จิตวิทยา

เกริ่นไปแล้วว่าจะเขียน
เกริ่นที่นี่

เราจะเล่าเรื่องที่ ๑ กับเรื่องที่ ๓ (เรื่องที่ ๒ ยังไม่ต้องการเล่า)

ควบสองเรื่องนี้ไว้ด้วยกันได้ ก็เพราะว่า มีความเป็นจิตวิทยาอยู่

ก่อนอื่นเราขอให้ทุกท่านดูหนังสือจิตวิทยาที่เรามีในบ้านก่อน (นี่คือที่เป็นวิชาการ ที่ไม่เป็นวิชาการมีอีกเป็นเข่ง พวกทาย ๆ ก็มาก พอดีเราเคยอยากเป็นนักจิตวิทยาตอนสักปี ๒๕๔๓ แต่อะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ ที่ทำให้เราเอนมาทางนี้แทน ก๊าก… ชีวิตผกผัน)

แนะนำให้ไปหาหนังสือจิตวิทยามาอ่าน
แม้คุณจะไม่ได้อยากเป็นนักจิตวิทยาก็ตาม

เราต้องการให้คุณรู้ เข้าใจ เพื่อจะได้หาทางปรับสมดุลเข้าหากัน และให้ความสัมพันธ์ต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นอย่างมีความพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป (ไม่ใช่เอาจิตวิทยาไปใช้เพื่อครอบงำใคร ถ้าคิดงี้ อย่าทำเลย ยิ่งถ้าหากคนคนนั้นทราบว่าคุณกำลังใช้หลักจิตวิทยากับเขาอยู่ ถ้าเขารู้สึกไม่เห็นด้วย เราเชื่อว่านอกจากหลักจิตวิทยามันจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว มันก็อาจจะกลับมาทำร้ายจิตใจคุณ ให้รู้สึกแย่มากกว่าเดิมอีกด้วย – ข้อสังเกต นักจิตวิทยา มักไม่ค่อยเข้าใจมนุษย์คนอื่น ๆ เลย อันนี้เราเห็นมาเอง แต่ไม่ใช่ทุกคน แค่บางคน ก๊าก… สงสัยรู้มากเกินไป เลยอีโก้จัด)

เรื่องที่จะเล่ายาวมาก ถ้าขี้เกียจอ่าน ปิดไป หนังสือมีห้าเล่ม ไปหาอ่านเอง

เหตุที่เราต้องไปหาหนังสือจิตวิทยามาแนะนำให้ทุกท่านลองอ่าน

ก็เนื่องมาจากเรื่อง ๆ หนึ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ (ที่เกริ่นไว้ อันที่ ๑. นะ) นั่นคือ การที่เราไปขี่จักรยานเล่นหน้าบ้าน วนไปวนมา วนมาวนไป อาทิตย์ละสองสามวัน แล้วแต่อารมณ์ (แม่เพิ่งซื้อจักรยานให้เมื่อสองเดือนที่แล้ว เพราะว่าเอซังไปขอยืมน้องในซอย แม่เลยซื้อให้เอ เราเลยได้อานิสงค์ด้วย ก๊าก…)

เรื่องนี้ต้องเท้าความก่อนว่า น้อง ๆ (เด็กอนุบาลประถมมัธยม) ในซอยจะไม่ค่อยรู้จักเรานัก เนื่องจากเราเป็นอีป้าปีศาจร้ายในสายตาเด็ก ๆ แต่เราก็ยินดีให้เป็นเช่นนั้น เพราะว่า มันทำให้เราสามารถดุเด็กให้กลัวได้ โดยไม่ต้องห่วงว่าภาพลักษณ์การเป็นนางฟ้าจะถูกทำลาย (เพราะไม่ได้เป็นนางฟ้า ที่ผ่านมาก็เป็นนางยักษ์อยู่แล้ว กร๊าก…) ตย.ก็เช่น บ้านเรามีแมว มีชิงช้า น้อง ๆ จะพยายามเข้าบ้านเรา (แบบเผลอไม่ได้ เผลอจะวิ่งเข้า ๆ จนต้องล็อกประตูรั้วตลอด) บางทีเผลอเปิดไว้ เด็ก ๆ ก็ถือวิสาสะเปิดเข้ามาวิ่งเล่นในรั้วบ้านเราเลย เอเอาไม่อยู่แล้ว เพราะคุ้นเคยกัน เด็กจึงไม่กลัวเอ (ที่เด็ก ๆ คุ้นเคยกับเอ เพราะว่าเอออกไปใส่บาตร แล้วไปทักทายน้อง ๆ บ่อยกว่าเรา เอชอบทักทายพ่อแม่น้อง ๆ ด้วย ในขณะที่เราจะไม่ทำ เพราะเราขี้เกียจ คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเราเป็นคนไม่ค่อยพูด เป็นคนเรียบร้อยแต่ดุโคตร) พอเอห้ามไม่ได้ ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นหน้าบ้านเรา แมวโวยวาย เด็กโวยวาย เอโวยวาย แต่เพียงแค่การปรากฏตัวของเรา แล้วพูดว่า “เฮ้ย เข้ามาเล่นของพี่ทำไม เดี๋ยวตีเลย” แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ สงบเหมือนเดิม (เด็กออกไปหมดเลย)

กร๊าก…

เราโอเคนะ กับการที่เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ที่แม้ต้องแลกกับการที่น้อง ๆ ไม่ค่อยรักเรา ไม่รู้จักชื่อเรา หรือเกลียดขี้หน้าเรา (ที่มาดุ มาไล่กลับบ้าน) เรายอมว่ะ (เด็กไม่รักก็ช่าง ไม่เดือดร้อนว่ะ) ในทางกลับกัน ถ้าหากสถานการณ์ไหนเอดุใคร เราก็จะใจดีแทน เราคิดว่าหน้าที่ของทุกคนคือการพยายามปรับสมดุลให้มันมีความพอดี ดูตามเรื่องนี้นะ ถ้าหากเด็ก ๆ ไม่กลัวใครเลย บ้านเราคงวุ่นวายมาก ๆ อ่ะ (ไม่ได้ว่าเด็กไม่ดีนะ แต่หมายถึงว่า อย่างน้อยควรจะมีอะไรสักอย่าง “เช่น ในที่นี้คือ เรา” ที่ทำให้เด็กหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ ก่อนที่จะวุ่นวายกันไปมากกว่านี้ ลองคิดดิ ถ้าเราห้ามน้อง ๆ ไม่ได้ น้อง ๆ เหล่านี้ (ที่บางวันก็มีจำนวนเกือบสิบคน) อาจจะใช้ความที่มีกันเยอะ วิ่งเล่นตะลุยสวนผักบ้านเราเพื่อไล่จับแมว หรือขึ้นไปนั่งชิงช้าเราทีละหลายคนจนเชือกขาดตกมาหัวล้างข้างแตก ใครจะรับผิดชอบ ใช่ป่ะ มันเดือดร้อนอ่ะ)

เราจึงเป็นอีป้าแก่เสมอมา เพราะว่ายังไงเอเขาก็ไม่ค่อยดุว่ะ เราดุเหมือนหมา มันก็โอเคแล้ว

