วันวันเราทำห่าอะไรบ้าง (กร๊าก)

หมายเหตุ โพสต์ไปกับรูปไม่ได้ งงมาก
สรุป ไปดูเองแล้วกัน http://twitpic.com/a0z0to/full
………แล้วก๊อปพวกนี้ มาเพสใหม่หมด……
เดี๋ยวนี้จะเปิดเอนทรี่ด้วยรูปภาพ เพราะว่าจะได้มีรูปประกอบ
แบบที่นี่เราจัดแต่งไม่ค่อยเป็น (ขี้เกียจมากกว่า)
เราเลยเอารูปมายืนพื้นก่อนเลย กร๊ากก

มันคือรูป งานแจ๋ว ของเรา
(ถ้าอ่านออกก็อ่าน อ่านไม่ออก ไม่ต้องพยายาม)
จริง ๆ เราไม่ได้ทำแค่นั้นหรอก
มันอาจมากกว่านั้น
แต่เราทำกระดาษนี้ขึ้นมา
เพราะว่าเราอยากมีกำลังใจ ที่สร้างเอง
ด้วยการมองเห็นสีสวย ๆ (ถ้าไม่ลืมมาจิ้มปากกา บางทีเหนื่อยมาก ลืมก็มี)
ว่าเออ วันนี้หลายจุด
ซึ่งแปลว่าทำงานได้หลายอย่าง
งานบางอย่างอาจทำมากกว่าวันละหนึ่งครั้ง
แต่ก็จิ้มจุดเดียวพอ เปลืองที่ ขี้เกียจตีเส้นกระดาษ
แต่หน้านึงจะได้ประมาณครึ่งเดือนไง มากกว่านี้ จะเบียดไป

มันเป็นงานแล้วแต่เรานึกได้
พวกล้างจาน ขัดส้วม อะไรก็ว่าไป
อยากจะทำให้เยอะ ๆ แต่บางทีเวลาก็ไม่อำนวยนะ

และบางงานที่ทำทุกวัน แต่ไม่เขียนก็มี
เช่นเอาเท้าขัดพื้นห้องน้ำ เพราะพื้นมันลื่น เราใช้เท้าขัดว่ะ
(เอาเท้าขวา สวมไปที่ช่องว่างระหว่างตัวแปรงกับด้ามแปรงขัด แบบมือจับ
เพราะเท้าเราเล็ก สวมได้ไปครึ่งเท้าเลย 555
แล้วเราก็จะเตะขาไปมาที่พื้น เพื่อขัีดคราบลื่น ๆ ของสบู่ยาสระผมครีมนวดที่เกาะที่พื้น
ให้หลุดออกไป ตักน้ำราด ส่วนขาซ้ายก็ยืนเป็นหลักมั่น ๆ
((ขยับแต่ขาขวา ขยับสองขามีหวังหัวทิ่มฟาดคอห่านตาย))
ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจถ้าหากเห็นขาสองข้างของเรา ไม่เท่ากัน 555)
ใครว่าไง เราไม่แคร์ เพราะพื้นสะอาดได้เหมือนกัน
และเราเท้าเราก็สวยมาก กร๊ากกก
และอุ่นข้าว และกับข้าวต่าง ๆ ตั้งแต่สามอย่างถึงเป็นสิบ ๆ อย่าง
เราก็อุ่นเอง ขี้เกียจเขียน เพราะทำเป็นเวลาแล้ว มากน้อยแล้วแต่วัน

ของที่เขียนคือเอาเข้าห้องน้ำนะ
เราจะเป็นคนเช็คของด้วย หลัก ๆ คือต้องไม่ขาด
แต่เกิน ไม่เป็นไร เช่น เราวางสบู่แล้ว
แม่ไม่ชอบ จะแกะสักสิบห่อก็ไม่เป็นไร
(เพราะไม่ถูกใจ เดี๋ยวเราจับใส่ถุงตาข่าย
เอาไว้ล้างมือได้อยู่ เราหาทางจัดการของพวกนี้ได้
ไม่ใช่ปัญหาเลย ชิล ๆ
คิดว่าถ้าเป็นพนักงานจัดร้านคงเป็นพนักงานดีเด่น
แต่ห้องน้ำคงไม่ได้สะอาดหรูมากทั้งห้อง
เพราะเราไม่ได้ชอบขัดห้องน้ำ
เราขัดแค่โถส้วมไม่ให้อุจาด แต่ไม่ได้สะอาดปิ๊งเหมือนใหม่
ขัดแล้วจะอ้วก อย่าว่าดัดจริตเลย ได้แค่นี้แหละ
แล้วก็อ่างล้างหน้า ด้านบน ด้านล่างไม่ขัด เพราะไม่ได้ใช้งานหนิ
และทางเดิน ไอ้ที่วางของ เราเช็ดบ้าง แต่ไม่บ่อย)

