จิตวิทยา

เกริ่นไปแล้วว่าจะเขียน
เกริ่นที่นี่

เราจะเล่าเรื่องที่ ๑ กับเรื่องที่ ๓ (เรื่องที่ ๒ ยังไม่ต้องการเล่า)

ควบสองเรื่องนี้ไว้ด้วยกันได้ ก็เพราะว่า มีความเป็นจิตวิทยาอยู่

ก่อนอื่นเราขอให้ทุกท่านดูหนังสือจิตวิทยาที่เรามีในบ้านก่อน (นี่คือที่เป็นวิชาการ ที่ไม่เป็นวิชาการมีอีกเป็นเข่ง พวกทาย ๆ ก็มาก พอดีเราเคยอยากเป็นนักจิตวิทยาตอนสักปี ๒๕๔๓ แต่อะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ ที่ทำให้เราเอนมาทางนี้แทน ก๊าก… ชีวิตผกผัน)

แนะนำให้ไปหาหนังสือจิตวิทยามาอ่าน
แม้คุณจะไม่ได้อยากเป็นนักจิตวิทยาก็ตาม

เราต้องการให้คุณรู้ เข้าใจ เพื่อจะได้หาทางปรับสมดุลเข้าหากัน และให้ความสัมพันธ์ต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นอย่างมีความพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป (ไม่ใช่เอาจิตวิทยาไปใช้เพื่อครอบงำใคร ถ้าคิดงี้ อย่าทำเลย ยิ่งถ้าหากคนคนนั้นทราบว่าคุณกำลังใช้หลักจิตวิทยากับเขาอยู่ ถ้าเขารู้สึกไม่เห็นด้วย เราเชื่อว่านอกจากหลักจิตวิทยามันจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว มันก็อาจจะกลับมาทำร้ายจิตใจคุณ ให้รู้สึกแย่มากกว่าเดิมอีกด้วย – ข้อสังเกต นักจิตวิทยา มักไม่ค่อยเข้าใจมนุษย์คนอื่น ๆ เลย อันนี้เราเห็นมาเอง แต่ไม่ใช่ทุกคน แค่บางคน ก๊าก… สงสัยรู้มากเกินไป เลยอีโก้จัด)

เรื่องที่จะเล่ายาวมาก ถ้าขี้เกียจอ่าน ปิดไป หนังสือมีห้าเล่ม ไปหาอ่านเอง

เหตุที่เราต้องไปหาหนังสือจิตวิทยามาแนะนำให้ทุกท่านลองอ่าน

ก็เนื่องมาจากเรื่อง ๆ หนึ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ (ที่เกริ่นไว้ อันที่ ๑. นะ) นั่นคือ การที่เราไปขี่จักรยานเล่นหน้าบ้าน วนไปวนมา วนมาวนไป อาทิตย์ละสองสามวัน แล้วแต่อารมณ์ (แม่เพิ่งซื้อจักรยานให้เมื่อสองเดือนที่แล้ว เพราะว่าเอซังไปขอยืมน้องในซอย แม่เลยซื้อให้เอ เราเลยได้อานิสงค์ด้วย ก๊าก…)

