสิ่งใดคือความรู้ สิ่งใดคือความบันเทิง สิ่งใดคือการโฆษณาชวนเชื่อ ผู้ชมท่านนั้นก็จะรู้ความเป็นไปในสังคม ซึ่งถือเป็นประโยชน์จากการดูโทรทัศน์ แต่หากผู้ชมท่านใดเป็นกลุ่มที่มีความรู้น้อย และไม่มีประสบการณ์ในการรู้เท่าทันสื่อ ก็อาจจะถูกชักจูงไปตามสื่อ จนหลงลืมวัฒนธรรมอันดีงาม หรืออาจจะหลงเชื่อคำโฆษณาจนกลายเป็นพวกบริโภคไปเลยก็ได้

ดังนั้น สิ่งที่สังคมควรจะให้ความสนใจหรือเป็นห่วงมากกว่าการไปกล่าวโทษที่ตัวสื่อใดสื่อหนึ่ง เช่น โทรทัศน์ ก็คือ การจะทำอย่างไร ให้ผู้ชมรายการโทรทัศน์ได้รู้เท่าทันสื่อ เช่น รู้ว่าสื่อลักษณะใดคือการให้ความรู้ สื่อลักษณะใดคือการให้ความบันเทิง สื่อลักษณะใดคือการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อที่จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการชมรายการโทรทัศน์อย่างเต็มที่ และไม่หลงไปเชื่อในผลกระทบหรือผลจากบทบาทหน้าที่แอบแฝงและล้มเหลวของสื่อมวลชน

ละครซีรีย์เกาหลี เรื่อง แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง เป็นตัวอย่างรายการโทรทัศน์ ที่หยิบยกมาอธิบายเรื่องนี้ได้ดีมาก เนื่องจากละครซีรีย์เรื่องนี้ เป็นละครซีรีย์จากประเทศเกาหลี เรื่องแรก ๆ ที่ประเทศไทยนำเข้ามาเผยแพร่ เรื่องนี้ส่งผลต่าง ๆ ต่อผู้ชมชาวไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีเนื้อหาสนุก ชวนติดตาม และรูปแบบการนำเสนอที่แปลกใหม่ เพราะเป็นละครที่สร้างมาจากเรื่องจริงของประวัติศาสตร์เกาหลีในสมัยราชวงศ์โชซอน ยุคที่เกาหลีปกครองด้วยกฎเกณฑ์ที่ให้ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าผู้หญิง แต่แดจังกึมก็สามารถเป็นแพทย์ผู้หญิงคนแรกของเกาหลี เรื่องย่อมีอยู่ว่า จังกึม สูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็ก แต่โชคดีที่มีโอกาสเข้าไปศึกษาการปรุงอาหารในพระราชสำนัก จนกลายเป็นแม่ครัวมือหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากเชื้อพระวงศ์ แต่ต่อมา เธอถูกใส่ร้ายว่าวางยาพิษกษัตริย์จุงจง จึงถูกขับไล่ออกจากวัง ภายหลังเธอได้ศึกษาวิชาแพทย์ และสามารถกลับมารักษาพระองค์ได้ในที่สุด เธอได้ใช้สติปัญญาต่อสู้กับศัตรูที่มีอยู่มากมายในพระราชสำนัก เพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานที่เท่าเทียมกันทางสังคม ซึ่งในประวัติศาสตร์ของเกาหลี ไม่เคยมีสตรีผู้ใดทำได้เช่นเธอ