งานบ้านที่เราเกลียดมากที่สุดคือ ทิ้งผักผลไม้เน่า และอาหารเน่า
เพราะว่ามันทำให้เราเสียเวลามากเกินไป
และแม่ก็ซื้อของเยอะเกินไป
(เราไม่ได้ว่าแม่นะ เราบอกหลายครั้งแล้ว ว่าเรื่องนี้มันกลายเป็นปัญหาหนักมากของเรา)
ป๋าก็ด่าแม่ไง แต่แม่เขาก็จะเถียง ว่า “เวลาเขาจะกิน ไม่มีใครซื้อให้” (เขาเลยต้องซื้อมาตุน)
แต่เขาซื้อมาเยอะไป ก็กินไม่ทัน
เรากล้าสาบานได้เลย ว่าเราทิ้งแต่ของที่เน่า
เราเจอหนอนเยอะมาก แต่ก็ยังไม่คิดจะชิน กรี๊ดตลอด
เจอหนอนแมลงวันที่กลายเป็นแมลงวัน บินรอบบ้าน
หลายครั้งเรานั่งร้องไห้ ว่า เออ อยู่บ้าน แทนที่กูจะได้พักผ่อน
ดันเครียดได้อีก
แบบที่เคยบอกว่า ผักผลไม้อาหารพวกนี้
เราไม่ทิ้งก็ถูกป๋าด่า เราทิ้งก็ถูกแม่ด่า สรุปถูกด่าได้ตลอด
เป็นคุณ คุณจะรู้สึกแย่ป่าววะ สับสนสิ้นดี แต่เราก็เสียดายเงินมากนะ
ซื้อแล้วไม่ได้กิน เพราะเยอะไปกินไม่ทัน เราว่าถ้าคิดมูลค่านับแต่เราเกิด
เราว่าทิ้งของที่ไม่ได้กินเนี่ย อาจมูลค่าถึงแสน ๆ เลยก็ได้ คาดว่าอ่ะ เพราะทีละสิบ
ทีละร้อย อาทิตย์นึงทิ้งเยอะมาก เรียกว่าถมที่ก็เต็มอ่ะ เราเอาไปเทจนสูงมาก ๆ
เต็มบ่อหมักขยะข้างบ้านอ่ะ เหนื่อย เครียด ทิ้งทุกวันแหละ เล็ก ๆ น้อย ๆ
ดูท่ากินแล้วขี้จะแตก เราทิ้งหมดแหละ เราธาตุอ่อน กินแล้วอาจตายได้ – ขี้แตกตาย)

แต่เราก็พยายามจัดการเท่าที่สามารถแหละ
สำเหนียกได้ว่้า อยู่สบายกว่ามนุษย์คนอื่นอีกหลายเท่า
ทำเท่าที่ให้บ้านยังพอจะมีมุมน่าอยู่อ่ะ
(เราคงไม่อยากนั่งดมผักเหม็น ๆ หรอก เพราะปกติ
วันธรรมดา เราอยู่ในครัวตลอด กินในครัว ไม่ต้องเดิน)

นอกจากงานบ้านแล้ว
เราก็ต้องทำงานตัวเองด้วย

เอาหลัก ๆ เลยดีกว่า
เราจะมีลิสต์ของตัวเอง ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ยกเว้นติดจริง ๆ