เรื่องนี้ต้องเท้าความก่อนว่า น้อง ๆ (เด็กอนุบาลประถมมัธยม) ในซอยจะไม่ค่อยรู้จักเรานัก เนื่องจากเราเป็นอีป้าปีศาจร้ายในสายตาเด็ก ๆ แต่เราก็ยินดีให้เป็นเช่นนั้น เพราะว่า มันทำให้เราสามารถดุเด็กให้กลัวได้ โดยไม่ต้องห่วงว่าภาพลักษณ์การเป็นนางฟ้าจะถูกทำลาย (เพราะไม่ได้เป็นนางฟ้า ที่ผ่านมาก็เป็นนางยักษ์อยู่แล้ว กร๊าก…) ตย.ก็เช่น บ้านเรามีแมว มีชิงช้า น้อง ๆ จะพยายามเข้าบ้านเรา (แบบเผลอไม่ได้ เผลอจะวิ่งเข้า ๆ จนต้องล็อกประตูรั้วตลอด) บางทีเผลอเปิดไว้ เด็ก ๆ ก็ถือวิสาสะเปิดเข้ามาวิ่งเล่นในรั้วบ้านเราเลย เอเอาไม่อยู่แล้ว เพราะคุ้นเคยกัน เด็กจึงไม่กลัวเอ (ที่เด็ก ๆ คุ้นเคยกับเอ เพราะว่าเอออกไปใส่บาตร แล้วไปทักทายน้อง ๆ บ่อยกว่าเรา เอชอบทักทายพ่อแม่น้อง ๆ ด้วย ในขณะที่เราจะไม่ทำ เพราะเราขี้เกียจ คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเราเป็นคนไม่ค่อยพูด เป็นคนเรียบร้อยแต่ดุโคตร) พอเอห้ามไม่ได้ ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นหน้าบ้านเรา แมวโวยวาย เด็กโวยวาย เอโวยวาย แต่เพียงแค่การปรากฏตัวของเรา แล้วพูดว่า “เฮ้ย เข้ามาเล่นของพี่ทำไม เดี๋ยวตีเลย” แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ สงบเหมือนเดิม (เด็กออกไปหมดเลย)

กร๊าก…

เราโอเคนะ กับการที่เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ที่แม้ต้องแลกกับการที่น้อง ๆ ไม่ค่อยรักเรา ไม่รู้จักชื่อเรา หรือเกลียดขี้หน้าเรา (ที่มาดุ มาไล่กลับบ้าน) เรายอมว่ะ (เด็กไม่รักก็ช่าง ไม่เดือดร้อนว่ะ) ในทางกลับกัน ถ้าหากสถานการณ์ไหนเอดุใคร เราก็จะใจดีแทน เราคิดว่าหน้าที่ของทุกคนคือการพยายามปรับสมดุลให้มันมีความพอดี ดูตามเรื่องนี้นะ ถ้าหากเด็ก ๆ ไม่กลัวใครเลย บ้านเราคงวุ่นวายมาก ๆ อ่ะ (ไม่ได้ว่าเด็กไม่ดีนะ แต่หมายถึงว่า อย่างน้อยควรจะมีอะไรสักอย่าง “เช่น ในที่นี้คือ เรา” ที่ทำให้เด็กหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ ก่อนที่จะวุ่นวายกันไปมากกว่านี้ ลองคิดดิ ถ้าเราห้ามน้อง ๆ ไม่ได้ น้อง ๆ เหล่านี้ (ที่บางวันก็มีจำนวนเกือบสิบคน) อาจจะใช้ความที่มีกันเยอะ วิ่งเล่นตะลุยสวนผักบ้านเราเพื่อไล่จับแมว หรือขึ้นไปนั่งชิงช้าเราทีละหลายคนจนเชือกขาดตกมาหัวล้างข้างแตก ใครจะรับผิดชอบ ใช่ป่ะ มันเดือดร้อนอ่ะ)

เราจึงเป็นอีป้าแก่เสมอมา เพราะว่ายังไงเอเขาก็ไม่ค่อยดุว่ะ เราดุเหมือนหมา มันก็โอเคแล้ว