แต่เรื่องที่จะเล่ามันกลายเป็นกลับตาลปัด

จริง ๆ ก็หลายหนแล้วแหละที่น้องผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึง (น่าจะสามสี่ขวบ ไม่แน่ใจอายุ ขอไม่บอกชื่อ เห็นกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว) ชอบมาขอซ้อนจักรยานเรา ทั้งที่แต่ก่อน น้องคนนี้ก็กลัวเรานะ (เหมือนเด็กทุกคน) แรก ๆ น้องก็เรียกเราว่าพี่เอตลอด (เราก็บอกทุกครั้งว่า ไม่ได้ชื่อเอ พี่ชื่อพี่แอม) น้องมันก็จำไม่ได้สักที (และเราก็ไม่ได้เล่นบทนางฟ้าเลยนะ บุคลิกยังเหมือนปีศาจเหมือนเดิมแหละ) แต่น้องมันก็มาซ้อนจักรยานทุกทีที่เห็น เราก็ขี่วนไปวนมาแค่ในซอย ไม่รู้น้องมันไม่เบื่อหรือยังไง หลัง ๆ เริ่มคุ้นมาก เริ่มเปิดเสื้อเรา (เฮ้ย! โชคดีเราใส่เสื้อทับ และพอดีวันนั้น น้องมันถามเรื่องผดที่คอของเอ เราสังเกตว่าเด็กเล็ก ๆ หรือคนผิวเกลี้ยง ๆ มักจะกลัวคนที่เป็นผดผื่นสิวฝ้า กลัวว่าเป็นโรคติดต่อ มันดูน่ารังเกียจ เราเลยขู่ว่า “ถ้าเปิดเสื้อพี่จะเจอผดแบบที่คอพี่เอนะ เดี๋ยวติดนะ” น้องมันเลยเลิกเปิดเสื้อเรา) ต่อจากเปิดเสื้อเริ่มเป็นกอดแน่นมากเหมือนปานจะกลืนกิน (เด็กกอดก็โอเคนะ ไม่ซีเรียสอะไร แต่เราหายใจไม่ออกว่ะ) แล้วก็เริ่มเอาเสื้อเราไปเช็ดปาก (เอ่อ ฮือ… เสื้อเราจะยาว ๆ ผ้าเยอะ ๆ เราใส่ทับชุดนอนเวลาออกไปเล่นนอกบ้าน เพราะว่าชุดนอนมันดูไม่เรียบร้อยเวลาอยู่ท่ามกลางสายตาธารกำนัล แต่ใส่เสื้อตัวนี้ซ้ำหลายครั้งเลยนะก่อนซัก ดั้นดันเอาไปเช็ดปาก ไม่รู้ระหว่างเสื้อเรา กับปากน้องที่กินขนมจนเขลอะกับมือน้องที่เล่นหัวหมามา อะไรจะเน่ากว่ากัน) แล้วก็มีจับก้นเรา (เริ่มซีเรียส คิดในใจว่าจับก้นไมฟะ – เราจะรีบบอกน้องเลยว่า “เฮ้ย พี่จั๊กจี้นะ เดี๋ยวก็ขี่รถคว่ำให้ล้มเลือดออกทั้งคู่เลย”) ที่หนักสุดเห็นจะเป็น น้องมันค่อย ๆ กอดสูงขึ้น ๆ เดาได้เลยว่าต้องรู้ว่าเราจะบอกว่าอะไร ใช่แล้ว (คิดอยู่ว่าถ้าเล่าแล้วจะทุเรศป่าววะ ติดเรท) น้องมันจับนมเรา (คราวนี้แหละ เราร้องเลย “เฮ้ย ไมทำงี้อ่ะ”) ป้าเอเห็นพอดี เลยมาดุน้องคนนี้ซะแหลก แม่น้องอีกคน(เป็นญาติน้องคนนี้)ก็ช่วยดุ น้องมันหงอยไปเลย แต่จริง ๆ เราไม่อยากให้ดุ เราแค่ไม่อยากให้ทำ แต่พูดยาก เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาตลอดเวลา เราไม่รู้ว่า ที่น้องเขามีพฤติกรรมแบบนี้ เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นธรรมดา ๆ ตามประสาเด็ก หรือว่าสิ่งแวดล้อม (คนรอบตัว, ละครทีวี) ตั้งแต่ตอนนั้น เราพูดไปแค่ “เฮ้ย ไมทำงี้อ่ะ” ไม่ได้ร่วมดุต่อ แล้วก็ยังขี่จักรยานเล่นกันต่อ แต่เราก็บอกน้องว่า “อย่ามาจับนมพี่ เพราะพี่จั๊กจี้เหมือนตอนจับก้นอ่ะ เดี๋ยวพี่ก็ขี่รถชนหรอก ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลย ถ้าทำอีก พี่จะไม่ขี่ให้น้องนั่งแล้วนะ” น้องมันก็อืม ๆ ก็นึกว่าจะลืม ๆ ไปแล้ว สักพักน้องมันหิวน้ำ เราก็ไปส่งบ้านน้อง (อยู่ปากซอยบ้านเราแค่นั้นแหละ) ตอนลงจากรถน้องมันยังถามอีกว่า “พี่แอมมีนมด้วยเหรอ” (เป็นคุณ คุณจะตอบว่าไง – เรานะ มึนไปเลย ดูมัน มันยังไม่เลิกยุ่งกับนมฉัน!) “น้อง…ชื่อมัน… พี่แอมอายุยี่สิบสี่แล้วนะ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่ทุกคนก็มีนมแหละ เดี๋ยวโตขึ้น น้อง… ก็มีนมเหมือนกัน” แล้วน้องมันก็บอกให้เรารอ เดี๋ยวกินน้ำเสร็จจะมาซ้อนอีก แต่เราอ่ะ เป็นบ้าไปแล้ว เราเลยบอกว่า “ฝนจะตกแล้ว พี่กลับบ้านแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเล่นใหม่” น้องมันเตะจักรยานเราหนึ่งที เราก็จับหัวมันแล้วบอกว่า “เตะจักรยานพี่ทำไม เดี๋ยวมันพัง ก็ไม่มีให้นั่งนะ” น้องมันไม่ตอบ แล้วก็วิ่งหนีไปเลย

แต่เราก็ยังเครียดแดก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกไม่ดี (อย่าหาว่าอะไรเลยนะคะ) เด็กก็จริง แต่ว่าเรากำลังคิดไปถึงตอนเรียนจิตวิทยาไง พวกเรื่องปมออดิปุส ปมอิเล็กตร้า หรือเรื่องแนวที่เด็กเล่นอวัยวะเพศตัวเอง ฯลฯ ว่าถ้ากรณีนี้ เราควรคิดมากหรือคิดน้อย (แปลกนะ สมัยเรียนมัธยม เพื่อน ๆ จะชอบไล่จับนมกัน ไอ้เพื่อนสนิทเราเนี่ยตัวดี ชอบไปจับชาวบ้าน จับหมดผู้ชายผู้หญิง แต่พอมันจับเราก็ทะเลาะกัน เราบอกว่าถ้าทำแบบนี้อีก เราจะไม่ให้ลอกเคมี มันเลยเลิกทำกับเรา แต่ก็เพื่อน ๆ กันไง ก็เลยไม่มีใครคิดอะไรมาก !?) แต่พอเด็กเล็ก ๆ เริ่มถามเรื่องแบบนี้ มันเครียดนะ เพราะเอบอกว่าเอไม่เคยเจอแบบนี้ (ทั้งที่น้องสนิทกับเอมากกว่าเรา) จริง ๆ หลักจิตวิทยาเท่าที่เรียนมา “จะบอกว่าเรื่องลักษณะที่เราเจอนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา เราไม่ควรตำหนิเด็ก หรือสั่งห้าม เพราะเด็กจะฝังใจว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่ารังเกียจ จนทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศได้”

เอาว่า ถ้าใครเลี้ยงลูกแล้วเจออะไรแบบนี้ ก็ “พยายามเบี่ยงเบนประเด็น ให้ลูกไปส่งใจอย่างอื่น เดี๋ยวเด็กก็ลืมแล้วเขา เขาไม่ได้ทุเรศหรือลามกจกเปรดหรอกค่ะ เด็กยังไร้เดียงสาอยู่ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก”