เนื่องจากเนื้อหาของเรื่องนี้ มีความเข้มข้นชวนติดตาม และจุดที่ถือเป็นบทบาทหน้าที่แอบแฝงของสื่อนี้ คือ อาหารเกาหลี เพราะละครเรื่องนี้ มีการนำเสนอขั้นตอนการทำอาหารเกาหลีด้วย จึงส่งผลให้ผู้ชมละครเรื่องนี้หันไปนิยมชมชอบอาหารเกาหลี เกิดร้านอาหารเกาหลีเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีผู้คนหันไปเรียนทำอาหารเกาหลี และนอกจากนี้ ภาพวิวสวยงามที่ปรากฏเป็นฉากในละคร ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ หากมองในแง่ร้ายก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าใจไปได้ว่า ละครเรื่องนี้ ทำลายความนิยมชมชอบในวัฒนธรรมไทย (เพราะทำให้คนหันไปนิยมชมชอบวัฒนธรรมเกาหลีเพิ่มขึ้น) แต่หากมองในอีกด้านหนึ่ง จะพบว่า ละครเรื่องนี้ สอนให้คนเรารู้จักต่อสู้ แม้จะถูกใส่ร้ายป้ายสีก็ต้องอดทนและพยายามพิสูจน์ตนเอง ต้องทำความจริงให้ปรากฏ และชี้ให้เห็นว่า คนคนหนึ่งมีความสามารถได้มากมาย (จังกึมสามารถเป็นได้ทั้งแม่ครัวมือหนึ่ง และแพทย์หญิงมือหนึ่ง) เป็นการบอกให้ผู้ชมรู้ว่า ถ้าหากตั้งใจทำอะไรจริง ๆ ก็จะต้องพบความสำเร็จได้ในสักวันเหมือนที่จังกึมได้ทำสำเร็จมาแล้ว ซึ่งถ้าหากผู้ชมเข้าใจในจุดนี้ได้ ก็จะทำให้สื่อนี้ ไม่เป็นแค่สื่อบันเทิง หรือสื่อโฆษณาแฝง หากแต่เป็นสื่อที่ให้การศึกษา (ให้ความรู้เรื่องอาหาร เรื่องการรักษาโรค) และเป็นสื่อที่ทำหน้าที่ทางจิตวิทยาสังคม คือ ให้ในเรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจ (ได้เห็นภาพอาหาร ภาพวิวทิวทัศน์สวย ๆ  งาม ๆ) และให้ในด้านจิตบำบัด กล่าวคือ หากผู้ชมละคร กำลังท้อแท้ผิดหวัง เช่น ถูกใส่ร้ายป้ายสี ทำดี-ไม่ได้ดี เศร้าโศกจากเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน พอได้มาชมละครเรื่องนี้ ได้เห็นจังกึมถูกใส่ร้าย เจอมรสุมชีวิตมากมายและหนักหนากว่า ก็อาจจะทำให้ผู้ชมลืมความทุกข์ของตัวเอง และกลับกลายเป็นมีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตต่อไปได้อีกด้วย

นอกจากนี้ หากผู้ผลิตละครไทย ได้ลองศึกษาในเรื่อง “รูปแบบการนำเสนอ” จากละครเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วนำมาปรับประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ (ไม่ใช่การเลียนแบบ เช่นที่นิยมทำในปัจจุบัน อันได้แก่ การสร้างภาพลักษณ์ให้นักร้อง นักแสดง ทำเสื้อผ้าหน้าผมให้เหมือนคนเกาหลี แบบนี้ถือว่าไม่ใช่การปรับประยุกต์แต่เป็นแค่การลอกมาเท่านั้น) หากปรับประยุกต์ได้ดีและน่าสนใจ ประเทศไทย ก็จะสามารถใช้สื่อโทรทัศน์ในบทบาทด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยได้เช่นเดียวกับที่เกาหลีเคยทำสำเร็จมาแล้วจากเรื่อง แดจังกึม

โทรทัศน์นั้นถือเป็นสื่อที่เปิดโลกทัศน์ หากไปดูถูกโทรทัศน์ว่ามีแต่สิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรดู ก็เท่ากับเป็นการปิดหูปิดตาไม่รับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เราทุกคนจึงควรเปิดหูเปิดตาดูโทรทัศน์ แต่ต้องดูอย่างรู้เท่าทัน เพื่อจะได้เข้าใจความเป็นไปของโลก และจะได้สามารถติดตามเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย

.