แต่เรื่องที่จะเล่ามันกลายเป็นกลับตาลปัด

จริง ๆ ก็หลายหนแล้วแหละที่น้องผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึง (น่าจะสามสี่ขวบ ไม่แน่ใจอายุ ขอไม่บอกชื่อ เห็นกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว) ชอบมาขอซ้อนจักรยานเรา ทั้งที่แต่ก่อน น้องคนนี้ก็กลัวเรานะ (เหมือนเด็กทุกคน) แรก ๆ น้องก็เรียกเราว่าพี่เอตลอด (เราก็บอกทุกครั้งว่า ไม่ได้ชื่อเอ พี่ชื่อพี่แอม) น้องมันก็จำไม่ได้สักที (และเราก็ไม่ได้เล่นบทนางฟ้าเลยนะ บุคลิกยังเหมือนปีศาจเหมือนเดิมแหละ) แต่น้องมันก็มาซ้อนจักรยานทุกทีที่เห็น เราก็ขี่วนไปวนมาแค่ในซอย ไม่รู้น้องมันไม่เบื่อหรือยังไง หลัง ๆ เริ่มคุ้นมาก เริ่มเปิดเสื้อเรา (เฮ้ย! โชคดีเราใส่เสื้อทับ และพอดีวันนั้น น้องมันถามเรื่องผดที่คอของเอ เราสังเกตว่าเด็กเล็ก ๆ หรือคนผิวเกลี้ยง ๆ มักจะกลัวคนที่เป็นผดผื่นสิวฝ้า กลัวว่าเป็นโรคติดต่อ มันดูน่ารังเกียจ เราเลยขู่ว่า “ถ้าเปิดเสื้อพี่จะเจอผดแบบที่คอพี่เอนะ เดี๋ยวติดนะ” น้องมันเลยเลิกเปิดเสื้อเรา) ต่อจากเปิดเสื้อเริ่มเป็นกอดแน่นมากเหมือนปานจะกลืนกิน (เด็กกอดก็โอเคนะ ไม่ซีเรียสอะไร แต่เราหายใจไม่ออกว่ะ) แล้วก็เริ่มเอาเสื้อเราไปเช็ดปาก (เอ่อ ฮือ… เสื้อเราจะยาว ๆ ผ้าเยอะ ๆ เราใส่ทับชุดนอนเวลาออกไปเล่นนอกบ้าน เพราะว่าชุดนอนมันดูไม่เรียบร้อยเวลาอยู่ท่ามกลางสายตาธารกำนัล แต่ใส่เสื้อตัวนี้ซ้ำหลายครั้งเลยนะก่อนซัก ดั้นดันเอาไปเช็ดปาก ไม่รู้ระหว่างเสื้อเรา กับปากน้องที่กินขนมจนเขลอะกับมือน้องที่เล่นหัวหมามา อะไรจะเน่ากว่ากัน) แล้วก็มีจับก้นเรา (เริ่มซีเรียส คิดในใจว่าจับก้นไมฟะ – เราจะรีบบอกน้องเลยว่า “เฮ้ย พี่จั๊กจี้นะ เดี๋ยวก็ขี่รถคว่ำให้ล้มเลือดออกทั้งคู่เลย”) ที่หนักสุดเห็นจะเป็น น้องมันค่อย ๆ กอดสูงขึ้น ๆ เดาได้เลยว่าต้องรู้ว่าเราจะบอกว่าอะไร ใช่แล้ว (คิดอยู่ว่าถ้าเล่าแล้วจะทุเรศป่าววะ ติดเรท) น้องมันจับนมเรา (คราวนี้แหละ เราร้องเลย “เฮ้ย ไมทำงี้อ่ะ”) ป้าเอเห็นพอดี เลยมาดุน้องคนนี้ซะแหลก แม่น้องอีกคน(เป็นญาติน้องคนนี้)ก็ช่วยดุ น้องมันหงอยไปเลย แต่จริง ๆ เราไม่อยากให้ดุ เราแค่ไม่อยากให้ทำ แต่พูดยาก เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาตลอดเวลา เราไม่รู้ว่า ที่น้องเขามีพฤติกรรมแบบนี้ เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นธรรมดา ๆ ตามประสาเด็ก หรือว่าสิ่งแวดล้อม (คนรอบตัว, ละครทีวี) ตั้งแต่ตอนนั้น เราพูดไปแค่ “เฮ้ย ไมทำงี้อ่ะ” ไม่ได้ร่วมดุต่อ แล้วก็ยังขี่จักรยานเล่นกันต่อ แต่เราก็บอกน้องว่า “อย่ามาจับนมพี่ เพราะพี่จั๊กจี้เหมือนตอนจับก้นอ่ะ เดี๋ยวพี่ก็ขี่รถชนหรอก ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลย ถ้าทำอีก พี่จะไม่ขี่ให้น้องนั่งแล้วนะ” น้องมันก็อืม ๆ ก็นึกว่าจะลืม ๆ ไปแล้ว สักพักน้องมันหิวน้ำ เราก็ไปส่งบ้านน้อง (อยู่ปากซอยบ้านเราแค่นั้นแหละ) ตอนลงจากรถน้องมันยังถามอีกว่า “พี่แอมมีนมด้วยเหรอ” (เป็นคุณ คุณจะตอบว่าไง – เรานะ มึนไปเลย ดูมัน มันยังไม่เลิกยุ่งกับนมฉัน!) “น้อง…ชื่อมัน… พี่แอมอายุยี่สิบสี่แล้วนะ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่ทุกคนก็มีนมแหละ เดี๋ยวโตขึ้น น้อง… ก็มีนมเหมือนกัน” แล้วน้องมันก็บอกให้เรารอ เดี๋ยวกินน้ำเสร็จจะมาซ้อนอีก แต่เราอ่ะ เป็นบ้าไปแล้ว เราเลยบอกว่า “ฝนจะตกแล้ว พี่กลับบ้านแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเล่นใหม่” น้องมันเตะจักรยานเราหนึ่งที เราก็จับหัวมันแล้วบอกว่า “เตะจักรยานพี่ทำไม เดี๋ยวมันพัง ก็ไม่มีให้นั่งนะ” น้องมันไม่ตอบ แล้วก็วิ่งหนีไปเลย