แต่ในทางกลับกัน “หากเด็กถูกคนใกล้ตัว หรือถูกละคร ทำให้เขาเข้าถึงเรื่องเพศก่อนเวลาอันควร อาจทำให้เขามีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ดีขึ้นได้” (ข้อนี้เรากลัว คือ อยากพูดตรง ๆ ว่า เฮ้ย ถ้าน้องเขามาจับนมเราเพราะมีใครไปจับนมเขาก่อน แล้วทำให้เขาเกิดความสงสัยอะไรยังไงเกี่ยวกับนมขึ้นมา สับสนว่ะ คือเราบอกตรง ๆ ว่าเราหลอนนะ หลอนเลยอ่ะ บอกไม่ถูก ตั้งแต่วันนั้น เราไม่ได้ออกไปขี่จักรยานเลย ห้าวันและ ยังสงสัยและไม่สบายใจ)

พอดีเราขอเทียบอีกเหตุการณ์ให้ฟัง
ตอนนั้น เรากับเพื่อน ๆ รวมเก้าคน เล่นบอลลูน (ให้จินตนาการเองว่าเด็กแค่ไหน) ในที่นี้มีเพื่อนผู้ชายมาเล่นด้วยหนึ่งคน แต่แล้วอยู่ดี ๆ เพื่อนของเราคนนึงก็ขอเลิกเล่น แล้วก็ออกไปห้องน้ำ เพื่อนผู้ชายมันเดินมาบอกพวกเราว่า ตะกี้มันจับนมเพื่อนผู้หญิงคนที่เดินไปห้องน้ำ มันอ้างว่า “บังเอิญมือไปโดนวะ ไม่ได้ตั้งใจเลยนะ แต่นมนิ๊มนิ่มว่ะ” เพื่อนเราบางคนรีบไปดูเพื่อนที่ห้องน้ำ ส่วนพวกเราซึ่งมีเราอยู่ ยืนด่าไอ้เพื่อนผู้ชายว่า “หยุดพูดเถอะแก ทุเรศจริง ๆ เลย” เราไม่รู้หรอกว่าเพื่อนที่โดนจับนม มันไปห้องน้ำทำไม (ร้องไห้ หรือจริง ๆ มันไม่ได้คิดอะไร แค่ไปห้องน้ำ) แต่ที่เรารู้ทุกวันนี้คือ เพื่อนเราคนนี้เป็น “ทอม” และรักดี้ ทั้งที่ไม่เคยมีแฟนเป็นผู้ชายเลย (เป็นตั้งแต่หลังจากเหตุการณ์นั้นไม่นาน) ไม่เคยมีข่าวว่าอกหักอะไร อันนี้ยืนยันได้จากเพื่อนที่บ้านใกล้กัน คือมันเห็นกันตลอด (แทบจะตลอดเวลา)

เราจึงตั้งข้อสงสัยว่า บางที คนที่เป็นทอม อาจจะเพราะรังเกียจผู้ชาย เนื่องจากเขาเคยถูกผู้ชายกระทำ อะไรบางอย่าง ที่สะเทือนใจมากจนไม่อยากจะรักผู้ชาย

ไม่รู้เราคิดมากไปหรือเปล่า

แต่มันก็น่าคิดนะ

ไอ้เพื่อนผู้ชายคนนั้น นอกจากไม่หล่อ (เรียกว่าขี้เหร่ได้เต็มปากเต็มคำ คิดดูเหอะ คนที่มีสเปกแปลก ๆ แบบเรา ยังพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “มันขี้เหร่” แปลว่ามันต้องสุด ๆ ไปเลยจริง ๆ) ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่รวย แล้วยังอุบาทว์อีก เราเคยเจอมันล่าสุดตอนเรียน มหาวิทยาลัย (แต่มันเรียนปวส) เจอในรถเมล์ เราก็ทักทายปกติ “ดีแก สบายดีป่าววะ” อะไรทั่วไป อยู่ดี ๆ มันก็เอามือมาลูบหัวเรา (ควายแล้วมึง เล่นของสูงนะเนี่ย) เรามีปฏิกิริยาโดยการโวยใส่มันเลยว่า “เฮ้ย บังอาจนะ เล่นหัวฉันเนี่ย” แล้วเราก็รีบเดินไปใกล้ประตู โชคดี รถเมล์ยางแตกเลย (เจ๋งแค่ไหน แรงอาฆาตเราทำรถยางแตกเลยเหรอ ไม่นะ ล้อเล่น ยางมันคงจะแตกอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับเราหรอก เอามาเล่าให้ฟังฮา ๆ ก๊าก… ตอนนั้นเราก็งงว่ายางแตกได้ไง) เรากับพี่เรา ลงรถแล้วรีบไปคันอื่นเลย แบบว่า ผู้ชายแบบนี้ เลวว่ะ เรียกว่าไรวะ อ๋อ “ฉวยโอกาส”

เราไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ มันเป็นอะไรยังไง

สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ คุณผู้ชายทั้งหลาย ควรจะให้เกียรติผู้หญิงมาก ๆ คืออย่างน้อย ๆ ก็ให้เกียรติในฐานะที่พวกเธอเป็นเพศเดียวกับแม่ของคุณ หากคิดได้แบบนี้ก็ยังดีนะคะ “อย่าได้เอาเปรียบกันนักเลย” (หรือต้องรอให้ชาติหน้ากลับมาเกิดเป็นผู้หญิงแล้วถูกเอาเปรียบคืนบ้าง – ถึงจะเข้าใจ)

(ปล. จริง ๆ เรายังเครียดอยู่ แบบว่า เรากลัวน้องที่ซ้อนเราจะไปเล่าให้ที่บ้านมันฟังว่ามันจับนมเรา | ไม่ต้องอิจฉาน้องมันนะ จริง ๆ ก็เหมือนน้องมันจับกระดานโต้คลื่นแหละค่ะ ก๊าก!| แต่เราก็ยังรู้สึกไม่ดีอ่ะค่ะ รู้สึกแย่ เพราะเราไม่รู้นะว่าพื้นฐานของคนในครอบครัวของน้องจะมีความคิด “มีการศึกษา” แค่ไหน ภาวนาขอให้น้องมันแค่สงสัยตามประสาเด็กเฉย ๆ นะ อย่าให้หลอนแบบที่เราคิดเลย – อย่าลืมว่าเรารู้ข้อมูลของน้องเขามากกว่าคุณผู้อ่าน เพียงแต่เราไม่จำเป็นต้องเล่า อย่าว่าเราคิดมากเลยค่ะ เพราะไม่มีใครมาปกป้องเราได้ตลอดเวลา เราจึงต้องระวังตัวเอง ที่สำคัญที่สุดคือ ขอร้องนะคะ “คุณผู้ชายทั้งหลาย อย่าเอาเปรียบผู้หญิงกันนักเลยค่ะ”)

เข้าใจแค่ไหน ไม่รู้

….
ต่อด้วย จิตวิทยาอีกเรื่อง คือ ความรัก
(อ่านความรักในแง่จิตวิทยาได้ เราถ่ายรูปหน้านั้นมาด้วย มาจากหนังสือจิตวิทยาในชีวิตประจำวัน)
อ่านดูแล้วจะรู้ว่า ความรัก คืออะไร

แต่ที่จะพูดอีกคือที่เกริ่นไว้ใน hi5 เป็นข้อ ๓.
คงไม่เท้าความ อยากรู้ไปอ่านที่ hi5 เอง มันจะต่อไปที่ mysky
เรื่องมันมีอยู่ว่า
เราได้ไปรับผล อะไรบางอย่าง เป็นเพื่อนใครบางคน
แล้วผลน่าประทับใจมาก กรี๊ด ๆ กันใหญ่
เราบอกเลยว่า โทรไปบอกเจ้าตัวเลย จะได้ไชโยโห่ฮี้ว
ใครบางคนบอกว่า โทรไม่ได้หรอก
เราบอกว่า เอาโทรศัพท์เราโทรก็ได้
ใครบางคนบอกอีกว่า เบอร์แอมก็โทรไม่ได้หรอก โทรศัพท์ทางนู้นโดนล็อก
เรางง แล้วก็บอกว่าอีนั่นมันล็อกใช่ไหม
ใครบางคน พยักหน้า
เท่านั้นแหละ เป็นเรื่องเลย