วันอาทิตย์ กลางวันจะเผื่อไว้ให้ว่าง
เผื่อป๋าให้ไปช่วยทำนู่นนี่ ในสวน จัดบ้าน ฯลฯ
กลางคืน รีดผ้าทุกคนในบ้าน (ของป๋า เอบอกไม่ต้องรีด
แต่เราเห็นแล้วแย่ เลยรีดให้ ไหน ๆ ก็เปิดเตารีดแล้ว
ของแม่ก็ไม่กี่ตัว)
แต่เราโอเค เพราะเราดูทีวีตอนรีดผ้าด้วย ถือเป็นงานที่เมื่อย
แต่ไม่เหนื่อยนัก ยังพอเป็นการพักผ่อนได้
พับลิชงานแปล ตอนก่อนเที่ยงคืน จริง ๆ กำหนดอัพเดทคือวันจันทร์ แต่เราทำก่อน

วันจันทร์ เราจะจัดให้เป็นวันว่าง คือ ถ้าไม่ว่างทบมา ก็จะมาทำวันจันทร์ (ยกเว้นทบมาเยอะ ก็จะกลายเป็นไม่ว่าง) แต่คือเป็นวันค่อนข้างชิล

วันอังคาร มีซักผ้า กับรองน้ำใส่ขวด (เครื่องกรองน้ำ) สำหรับทำกับข้าว

วันพุํธ พฤหัส แปลงาน

วันศุกร์ ซักผ้า

วันเสาร์ เผื่อไว้เที่ยว ไปนู่นนี่ ถ้าแม่พาไป
(และเป็นวันเคลียร์งานแปล ถ้ามีปัญหา)

อ่านหนังสือรามบ้าง แต่ไม่ค่อยอ่าน ขี้เกียจ (เฮ้อ อีนี่)
อ่านแล้วหลับว่ะ

ประมาณนี้ซึ่งจริง ๆ มันไม่ซับซ้อนหรอก
และเราพอมีเวลาให้กับทุกคนอยู่แล้ว
(ทุกคนจริง ๆ แต่เป็นทุกคนที่เราเห็นว่า
ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้เรา
หรือบีบคั้น กดดัน คุกคามเรา)
แต่แน่ ๆ ถ้ามามาก ๆ
เราก็ต้องเลือก ครอบครัว และเพื่อนสนิทก่อน
ก็หมดเวลาช่วยคนอื่นแล้ว กร๊าก

แต่นอกจากนี้ เวลาเราเล่นเน็ต คุณคิดว่าเราทำห่าอะไรบ้าง

ประการแรก เราจะดูเว็บออกแบบ
ดูตลอด เพราะเลือกเรื่องมาแปลไง นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ดู

ประการถัดไป ทุกวันที่เปิดคอม เราจะเปิดไฟรฟอก
เพราะเราตั้งหน้าแรกเป็นเว็บแม่ เนื่องจากไม่มีคนเข้า
เราก็ต้องกดเข้าเอง เรื่อย ๆ เดี๋ยวคนก็เยอะเอง กร๊ากก

และเราจะตาม follow ทวิตเตอร์คนอื่น
ทุกวัน วันละยี่สิบสามสิบคน ตามแต่อยากกด
และไม่ถอดออก เพราะถึงใครจะตามมาฟอลโลวกลับ
หรือไม่ เราไม่แคร์
เรารู้แต่ว่า ทุกครั้งที่เราฟอลโลวเขา เท่ากับเราโปรโมตตัวเอง
(เว็บเรา) เขาอาจจะกดมาดู และกดไปเว็บ
มันช่วยได้

และหาอะไรโพสต์บ้าง เพื่อประเทืองปัญญาตนเองและเพื่อน ๆ
ที่มีโอกาสเห็นโพสต์
ประจักษ์แล้ว ว่า การโพสต์ หรือแชร์สาระ
ย่อมได้รับการตอบรับที่ดี จากคนอื่น มากกว่า
การบ่นด่า คนติดตามก็จริง แต่ไร้่ค่าอ่ะ

โพสต์ไปทุกที่นะ fb tw G+ เราไม่อยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่หนึ่ง
ถ้าไม่มีว่าไปโพสต์ไรเลย คือ ไม่ว่างเล่นเน็ต หรืองานเยอะจัด
เพราะเป็นโรคจิต ชอบโพสต์ ชอบแชร์ ประสาทมาก ๆ
(ดูเวลาออกนอกบ้านดิ โพสต์แม่งแทบตลอดเวลา
อยากอวดว่าได้ท่องเที่ยวไรงี้ แบบมีปมด้อยไรงั้นแหละ
กร๊ากกก)