แต่เราก็ยังเครียดแดก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกไม่ดี (อย่าหาว่าอะไรเลยนะคะ) เด็กก็จริง แต่ว่าเรากำลังคิดไปถึงตอนเรียนจิตวิทยาไง พวกเรื่องปมออดิปุส ปมอิเล็กตร้า หรือเรื่องแนวที่เด็กเล่นอวัยวะเพศตัวเอง ฯลฯ ว่าถ้ากรณีนี้ เราควรคิดมากหรือคิดน้อย (แปลกนะ สมัยเรียนมัธยม เพื่อน ๆ จะชอบไล่จับนมกัน ไอ้เพื่อนสนิทเราเนี่ยตัวดี ชอบไปจับชาวบ้าน จับหมดผู้ชายผู้หญิง แต่พอมันจับเราก็ทะเลาะกัน เราบอกว่าถ้าทำแบบนี้อีก เราจะไม่ให้ลอกเคมี มันเลยเลิกทำกับเรา แต่ก็เพื่อน ๆ กันไง ก็เลยไม่มีใครคิดอะไรมาก !?) แต่พอเด็กเล็ก ๆ เริ่มถามเรื่องแบบนี้ มันเครียดนะ เพราะเอบอกว่าเอไม่เคยเจอแบบนี้ (ทั้งที่น้องสนิทกับเอมากกว่าเรา) จริง ๆ หลักจิตวิทยาเท่าที่เรียนมา “จะบอกว่าเรื่องลักษณะที่เราเจอนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา เราไม่ควรตำหนิเด็ก หรือสั่งห้าม เพราะเด็กจะฝังใจว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่ารังเกียจ จนทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศได้”

เอาว่า ถ้าใครเลี้ยงลูกแล้วเจออะไรแบบนี้ ก็ “พยายามเบี่ยงเบนประเด็น ให้ลูกไปส่งใจอย่างอื่น เดี๋ยวเด็กก็ลืมแล้วเขา เขาไม่ได้ทุเรศหรือลามกจกเปรดหรอกค่ะ เด็กยังไร้เดียงสาอยู่ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก”