อีนั่นมันทำให้เรากินข้าวเที่ยงไม่อร่อย

ไม่ต้องรู้หรอกนะคะว่าอีนั่นมันเป็นใคร
แต่จะบอกพฤติกรรมว่า

– มันเรียกตัวเองว่าเป็นแฟน ของคนคนนึง
– แต่มันล็อกให้โทรศัพท์ของคนนั้น ไม่สามารถติดต่อกับเบอร์ “ใครบางคน” และเบอร์เรา (ซึ่งอาจจะเป็นเบอร์ทั่วไป เอ๊ะ หรือมันรู้จักเบอร์เรา) โปรโมชั่นอะไรมิทราบ อิฉันอยากรู้!
– ใครบางคน ต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรไป (คือเบอร์สาธารณะ เบอร์บ้านโทรได้)
ถ้าให้เราสรุป เราจะบอกว่า เป็นกรรมของใครบางคนเอง ที่ยังไปติดต่อกับคนพวกนี้
(เราเคยสรุปในมายสกายแล้ว ว่า “เจ้าตัว” ซึ่งเขาคือ ผู้ชาย เป็นคนเห็นแก่ตัวมาก “เลือกสักทีเถอะ เอาสักทาง อย่าเลวแบบนี้” )

เรื่องมีเยอะ แต่ขี้เกียจเล่า

สิ่งที่เราจะบอกก็คือ ถ้าเป็นเรา เราจะไม่กีดกันการสื่อสารระหว่างแฟนเรากับใคร เรามั่นใจและเชื่อใจเขา ว่าเขาเป็นคนดีพอสำหรับเรา และเขาจะไม่ทำให้เราผิดหวังเสียใจ ไม่ต้องใช้วิธีการบังคับกัน ไม่ต้องใช้การกีดกัน เพราะถ้าคนมันจะไป ต่อให้ทำอะไรยังไงก็คงเอาไม่อยู่ทั้งนั้นแหละ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจจริง ๆ ถ้าเกิดมาคู่กันยังไงก็ได้คู่กัน

แต่ก็นะ กรรมใครกรรมมัน เราก็ได้แต่หวังว่าอย่าเจอแบบนี้เลย ถ้าเจอ ขอไม่มีใครเลยดีกว่า เพราะเราไม่ชอบจองเวรจองกรรมกับใคร

เราฝากใครบางคนไปถามไอ้เจ้าตัวด้วยว่า “คุณเจ้าตัวคะ ตกลงยูเป็นแฟนอีนั่น หรือว่าเป็นทาสของมันกันแน่” “กำลังเล่นอะไรกันอยู่” แต่สุดท้ายเราก็ปล่อยเรื่องนี้ไป ไม่อยากถามอะไรต่อ เพราะ “ชีวิตใครชีวิตมัน กรรมใครกรรมมัน” เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา ทิ้ง ๆ ไป เอิ๊ก ๆ ใครบางคนแอบบ่นว่า “รู้งี้ไม่น่าบอกนังแอมเล๊ย! บอกแล้วมันก็ด่าด่าด่า”

ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจจริง ๆ ค่ะ
ปล.ยังไงซะ คุณผู้อ่านก็อย่าลืมเอาหลักจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการปรับตัวเข้าหากัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ และที่สำคัญที่สุดคือคุณจะต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วยนะคะ

โชคดีค่ะ หมดหนี้ไปอีกสองเรื่อง กร๊าก…

Advertisements

ฅ.คน และ อื่น

IMG0001A

IMG0002A
วันนี้โพสต์ผ่านหน้า QuickPress เลยตั้งชื่อสั้น ๆ (สุดท้ายต้องมาแก้อยู่ดี รูปมาไม่ครบ เฮ้อ…)

จะบอกว่าเพิ่งอ่านนิตยสารสองเล่มนี้ (ได้มา “ฟรี” ตั้งแต่ไปงานห้าปีทีวีบูรพา ปีที่แล้ว) ที่ว่าเพิ่งอ่าน ก็เพราะ… ขอบอกตรง ๆ ว่าตอนได้รับมา เราลองเปิดผ่าน ๆ แล้ว แต่เราดันรู้สึกไม่ชอบเลย ไม่น่าอ่านเลย เนื่องจากตัวหนังสือเยอะ เราตาลาย (และตั้งแต่ติดลบกับนักวิชาการบางคน ทำให้เราเบื่อการอ่านหนังสือที่ตัวอักษรเป็นพืด ๆ มาก – แต่ดันชอบเขียนบล็อกเป็นพืด ๆ ซะเอง ก๊าก…)

แต่ก็นึกเสียดาย ถ้าจะบริจาคไปโดยที่ไม่ได้อ่าน

พออ่านเท่านั้นแหละ กรี๊ด…… (คือต้องเข้าใจนะ ว่าเราไม่ค่อยได้ดูรายการของทีวีบูรพา เพราะที่บ้านเราเขาติดละคร! และจะมาดูทางเน็ต ก็ไม่ค่อยสะดวก ที่ดูบ่อยสุดคือจุดเปลี่ยน ซึ่งก็เมื่อนานมากแล้ว!)

สองเล่มนี้ไม่ใช่เล่มใหม่
เป็นฉบับเมื่อหลายปีแล้ว

แต่ขอบอกว่า เนื้อหาจับใจมาก

คงยกตัวอย่างไม่ได้หมด เพราะนี่รีบมาก (เรามีภารกิจฟิชโช่รกหัว)
ไม่ยกเลยดีกว่า

แต่อยากจะบอกว่า
ถ้าคุณไม่เคยดูรายการของทีวีบูรพา ควรหามาอ่าน เพราะจะทำให้คุณมองชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น (เรารู้สึกงั้นว่ะ)

คนที่เป็นเจ้าคนนายคน ยิ่งต้องอ่าน (เพื่อจะได้เห็นอะไรในแบบที่ถูกที่ควร)

อธิบายไม่ถูกว่ะ แต่เราชอบมากเลย เรื่องทุเรียน กับ เรื่องผลิตผลแห่งปัตตานี เรื่องเรือโอ่ง ฯลฯ
ทำให้เรารู้สึกถึงความหลากหลาย และเราคิดว่าความหลายหลายมีค่ามากแค่ไหน จริง ๆ มีหลายประเด็น แต่เอาแค่นี้แล้วกัน

ขอบอกว่า ตอนเรียน พฐ๕๐๒ ที่เป็นวิชาพื้นฐานทางสังคมอ่ะ (ป โท มศว) เราอ่านนิตยสารเล่มอื่น แหกตาอ่านไปเยอะมาก ซึ่งลึกไป แต่พอวันนี้ได้อ่าน นิตยสาร ฅ.คน อ่ะ เห็นภาพเลย ว่าวิชาพื้นฐานสังคม ต้องการสอนให้เข้าใจอะไร (ทำไมเราถึงเพิ่งได้อ่านฟะ กร๊าก…)

แต่ก็นะ ถ้ามีโอกาสคงจะหามาอ่านอีก แต่ถ้าถามว่าจะอ่านตลอดไหม คงตอบว่าไม่ ยิ่งตอนนี้ ยิ่งไม่แน่นอน (เลิกซื้อหนังสือชั่วคราว) ขอบริจาคออกก่อน เพราะจะหาที่นอนไม่ได้แล้ว (วางของที่จะบริจาคเต็มบ้านเลย) แต่ถ้าใครซื้อมาให้ยืมอ่านฟรี ขอตอบว่า “ตกลง” ก๊าก… (ตลกบริโภค)