Cyberspace คือ อาณาบริเวณของโลก ที่พลเมืองเน็ต (Netizen) หรือผู้ใช้อินเทอร์เน็ต สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ในปัจจุบันไซเบอร์สเปชครอบคลุมทุกประเทศในทุกทวีป หรือสรุปให้สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ เป็นยุคที่มีการสื่อสารผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต นั่นเอง ปัจจุบันนี้ คงไม่มีสื่อใดที่จะเปิดกว้างได้มากเท่ากับสื่ออินเทอร์เน็ตอีกแล้ว เพราะทุก ๆ คน ที่สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ ก็มีสิทธิ์ที่จะนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ หรือสร้างบทบาทด้านสื่อมวลชนให้กับตนเองได้ ดังเช่นที่มีเว็บล็อกหรือเว็บไซต์ที่เสนอเรื่องราวข่าวสารในสังคม เกิดขึ้นมากมายเป็นร้อยเป็นพันเว็บไซต์ภายในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งสื่อในไซเบอร์สเปชนี้แตกต่างจากสื่อเดิม ๆ เช่น สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีต้นทุนการผลิตสูงเกินกว่าคนธรรมดาจะเป็นเจ้าของได้ และข้อดีอีกประการของสื่อนี้คือสามารถให้บริการได้ครอบคลุมทุกประเทศในทุกทวีป ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม หากมีอินเทอร์เน็ตใช้ ก็สามารถเข้าถึงข่าวสารได้เช่นเดียวกันหมด ส่งผลให้สื่อมวลชนสามารถแสดงอีกบทบาทหนึ่ง นั่นคือบทบาทหน้าที่ในฐานะผู้เฝ้ามองสังคมและมองโลกอย่างเอาใจใส่ เพื่อถ่ายทอดอธิบายเรื่องราวหรือเบื้องหลังเหตุการณ์ ที่เป็นการครอบงำทางการศึกษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง จากนโยบายทางการเมือง ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

ยกตัวอย่างสื่อที่มีบทบาทนี้ จริง ๆ มีหลายแหล่งที่อยากนำมายกตัวอย่าง แต่โจทย์ให้ยก 1 ตัวอย่าง จึงเลือกยกตัวอย่าง เว็บไซต์ท้องถิ่นสนทนา (http://www.localtalk2004.com/) เพราะมีความโดดเด่นและชัดเจนในเรื่องนี้มาก ๆ เริ่มตั้งแต่คำกล่าวของบรรณาธิการเว็บไซต์นี้ ที่กล่าวว่าเว็บไซต์นี้ เป็นความพยายามของคนทำงานสื่อทางเลือกภาคเหนือ ที่ต้องการเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างคนในท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น เพราะตระหนักดีว่า การสื่อสารระหว่างกันมีความสำคัญยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ ยิ่งขบวนการสื่อสารมวลชนถูกครอบงำจากกลุ่มผู้มีอำนาจเหนือกว่าทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม โอกาสที่คนตัวเล็ก ๆ จะเข้าถึงสื่อมวลชนกระแสหลัก (หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์) ก็จะยิ่งน้อยลงทุกที ยิ่งพื้นที่สื่อที่ควรจะเป็นพื้นที่สาธารณะหดแคบลงสำหรับคนเพียงไม่กี่กลุ่ม สื่อทางเลือกก็จะยิ่งผุดโผล่ขึ้นมามากขึ้น และโลคัลทอล์ค ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตามธรรมชาติของสิ่งที่ถูกกดทับ โดยหวังว่าข้อมูลข่าวสารทั้งที่มาจากเครือข่ายในท้องถิ่นและในระดับสากล จะถูกส่งผ่านไปยังประชาชนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่า “ข้อมูลข่าวสารคืออำนาจ“