แต่ในทางกลับกัน “หากเด็กถูกคนใกล้ตัว หรือถูกละคร ทำให้เขาเข้าถึงเรื่องเพศก่อนเวลาอันควร อาจทำให้เขามีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ดีขึ้นได้” (ข้อนี้เรากลัว คือ อยากพูดตรง ๆ ว่า เฮ้ย ถ้าน้องเขามาจับนมเราเพราะมีใครไปจับนมเขาก่อน แล้วทำให้เขาเกิดความสงสัยอะไรยังไงเกี่ยวกับนมขึ้นมา สับสนว่ะ คือเราบอกตรง ๆ ว่าเราหลอนนะ หลอนเลยอ่ะ บอกไม่ถูก ตั้งแต่วันนั้น เราไม่ได้ออกไปขี่จักรยานเลย ห้าวันและ ยังสงสัยและไม่สบายใจ)

พอดีเราขอเทียบอีกเหตุการณ์ให้ฟัง
ตอนนั้น เรากับเพื่อน ๆ รวมเก้าคน เล่นบอลลูน (ให้จินตนาการเองว่าเด็กแค่ไหน) ในที่นี้มีเพื่อนผู้ชายมาเล่นด้วยหนึ่งคน แต่แล้วอยู่ดี ๆ เพื่อนของเราคนนึงก็ขอเลิกเล่น แล้วก็ออกไปห้องน้ำ เพื่อนผู้ชายมันเดินมาบอกพวกเราว่า ตะกี้มันจับนมเพื่อนผู้หญิงคนที่เดินไปห้องน้ำ มันอ้างว่า “บังเอิญมือไปโดนวะ ไม่ได้ตั้งใจเลยนะ แต่นมนิ๊มนิ่มว่ะ” เพื่อนเราบางคนรีบไปดูเพื่อนที่ห้องน้ำ ส่วนพวกเราซึ่งมีเราอยู่ ยืนด่าไอ้เพื่อนผู้ชายว่า “หยุดพูดเถอะแก ทุเรศจริง ๆ เลย” เราไม่รู้หรอกว่าเพื่อนที่โดนจับนม มันไปห้องน้ำทำไม (ร้องไห้ หรือจริง ๆ มันไม่ได้คิดอะไร แค่ไปห้องน้ำ) แต่ที่เรารู้ทุกวันนี้คือ เพื่อนเราคนนี้เป็น “ทอม” และรักดี้ ทั้งที่ไม่เคยมีแฟนเป็นผู้ชายเลย (เป็นตั้งแต่หลังจากเหตุการณ์นั้นไม่นาน) ไม่เคยมีข่าวว่าอกหักอะไร อันนี้ยืนยันได้จากเพื่อนที่บ้านใกล้กัน คือมันเห็นกันตลอด (แทบจะตลอดเวลา)

เราจึงตั้งข้อสงสัยว่า บางที คนที่เป็นทอม อาจจะเพราะรังเกียจผู้ชาย เนื่องจากเขาเคยถูกผู้ชายกระทำ อะไรบางอย่าง ที่สะเทือนใจมากจนไม่อยากจะรักผู้ชาย