ของแถม
I hear and I forget. I see and I remember. I do and I understand. – Confucius Quotes
เมื่อได้ยินแล้วก็ลืม เมื่อได้เห็นแล้วก็จำ เมื่อได้ทำแล้วก็เข้าใจ – ปรัชญาขงจื้อ
เจอจากนี่

ทำเหอะ มีสิทธิ์ทำอะไรได้ ถ้าไม่ได้ทำให้ใคร ๆ เดือดร้อน (ใคร ๆ หมายถึง ทั้งตัวแกเอง และคนรอบข้าง คนรอบข้าง = คนอื่น ๆ และอื่น ๆ ทั้งหมดทั้งมวล) ก็ทำไปเหอะ
ทำแล้วจะได้เข้าใจ แต่ถ้าไม่มีสิทธิ์ทำก็นั่งฝันไปก่อน (ไม่ผิดกฎหมาย ก๊าก…) หรือมาเขียนความฝันแข่งกับเราก็ได้ ก๊าก… เดี๋ยวมีโอกาสเมื่อไร ก็ค่อยไปทำ หรือถึงไม่มีโอกาส ใครจะมาสอยความฝันเราไปทำ เราก็ไม่ว่ากัน จะยินดีด้วยซะอีก

ฝากนิด http://th.answers.yahoo.com/question/index;_ylt=AqqD5noTD6jS07smpN_cIcFwTAx.;_ylv=3?qid=20090516070345AA3niU7
ใครจะไปวัดสวนแก้ว บอกเราหน่อยนะคะ เราจะฝากของไปบริจาค ฮือ… (ไม่มีใครพาไป+ไม่มีแรงแบกไป ของที่จะบริจาคก็มี โน้ตบุ๊คเก่าหนึ่งเครื่องพังแล้วเปิดไม่ได้เลย ปรินเตอร์ที่เก่ามากใช้ตั้งแต่ม.๓หนึ่งเครื่องน่าจะยังใช้ได้แต่ไม่มีหมึก ปรินเตอร์ธรรมดาอีกหนึ่งเครื่องแค่ลูกกลิ้งยางเขลอะ ๆ ดำ ๆ-ใครอยากได้มาขอได้เลย ให้ฟรี ใช้หมึกเบอร์ hp27 28 อ่ะ พอดีตอนนี้บ้านเรามีปรินเตอร์อยู่สี่เครื่อง! ก็เลยจะทิ้งสอง เมนบอร์ดเก่า ไมค์สายขาด เออ PCของเราก็ยังไม่ได้ซ่อมเลย จะบริจาคเลยดีไหมเนี่ย โอ้ไม่นะ ไม่ ฮือ… สี่หมื่นของข้า ตอนนี้เหลือมูลค่าสามบาท จะถึงสามบาทป่าวก็ไม่รู้ เมื่อไรจะได้ขับรถฟะ ถ้าได้ขับรถนะ เราจะขับไปบริจาคเอง ไม่มาบ่น ๆ แบบนี้หรอก ก๊าก… รำคาญตัวเองชิบเลย ไปไหนก็ไม่ได้ จะฝากใครไปก็ไม่ได้ เกรงใจ+ไม่มีใครรับฝาก แต่ถ้าใครไม่ได้ไปยิ่งไม่กล้าฝาก เกรงใจโคตร ๆ มีชมรมอาสาที่ไหนรับอาสาเอาของพวกนี้ไปบริจาคไหมเนี่ย ก๊าก… รถรับซื้อก็ไม่รับซื้อของพวกนี้ เออ วันก่อนป๋ากับเรายกสเตอริโอพัง ๆ มูลค่าตั้งต้นหลายพัน เอาไปขายรถรับซื้อไปได้มาร้อยนึง สองพ่อลูกดีใจกันยกใหญ่ก๊าก… เพราะบ้านหายรกขึ้นติ๊ดนึง ปล.อย่ามาปล้นบ้านเรานะคะ เพราะว่าในบ้านนี้ส่วนใหญ่ก็มีแต่ขยะ กับงูเห่า แล้วก็ผีพราย แถมผู้หญิงปากร้ายกาจขนาดหมายังเรียกทวดอีกหนึ่งคน =ตูเอง ก๊าก… ค่อย ๆ เคลียร์กันไป บางทีผู้ผลิตสินค้าน่าจะรับเอาสินค้าตัวเองไปรีไซเคิลเนอะ แย่ว่ะ ดีแต่ผลิต ไม่คิดรับผิดชอบขยะจากสินค้าตัวเองเลย)

เอ๊ะ! มาคิด ๆ ดู บางทีเหตุผลที่คนไม่อ่านหนังสือ ไม่ซื้อหนังสือมาอ่าน คงอาจจะเป็นเพราะเขาตกอยู่ในสภาพเหมือนเราในขณะนี้ นั่นคือ “บ้านไม่มีที่เก็บ ไม่มีแม้แต่ที่จะวางหนังสือแล้ว ก็เลยไม่ซื้อ ไม่อ่าน จบ”

สแกนกรรม

จริง ๆ ตั้งใจจะไม่เขียนบล็อก
แต่พออ่านหนังสือเล่มนี้ ก็เลยอยากเขียนมาก

หนังสือเล่มนี้ ก็คือ สแกนกรรม ขอภาพและข้อมูลจากหน้านี้นะคะ เพราะว่าไม่ว่างสแกน และไม่อยากถ่ายรูป ขี้เกียจต่อกล้องเข้าคอม

ต้องขอบอกก่อนค่ะ ว่าหนังสือเล่มนี้ เราไม่ได้ซื้อเอง
คุณปั๊บป๋าซื้อมาเมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๒ แล้วก็เอามายื่นให้เรา ไม่ได้พูดอะไร พอดีเราเคยได้ยินเรื่องสแกนกรรมมาบ้าง ว่าเคยมีออกอากาศในรายการตีสิบ (แต่เราไม่ได้ดูตอนที่ออกอากาศ จึงไม่รู้เรื่อง ว่าเป็นมายังไง) เราก็ดีใจ ตั้งใจว่าจะอ่านเลย แต่ก็ไม่ได้อ่านสักที

หลายวันผ่านมา

เราก็ยังไม่ได้อ่าน ไม่รู้ว่าทำไม แต่รู้สึกเหมือนยังไม่อยากอ่าน
เลยถามป๋าว่าอ่านจบยัง เรื่องเป็นไง
ป๋าบอกว่า ยังไม่ได้อ่านเลย ซื้อมาเปิดไม่กี่หน้า ก็เอามาให้หนูอ่าน (ส่วนใหญ่ ป๋าจะให้เราอ่านหนังสือ อ่านจดหมายขายของ อ่านประกาศ ดูวีดิโอสัมมนาแจก ฯลฯ ให้ แล้วสรุปบอกป๋าว่าเนื้อหามีว่าไง ซึ่งครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน ก๊าก… แต่เรานึกว่าป๋าจะอ่านจบแล้ว เพราะว่ามีลายเซนป๋าที่หนังสือ เลยนึกว่าอ่านจบแล้วเอาไปให้คนอื่นยืมอ่านแล้ว ถึงต้องเขียนชื่อแสดงความเป็นเจ้าของหนังสือไว้ เอิก ๆ)

พอดี ช่วงที่ได้หนังสือนี้มา เรากำลังอ่านรีดเดอร์สไดเจสต์…(สมาธิไม่ดี ปกติเราอ่านรีดเด๋อวันเดียวจบ แต่เล่มเดือนนี้อ่านตั้งเป็นอาทิตย์) และอ่านอะไรไม่รู้ ยุ่ง ๆ กับจัดห้อง ซึ่งตอนนี้เสร็จแล้ว (พอใจแล้ว) ทิ้งของบ้าบอไปหมดแล้วก๊าก… (ที่พอทิ้งได้อ่ะ เอาไปแอบไว้ในห้องอื่น ก๊าก…) จริง ๆ เราเคยได้หยิบสแกนกรรมมาอ่านแล้วครั้งหนึ่ง แต่อ่านไปแค่หน้าคำนิยมใบแรก (เราอ่านหนังสือทุกหน้า) แล้วก็พักไป (อ่านไปแค่ ๑๑ หน้า!)