เนื้อหาที่เว็บไซต์นี้กล่าวถึง จะเป็นเรื่องที่ไม่อาจพบเห็น (หรือพบเห็นได้น้อย) จากสื่อโทรทัศน์วิทยุหรือสื่อสิ่งพิมพ์ อาจเนื่องมาจากว่าสื่อเหล่านั้นถูกรัฐแทรกแซงได้ง่ายกว่าหรืออาจเพราะว่าเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ แต่ด้วยความที่ทางผู้จัดทำเว็บไซต์ได้เล็งเห็นว่าท้องถิ่นควรได้รับทราบความเป็นไปของสังคม จึงได้รวบรวมบทความต่าง ๆ ซึ่งมีหัวข้อ ดังนี้ (ไปหาอ่านเอง ก๊าก…)

ตัวอย่างชื่อบทความในหัวข้อ “รู้ทันนโยบาย” เช่น ปฏิรูปการเมือง สังคม ต้องไม่ลืมสวัสดิการคนจน, ต่างชาติได้ประโยชน์เหมืองโปแตซ คนท้องถิ่นได้อะไร ?, เชียงแสน เศรษฐกิจล่มจากเอฟทีเอไทย-จีน เป็นต้น และตัวอย่างบทความในหัวข้อ “ข่าวไม่เป็นข่าว” เช่น นักวิชาการสื่อสารมวลชน ชี้สื่อต้องเปิดพื้นที่สาธารณะแก้วิกฤติการเมือง, วิกฤตน้ำโขงท่วม ย้ำเหตุมาจากจีนเปิดเขื่อน, จับตากระทรวงพาณิชย์สมคบบริษัทยาล้ม ‘ซีแอล’ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับชีวิตประชาชนส่วนใหญ่ แต่กลับไม่มีการรายงานให้ประชาชนทราบทางสื่อโทรทัศน์ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของรัฐบาล แต่อย่างน้อย ๆ ประชาชนที่ติดตามอ่านบทความเว็บไซต์นี้ก็จะรู้เท่าทันรัฐบาลได้อีกขั้นหนึ่ง

หากมีเว็บไซต์หรือสื่อในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น และมีสื่อมวลชนที่เอาใจใส่สังคม พยายามถ่ายทอดอธิบายเรื่องราวหรือเบื้องหลังเหตุการณ์ที่แฝงอยู่ในนโยบายทางการเมืองกันให้มากขึ้น ก็จะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย และผลักดันให้รัฐบาลและนักการเมืองมีจริยธรรมทางการเมืองได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งนี่ถือบทบาทหน้าที่ที่สำคัญและมีคุณค่าอย่างยิ่งของสื่อมวลชน สุดท้ายนี้ ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลคงจะไม่ปิดกั้นข่าวสารด้วยการบล็อกเว็บไซต์

ขออภัยจัดหน้าไม่ไหว ไม่ชอบเวิร์ดเพรสก็ตรงนี้แหละ มันปรับขนาดตัวอักษรยากอ่ะ ขี้เกียจเขียนโค้ด หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ยังไงถ้าสนใจ อย่าลืมไปหาสองเล่มนั้นมาอ่าน

ฝากข้อคิดก่อนจากกันวันนี้ “หนังสือจะสภาพเก่าแค่ไหน ไม่สำคัญหรอก หากคุณดูแล้วว่าเนื้อหาของมันมีค่ากับตัวคุณ ก็จงอ่านมันเข้าไปเถอะ ไม่เชยหรอก ดีกว่าอ่านหนังสือสภาพใหม่ ๆ แต่ไปลอกความคิดของหนังสือเก่า ๆ มา” (ฝากเอง ไม่มีอ้างอิงจากเรื่องใด – เบื่อเวลาได้ยินคนบ่นว่าหนังสือเก๊าเก่า ก๊าก…)

Advertisements