ไม่รู้เราคิดมากไปหรือเปล่า

แต่มันก็น่าคิดนะ

ไอ้เพื่อนผู้ชายคนนั้น นอกจากไม่หล่อ (เรียกว่าขี้เหร่ได้เต็มปากเต็มคำ คิดดูเหอะ คนที่มีสเปกแปลก ๆ แบบเรา ยังพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “มันขี้เหร่” แปลว่ามันต้องสุด ๆ ไปเลยจริง ๆ) ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่รวย แล้วยังอุบาทว์อีก เราเคยเจอมันล่าสุดตอนเรียน มหาวิทยาลัย (แต่มันเรียนปวส) เจอในรถเมล์ เราก็ทักทายปกติ “ดีแก สบายดีป่าววะ” อะไรทั่วไป อยู่ดี ๆ มันก็เอามือมาลูบหัวเรา (ควายแล้วมึง เล่นของสูงนะเนี่ย) เรามีปฏิกิริยาโดยการโวยใส่มันเลยว่า “เฮ้ย บังอาจนะ เล่นหัวฉันเนี่ย” แล้วเราก็รีบเดินไปใกล้ประตู โชคดี รถเมล์ยางแตกเลย (เจ๋งแค่ไหน แรงอาฆาตเราทำรถยางแตกเลยเหรอ ไม่นะ ล้อเล่น ยางมันคงจะแตกอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับเราหรอก เอามาเล่าให้ฟังฮา ๆ ก๊าก… ตอนนั้นเราก็งงว่ายางแตกได้ไง) เรากับพี่เรา ลงรถแล้วรีบไปคันอื่นเลย แบบว่า ผู้ชายแบบนี้ เลวว่ะ เรียกว่าไรวะ อ๋อ “ฉวยโอกาส”

เราไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ มันเป็นอะไรยังไง

สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ คุณผู้ชายทั้งหลาย ควรจะให้เกียรติผู้หญิงมาก ๆ คืออย่างน้อย ๆ ก็ให้เกียรติในฐานะที่พวกเธอเป็นเพศเดียวกับแม่ของคุณ หากคิดได้แบบนี้ก็ยังดีนะคะ “อย่าได้เอาเปรียบกันนักเลย” (หรือต้องรอให้ชาติหน้ากลับมาเกิดเป็นผู้หญิงแล้วถูกเอาเปรียบคืนบ้าง – ถึงจะเข้าใจ)

(ปล. จริง ๆ เรายังเครียดอยู่ แบบว่า เรากลัวน้องที่ซ้อนเราจะไปเล่าให้ที่บ้านมันฟังว่ามันจับนมเรา | ไม่ต้องอิจฉาน้องมันนะ จริง ๆ ก็เหมือนน้องมันจับกระดานโต้คลื่นแหละค่ะ ก๊าก!| แต่เราก็ยังรู้สึกไม่ดีอ่ะค่ะ รู้สึกแย่ เพราะเราไม่รู้นะว่าพื้นฐานของคนในครอบครัวของน้องจะมีความคิด “มีการศึกษา” แค่ไหน ภาวนาขอให้น้องมันแค่สงสัยตามประสาเด็กเฉย ๆ นะ อย่าให้หลอนแบบที่เราคิดเลย – อย่าลืมว่าเรารู้ข้อมูลของน้องเขามากกว่าคุณผู้อ่าน เพียงแต่เราไม่จำเป็นต้องเล่า อย่าว่าเราคิดมากเลยค่ะ เพราะไม่มีใครมาปกป้องเราได้ตลอดเวลา เราจึงต้องระวังตัวเอง ที่สำคัญที่สุดคือ ขอร้องนะคะ “คุณผู้ชายทั้งหลาย อย่าเอาเปรียบผู้หญิงกันนักเลยค่ะ”)

เข้าใจแค่ไหน ไม่รู้

….
ต่อด้วย จิตวิทยาอีกเรื่อง คือ ความรัก
(อ่านความรักในแง่จิตวิทยาได้ เราถ่ายรูปหน้านั้นมาด้วย มาจากหนังสือจิตวิทยาในชีวิตประจำวัน)
อ่านดูแล้วจะรู้ว่า ความรัก คืออะไร

แต่ที่จะพูดอีกคือที่เกริ่นไว้ใน hi5 เป็นข้อ ๓.
คงไม่เท้าความ อยากรู้ไปอ่านที่ hi5 เอง มันจะต่อไปที่ mysky
เรื่องมันมีอยู่ว่า
เราได้ไปรับผล อะไรบางอย่าง เป็นเพื่อนใครบางคน
แล้วผลน่าประทับใจมาก กรี๊ด ๆ กันใหญ่
เราบอกเลยว่า โทรไปบอกเจ้าตัวเลย จะได้ไชโยโห่ฮี้ว
ใครบางคนบอกว่า โทรไม่ได้หรอก
เราบอกว่า เอาโทรศัพท์เราโทรก็ได้
ใครบางคนบอกอีกว่า เบอร์แอมก็โทรไม่ได้หรอก โทรศัพท์ทางนู้นโดนล็อก
เรางง แล้วก็บอกว่าอีนั่นมันล็อกใช่ไหม
ใครบางคน พยักหน้า
เท่านั้นแหละ เป็นเรื่องเลย