จากนั้นแม่เห็นเราวางไว้ตรงที่นอน แม่ก็เอาไปอ่านเล่น แต่อ่านไปกี่หน้าเราไม่แน่ใจ

จากนั้นเราก็เอาหนังสือเล่มนี้ไปไว้ในกองจัดของ (ห้องเรา) หนังสือเล่มนี้ถูกทับไว้เกือบล่างสุด

พอเมื่อวานได้เจอ (ต้องจัดห้องให้เสร็จ) ก็เลยหยิบมาอ่าน

สุดท้ายได้อ่านวันนี้เมื่อเช้า

อ่านไปเรื่อย ๆ
ยิ่งอ่านยิ่งหลอน
เราคงบอกความหลอนไม่ได้ว่าหลอนยังไง
แต่ขอบอกว่า โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้ หลอนมาก ๆ (ถ้าคุณพอจะรู้จักเรา คุณจะรู้ว่าหลอนยังไง)
บางหน้า เราอ่านแล้วอยากร้องไห้
บางหน้า เราอ่านแล้วเครียด
บางหน้า เราอ่านแล้วรู้สึกกระอักกระอ่วน บอกไม่ถูก
คือเรารู้สึกว่าเราอยากให้ทุกท่านได้อ่าน เพราะเราเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ ตอบข้อข้องใจของคนเราได้ (เราเชื่อว่าทุกเรื่อง)
(บางคนเคยสอนเราเรื่องนี้แล้ว ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเราเชื่อหรือเราไม่เชื่อ แต่พอเราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เราปิ๊งเลย อาจเพราะเวลาอ่านหนังสือ เราจะเปิดใจมากกว่าเวลาฟังคนอื่นพูด – เพราะไม่มีอคติจากตัวบุคคลที่กำลังเผชิญหน้าอยู่)

ยังไงลองไปอ่านดู
สำหรับเรา หน้า ๑๕๘ ตอบคำถามของเราจนหมด

อันนี้อยากให้ทุกท่านทราบเพื่อตัวท่านเอง
๑๖๔ ย่อหน้าสุดท้าย
๑๙๐ – ๑๙๒

พอดีเราไม่ได้ทัดหน้าไว้นะคะ แต่อยากจะให้อ่านทั้งเล่ม ตรงเรื่องชีวิตคู่ของคุณเอ๋ ทำให้เราสะเทือนใจมาก และอยากให้ใครที่เป็นแบบนั้น อ่านเถอะ แล้วจะเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องของกรรม แล้วเรื่องที่เกี่ยวกับคนที่ฆ่าตัวตายด้วย หลอน ๆ เอาว่าทุกเรื่องเลยแหละ อ่านเถอะค่ะ เราใช้เวลาอ่านเล่มนี้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็อ่านจบแล้ว

เราเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ อาจทำให้คุณได้พบคำตอบ ที่คุณสงสัยมานาน
…………………………..
ลองดูคลิปรายการ
พอดีเราเซิร์ชเจอเว็บนี้ก่อน จริง ๆ ก็มาจาก ยูทูป
http://play.kapook.com/vdo/show-66820
http://play.kapook.com/vdo/show-66821
http://play.kapook.com/vdo/show-66823
http://play.kapook.com/vdo/show-66825

…………………………..

ผลจากการอ่านหนังสือเล่มนี้
เราขอพูดต่้อเรื่องการปฏิบัติกรรมฐาน
โดยส่วนตัว มีคน (หลายคนเลย ทั้งที่เรารู้จักและเราไม่รู้จัก!? =ไม่รู้จักกันเป็นส่วนตัว) พูดกับเรา ชวนเรา ทักเรา ให้เราไปปฎิบัติกรรมฐาน (มีมานานแล้ว และยังมีคนชวนอยู่เรื่อย ๆ) แต่เราก็ยังไม่มีโอกาสได้ไป ซึ่งเราก็ไม่ค่อยเครียดมากมายหรอนะคะ เราคิดว่าถ้าชาตินี้จะได้ไปก็คงได้ไป ถ้าไม่ได้ไปก็คงเพราะว่าคงต้องเป็นแบบนั้น เอาว่าถ้าได้ปฏิบัติ จะมาเล่าแล้วกัน แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเราคงไม่หวังนิพพาน เราขอแค่มีชีวิตแบบไม่ต้องไปก่อกรรมทำเวรกับใครก็พอใจแล้ว

แต่ที่ทำได้ก็คงแค่คิดดี พูดดี ทำดี แม้หลายครั้งจะไม่ค่อยดีอย่างที่ตั้งใจก็ตาม แต่ก็ต้องพยายามกันต่อไป

เออ ไม่รู้อะไรดลใจนะคะ ตอนเราอ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราอยากเขียนเล่าเหตุผลที่เราไม่อยากเป็นนักแต่งเพลงมืออาชีพ (แต่ดันทุเรศไปเขียนบล็อกสอนแต่งเพลง) ขอบอกว่าอาชีพนักแต่งเพลง ไม่เคยอยู่ในหัวเราเลยค่ะ แต่เรารู้แค่ว่าเราชอบแต่งเพลง (ตั้งแต่ ๘ ขวบ) เราไม่อยากเป็นนักแต่งเพลง ไม่ใช่เพราะคิดว่าได้เงินน้อย (เงินมากหรือน้อยก็ไม่รู้ ไม่มีใครยืนยันว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่เท่าไร) ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่เท่ ไม่เด่น ไม่เจ๋ง ไม่เริด ไม่ฯลฯ คือมันไม่มีเหตุผลแนวนี้อ่ะค่ะ ว่าทำไม?????
แต่เราก็ยังแต่งเพลงมาเรื่อย ๆ เรารู้แค่ว่า ตอนที่เรารู้สึกยุ่งเหยิงมาก ๆ การแต่งเพลงจะเป็นวิธีนึง (อาจมีวิธีอื่น แต่เราไม่ค่อยใช้) ที่ทำให้เรามีสมาธิ (คือเราได้ทำสมาธิจากการแต่งเพลงอ่ะค่ะ มันแปลก ๆ นะ แต่สังเกตตัวเอง คือ เราเป็นคนขี้รำคาญมาก ๆ หงุดหงิดกับทุกเสียงที่เราไม่พอใจจะได้ยิน เช่น เสียงการจราจร เสียงคนโต๊ะอื่นคุยกัน เสียงประกาศ แต่พอเราแต่งเพลงนะ ถ้าไม่ใช่เสียงที่ตั้งใจมารังควาญเช่นเพื่อนเวร ๆ ตะโกนใส่หู ต่อให้เสียงอึกทึกครึกโครมแค่ไหน เราก็ไม่เคยใส่ใจเลย เหมือนจะไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ) เราถึงอยากให้ทุกคน ที่อาจจะไม่ชอบนั่งสมาธิ (เราไม่ชอบนั่งสมาธิ เมื่อย และกลัว!) มาลองหาอะไรทำ (เช่นแต่งเพลง) ให้เกิดสมาธิ เพราะมันเป็นผลดีจริง ๆ

การแต่งเพลงจึงมีความหมายกับเรามาก (มากกว่าที่จะเอาไปเป็นอาชีพ) อ่านต่อก่อนนะคะ อย่าเพิ่งด่า
เนื่องจากที่ผ่านมา เราเป็นคนที่อยากเป็นแต่อาชีพที่บอกไม่ถูก??? (ครู นักจิตวิทยา นักข่าว ทนาย นักการเมือง! หลัง ๆ ไม่อยากเป็นแล้วสามอย่างหลัง เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น) และจะเพราะว่าศรัทธาในอะไรไม่ทราบแน่ชัด (ศรัทธาในหลายท่าน หลายสิ่ง หลายอย่าง) ทำให้เรารู้สึกว่า อาชีพในกลุ่มที่ให้ความบันเทิง (เราถือว่านักแต่งเพลงอยู่ในกลุ่มนี้) เป็นอาชีพ ที่ทำให้คนไปยึดติดอยู่กับอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แก่นแท้ของชีวิต (บางคนก็ไม่ติด แต่ในที่นี่เรามองในมุมของเรา คืออย่าให้เราพูดตรง ๆ เลยค่ะ เอาเป็นว่าเราคิดว่าอาชีพในแนวบันเทิง เป็นอาชีพที่ดี แต่เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ก็พอ อย่าคิดส่งเดชไปว่าเราเหยียดหยามหรือว่าเราดูถูกเลยค่ะ เราไม่ได้ดูถูกไม่ได้เหยียดหยาม มองในลักษณะที่ไม่ต่างกัน คนที่ทำอาชีพต่าง ๆ และไม่ทำอาชีพต่าง ๆ ก็คงเพราะว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนั้นถึงได้ทำ และไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นถึงไม่ได้ทำ) ถ้าเคยอ่านบางเอนทรี่ในบล็อกที่เราสอนแต่งเพลง ก็จะรู้ว่า เราเคยได้ฟังมาถึงกรณีที่ฟังเพลงเศร้า ก็จะยิ่งทำให้เศร้า ยิ่งพบเจอแต่ความเศร้า (คงเป็นเรื่องกฎแรงดึงดูดนะ) หลัง ๆ เราก็ไม่แต่งเพลงเศร้าแล้ว แต่เมื่อไรที่มีโอกาส เราก็ยังแต่งเพลงอยู่ เรายังแต่งทำนองบ้าบอคอแตกของเราิอยู่ (ไว้สรุปได้ จะไปสอนนะ ตอนนี้อยู่ในช่วงเรียบเรียงวิธี)
เพราะเราอยากให้คนเราสร้างความบันเทิงได้ด้วยตัวเอง (อยู่กับตัวเองให้ได้ อย่าไปหวังพึ่งจากภายนอก ถึงใครจะมองว่าเป็นเรื่องของธุรกิจ เรื่องของการแลกเปลี่ยน เรื่องฯลฯ ก็แล้วแต่ แต่เราบอกแล้วว่ามันไม่ใช่แก่น ที่สำคัญคือมันไม่ใช่ปัจจัยสี่ และปัจจัยที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน) เราอยากให้คนเราเชื่อว่าตัวเองทำได้ (อย่างน้อยคือสอนให้เห็นว่า เราแต่งเพลงยังไง ความสุขจริง ๆ เมื่อฟังเพลงมันน่าจะอยู่ตรงไหน?)
อยากให้ทุกท่านคิดได้ว่า ถึงไม่มีปัญญาหาเงินซื้อเทป ซีดี วีซีดี บัตรคอนเสิร์ต ก็มีปัญญาสร้างสรรค์เพลงเอง และสร้างความบันเทิงให้ตัวเองได้ โดยไม่ต้องไปหวังความบันเทิงจากนอกกาย (บางคนไม่มีเงินจะซื้อทุกอัลบั้ม ก็ไปซื้อของผิดกฎหมาย แต่อย่าให้พูดเลย มันเป็นกรรมอย่างนึงของวงการนั้น ไม่ว่าจะหาทางป้องกันยังไง เราว่าก็คงหนีไม่พ้น จนกว่าจะแจกฟรีอ่ะ ถึงจะพ้น ทำไงได้ ขายนามธรรม?) เราไม่แน่ใจว่าความสามารถของเราอยู่จุดไหน แต่เราคงไม่ก้าวไปอยู่ในวงการนั้น เพราะเราเห็นจุดที่เราไม่อยากให้มันเป็น และคิดว่าถ้าเข้าไป ก็คงหนีไม่พ้น (พูดลำบากนะคะ พูดตรง ๆ ไม่ได้ หาคำมาบรรยายไม่ถูก ตอนนี้คนอ่านที่คิดว่าเกี่ยวข้องและใจไม่กว้างพอคงนั่งด่าเราอยู่ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ เราแค่พูดจากความรู้สึกของเรา ไม่ได้อิงหลักวิชาอะไร และเราก็คงไม่ใช่คนที่น่านับถือนัก คงไม่มีผลอะไรเท่าไร)

เอาเป็นว่า รู้แค่ว่า การแต่งเพลงมีความหมายกับชีวิตเรามาก เพราะว่า เราคิดว่าเรามีสมาธิมากที่สุดตอนที่เราแต่งเพลงนี่แหละ

ส่วนเราจะไปทำอาชีพอะไร ก็คงไม่พ้นแบบที่คุณ ๆ พอจะเห็นแหละค่ะ เอาว่ามันไม่ใช่เพื่อความบันเทิงแน่นอน เพราะความบันเทิงมันไม่ยั่งยืน (เสพได้ จำหน่ายได้ เพราะไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร แต่อยากให้เข้าใจ ว่ามันไม่ยั่งยืน)

คนอ่านคงงงระเบิดไปแล้ว (คนเขียนก็งง!)

ปล.
ทุกวันนี้เรานึกขอบคุณพี่สาวเราเสมอ เขาเป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดได้เพราะเห็นกับตา จนเกิดความศรัทธาในตัวเขา (จากเดิมที่เราเป็นคนไม่ไหว้พระ ไม่สวดมนตร์เลย – ถ้าไม่ถูกบังคับ, แกะสร้อยพระออกจากคอตัวเองตั้งแต่ประถมและไม่เคยใส่อีกเลย ทุกวันนี้ก็ไม่ใส่ – เราบอกทุกคนเสมอว่าเราเป็นคนไม่ค่อยสำรวม เราอาจไปลอดไต้ถุนศาลาเจอผ้านุ่งผ้าถุง จะทำให้องค์พระท่านเสื่อมเปล่า ๆ, ถอดสายสิญจน์ออกหมด ไม่รู้นะ คือ ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่อยากมีไว้ก็เท่านั้นเอง) ทุกวันนี้เราไหว้พระสวดมนตร์ แผ่เมตตา และเปลี่ยนความคิดไปมาก (แต่ก็ยังไม่ยึดติดวัตถุบูชาเหมือนเดิม เพราะไม่ใช่แก่น) ยิ่งได้มาอ่านเล่มนี้ เรายิ่งศรัทธาในพุทธศาสนา และเชื่อเรื่องกรรมมากขึ้น ไม่ได้เชื่อเพราะเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
.
แต่เชื่อ เพราะ เรารู้แน่ชัดแล้วว่า กรรมมีจริงและกรรมตามทันจริง ๆ
.
รู้สึกโล่งดีจัง
คิดดี พูดดี ทำดี โชคดีทุกท่านค่ะ

อยากให้ไปหามาอ่าน + อยากให้ทราบ แล้วจะไปหาอ่านหรือไม่ ก็ตามสบาย

สับสน ๆ
คือเราจัดห้องยังไม่เสร็จ (ยิ่งจัดยิ่งแย่ลง)

พอดีเราเจอกองกระดาษมหาศาล ซึ่งพอเอามาดู ก็เออ??? คัดเป็นกระดาษเอาไว้ลองปรินท์ (ตอนนี้ได้ประมาณหลายพันแผ่นแล้ว!?)