อีนั่นมันทำให้เรากินข้าวเที่ยงไม่อร่อย

ไม่ต้องรู้หรอกนะคะว่าอีนั่นมันเป็นใคร
แต่จะบอกพฤติกรรมว่า

– มันเรียกตัวเองว่าเป็นแฟน ของคนคนนึง
– แต่มันล็อกให้โทรศัพท์ของคนนั้น ไม่สามารถติดต่อกับเบอร์ “ใครบางคน” และเบอร์เรา (ซึ่งอาจจะเป็นเบอร์ทั่วไป เอ๊ะ หรือมันรู้จักเบอร์เรา) โปรโมชั่นอะไรมิทราบ อิฉันอยากรู้!
– ใครบางคน ต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรไป (คือเบอร์สาธารณะ เบอร์บ้านโทรได้)
ถ้าให้เราสรุป เราจะบอกว่า เป็นกรรมของใครบางคนเอง ที่ยังไปติดต่อกับคนพวกนี้
(เราเคยสรุปในมายสกายแล้ว ว่า “เจ้าตัว” ซึ่งเขาคือ ผู้ชาย เป็นคนเห็นแก่ตัวมาก “เลือกสักทีเถอะ เอาสักทาง อย่าเลวแบบนี้” )

เรื่องมีเยอะ แต่ขี้เกียจเล่า

สิ่งที่เราจะบอกก็คือ ถ้าเป็นเรา เราจะไม่กีดกันการสื่อสารระหว่างแฟนเรากับใคร เรามั่นใจและเชื่อใจเขา ว่าเขาเป็นคนดีพอสำหรับเรา และเขาจะไม่ทำให้เราผิดหวังเสียใจ ไม่ต้องใช้วิธีการบังคับกัน ไม่ต้องใช้การกีดกัน เพราะถ้าคนมันจะไป ต่อให้ทำอะไรยังไงก็คงเอาไม่อยู่ทั้งนั้นแหละ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจจริง ๆ ถ้าเกิดมาคู่กันยังไงก็ได้คู่กัน

แต่ก็นะ กรรมใครกรรมมัน เราก็ได้แต่หวังว่าอย่าเจอแบบนี้เลย ถ้าเจอ ขอไม่มีใครเลยดีกว่า เพราะเราไม่ชอบจองเวรจองกรรมกับใคร

เราฝากใครบางคนไปถามไอ้เจ้าตัวด้วยว่า “คุณเจ้าตัวคะ ตกลงยูเป็นแฟนอีนั่น หรือว่าเป็นทาสของมันกันแน่” “กำลังเล่นอะไรกันอยู่” แต่สุดท้ายเราก็ปล่อยเรื่องนี้ไป ไม่อยากถามอะไรต่อ เพราะ “ชีวิตใครชีวิตมัน กรรมใครกรรมมัน” เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา ทิ้ง ๆ ไป เอิ๊ก ๆ ใครบางคนแอบบ่นว่า “รู้งี้ไม่น่าบอกนังแอมเล๊ย! บอกแล้วมันก็ด่าด่าด่า”

ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจจริง ๆ ค่ะ
ปล.ยังไงซะ คุณผู้อ่านก็อย่าลืมเอาหลักจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการปรับตัวเข้าหากัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ และที่สำคัญที่สุดคือคุณจะต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วยนะคะ

โชคดีค่ะ หมดหนี้ไปอีกสองเรื่อง กร๊าก…