และพอดีเจอกระดาษที่เคยซีรอกด้วย อะไรดี ๆ ก็เสียดาย เลยมาสแกน (แล้วค่อยเอาไปกองไว้ในกองรองปรินท์อยู่ดี ไม่เก็บสะสมแล้ว ร้อยปีไม่เคยหยิบมาอ่าน ก็โละได้แล้ว)

พอดี อันนี้มาจากกองหนังสือเรียน ป.ตรี (ขอบอกว่า ไม่อยากเชื่อว่าเรายังเก็บหนังสือเรียน ป.ตรี ชีต และทุกอย่างแม้แต่กระดาษน้อยบันทึกเวลาประชุมกับเพื่อน – แต่ปัจจุบันลงถุงชั่งขายหมดแล้ว ก๊่าก… สุดยอด เราจะเก็บอะไรนักหนา ดีนะที่ปลวกไม่ขึ้น – เหตุผลที่เราไม่ให้น้องเทค เพราะเคยให้แล้วมันไปทิ้งขยะ จริงไม่จริงไม่รู้ เพื่อนน้องมันบอก เราเลยแกล้งโกรธ แล้วไม่เอาไปให้อีกเลย “จริง ๆ แอบขี้เกียจยก” ช่างเหอะ มันคงถึงเวลาจำหน่ายแล้ว ที่เป็นเล่ม ๆ จะเอาไปบริจาคให้หมดเลย)

อ่ะต่อ
ไอ้นี่แหละที่สแกนมา
รายชื่อหนังสือ


ตอนนั้นเรียน อยู่ ป.ตรี ปี๓ เพิ่งเริ่มเรียนวิชาโท (ผลิตหนังสือ)
นี่วิชารหัสพื้นฐานตัวแรกของวิชาโทเลย
งานคืออาจารย์ให้ไปหาหนังสือ ที่อยู่ในหนังสือ ๑๐๐ เล่มที่คนไทยควรอ่าน เอามาอ่านคนละเล่มแล้วมาทำรายงาน+เล่าให้เพื่อนฟัง เอกเรามีสี่สิบกว่าคน ก็แย่งกันอุตลุด
และแล้วเราก็ได้เลือกอ่านเรื่อง ฟ้าบ่กั้น ของ ลาวคำหอม (เพราะฟ้ามิอาจกั้นเรา ก๊าก…) จริง ๆ วงไว้อีกสองสามเล่ม แต่นะ ดวงจะได้อ่านเล่มนี้ก็เลยได้อ่านเล่มนี้ (เกี่ยวกับดวงด้วยเหรอ? – เราว่าเกี่ยว) เราว่าเรื่องสั้นเล่มนี้มีอิทธิพลต่อความคิดของเราในทุกวันนี้ ไม่มากก็น้อย
ลองอ่านรายละเอียดของหนังสือเรื่องนี้ดู

ลองไปหามาอ่านดูแล้วกันค่ะ ใครอ่านครบ ๑๐๐ เล่ม คงเจ๋งมาก ๆ (ใครอ่านครบ มาเล่าความรู้สึกให้ฟังบ้าง ว่ารู้สึกยังไง อยากรู้ เพราะเราอ่านไป แบบทั้งเล่มเลย คิดว่าคงเล่มนั้นเล่มเดียว ก๊าก…)

ก่อนไป
+ อยากให้ทราบ แล้วจะไปหาอ่านหรือไม่ ก็ตามสบาย
เราจะบอกแค่ว่า เมื่อวานเราอ่านรีดเดอร์ส ไดเจสต์ เล่ม พ.ค. ๕๒ เพิ่งจบ แล้วเรื่องสุดท้าย (เรื่องที่ผู้ชายเป็นมะเร็งกล่องเสียงหรือคอ หรืออะไรแถว ๆ นั้นแหละ เราก็จำไม่ได้ พอดีตอนนี้ข้อมูลเต็มหัว) มันทำให้เรารู้สึกว่า ความคิดของเรา มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องไร้สาระ หรือ ประมาณว่า เออ เราหาหลักฐานได้แล้วระดับหนึ่ง
คือ ไปหามาอ่านเหอะ
เราแค่จะบอกว่า การมีเพศสัมพันธ์แบบ ทางปาก ทางแปลก ๆ ที่สารพัดจะสรรหา (ครีเอทจริง เรื่องพรรค์นี้อ่ะ) คือเราก็ไม่ได้อยากจะมาว่าใครอะไรยังไงหรอก (จริง ๆ เราอยากด่าคนที่มักมาก มากกว่า พวกคลำไม่เจอหางก็เอาหมด อะไรทำนองนี้ หรือแบบที่พวกฟรีเซกซ์ หรือพวกที่ทำวัฒนธรรมเสื่อม เอาว่าเราว่าคนที่รู้จักเราและเข้าใจเรา คงเข้าใจว่าเราจะมาด่าทำไม) สามารถทำให้เป็นมะเร็งได้ ในกรณีนี้คือ คุณผู้ชายเขาเคยเป็นนักเที่ยวสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว แล้วอยู่ดี ๆ เขาก็มาเป็นมะเร็งที่แถว ๆ คอนี่แหละ (โทษนะ ขี้เกียจเดินไปหยิบหนังสือดูว่ามันเป็นมะเร็งตรงไหนแน่ เพราะเรารีบ จะไปสแกนต่อ – ถ้าคุณสงสัยมาก ก็รีบไปซื้ออ่าน แต่ถ้าคุณหน้าด้าน ก็มายืมเราอ่านก็ได้ ก๊าก… ล้อเล่น!!!) หมอบอกว่า มะเร็งตรงนี้ เป็นมะเร็งที่มีเชื้อแบบเดียวกับมะเร็งปากมดลูก คือคนที่จะเป็น อาจจะเป็นจากการทำออรัลเซ็กซ์ และเสี่ยงมาก สำหรับคนที่เปลี่ยนคู่นอนมากกว่า ๕ คนขึ้น และเมียเขาก็ไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูกด้วย ผู้ชายคนนี้เขาเลยเข้าใจว่า คงเป็นเพราะพฤติกรรมของเขาเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ส่งให้วันนี้เขาต้องเป็นมะเร็ง (เขาไม่สูบบุหรี่ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงด้านอื่น นอกจากด้านนี้)

อานะ ใครมักมาก ฟรีเซ็กซ์สุด ๆ อ่านแล้วลองคิดดูแล้วกัน เคยอ่านเจอมาว่าทุกคนมีเซลมะเร็งอยู่ในตัว แต่อยู่ที่ปัจจัยที่จะไปทำให้มะเร็งมันโตอ่ะ บางทีไอ้นี่อาจจะเป็นปัจจัยก็ได้ (ส่วนที่มะเร็งโตช้าไปยี่สิบปี เพราะอะไร – ถ้าถามเรา เราคิดว่าเพราะ “กรรม” ไง ผู้ชายคนนี้เขามีชีวิตที่มีความสุขดี แต่ผลกรรมก็มา เขาจะได้ทุกข์หนักเลยไง ดังนั้นใครทำกรรมอะไรไว้ ก็รู้ไว้เหอะว่ากรรมไม่มาตอนนั้นหรอก มันจะมาเมื่อคุณมีความสุข แล้วเมื่อความสุขได้จากไป คุณถึงจะมาคิดได้ว่า “เออ กูไม่น่าทำเลย”) ดังนั้น จงผัวเดียวเมียเดียวกันเถอะ (จะชวนให้รักเดียวใจเดียว ซะงั้น – เออ ก็แค่นี้แหละที่จะบอก เล่าซะยาว)

อย่าคิดมาก อะไรที่เป็นของเรา มันก็ต้องเป็นของเราอยู่วันยันค่ำ เนอะ!
ปล.เราเป็นคนรักเดียวใจเดียวที่รักคนรักเดียวใจเดียวกับเรา (หมาถึงเรารักเนื้อคู่ของเราอ่ะนะ เพราะเนื้อคู่ของเราต้องคือคนรักเดียวใจเดียว ไม่ใช่พี่เบิร์ดรักทุกคนนะจ๊ะ!)
^(*oo*)^
( )/\(- )(-/\-)( -)/\ (L) \(‘-‘\)\(‘-‘)/(/’-‘)/