เวลาแชร์เรื่องดี ๆ เราถือว่าได้ช่วยหลายทางนะ
ช่วยให้ตัวเองฉลาดขึ้น เพราะต้องตามหาเรื่องที่ดีดีมาแชร์
ช่วยโปรโมตเพจนั้น หรือแหล่งข้อมูลนั้น
ช่วยให้คนอ่านได้รู้ (ถ้าเขามาอ่าน)
มีแต่ข้อดี

นอกจากนั้น ก็ไปตอบกูเกิลกูรู
(กรุ๊ปเฟสบุ๊ค หรือเพจ)
แต่ตรงโปรไฟล์เราต้องชัดเจน
ว่าเว็บเราคือเว็บอะไร
ช่วยโปรโมตเว็บได้จริง
และถ้าเราตอบดี (คำถาม หรือแสดงความคิดเห็น)
เขาก็ได้ประโยชน์ด้วย
(เราก็ได้โปรโมตตัวเอง)

ถามว่าเราโปรโมตตัวเองแล้วจะยังไง
เราก็ไม่รู้หรอก ว่าประโยชน์ตรงไหน
เงินก็ไม่ได้ ชื่อเสียงก็ไม่ค่อยมี เวลาก็เสียนิด ๆ
แต่เราว่าคุ้มว่ะ มันทำให้เรายังมีสังคมอ่ะ
เราต้องการสังคม (ดี ๆ) ให้รู้สึกว่าชีวิตยังได้ทำอะไร
ที่เป็นประโยชน์

ถ้าเขาไม่ชอบ เขาไม่ถูกใจ เขาก็ไม่อ่านเองแหละ
ไม่ต้องไปคิดไร
เราแค่ไปประชาสัมพันธ์เท่านั้น
โดยที่ไม่ได้คุกคาม ไม่ใช่จดหมายลูกโซ่
มันเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เท่านั้นเอง

แค่บางทีเราอาจจะเสียเวลากับเรื่องพวกนี้มากไปหน่อยแค่นั้นเอง
กร๊ากก
(บางทีเห็นเรากดไลค์ เม้นต์ เฟสบุ๊ค บ้าบอคอแตกทั้งวัน
มีหลายแบบ บางทีเรารู้สึกตื้อ เราก็หาอะไรเผื่อได้ไอเดีย
บางทีเราเครียด เราอยากระบาย นั่งเล่นเฟสบุ๊คไปเลย
สี่ชม. แต่ไม่ได้เล่นเกม ไม่ชอบ เสียดายสายตา
ส่วนใหญ่ไปเที่ยวเล่นตามแฟนเพจต่าง ๆ มากกว่า
หาข้อความดี ๆ ให้กำลังใจตัวเอง
หรือทุกข์มาก ๆ เนี่ย เราจะไปตอบกูรู เพราะเวลาเห็น
บางคำถามในกูรู เราจะรู้สึกเลยว่าปัญหาเราเล็กมาก
เราจะไม่หาคนคุย เพราะเรากลัวคนนั้นจะมา
ลำเลิกบุญคุณใส่เรา หากเขาเจตนาไม่ดี ไม่หวังดี
เพื่อนสนิทกันยังไม่เคยเจอว่าแบบนี้นะ
((แต่เพื่อนระบายใส่ได้ เรามีเวลารับฟังแคไหน
ก็แค่นั้น)) แต่ในเน็ตมี เคยคุย คุยนิดหน่อย
มีแสดงอาการประมาณว่า บุญคุณมันล้นเหลือ
ประมาณจริง ๆ กับการอ่านแชตที่กูบ่นเนี่ย
น่ากลัว กลัวมันจะมาทำอะไร (น่ากลัวจริง ๆ นะ เลิกแชตไปตั้งสองสามปีแล้ว
เหมือนผู้ชายในแชต ที่ถามทำไร เนี่ย หากเราใส่ มันจะประมาณอยากดูแล “ถุย”)
คนในเน็ตล้วนประสงค์ร้าย คิดแง่นี้ไว้ก่อนเลย
รับฟังเรา เพราะหวังผล ไม่ได้หวังดีกับเราอย่างแท้จริง
รู้สึกได้จริง ๆ เราจึงไม่แชตกับคนอื่นไง
แชตกับเพื่อนสนิทเท่านั้น คนอื่นทักให้ตาย เมลมา
ถ้าเราดูประเด็นแล้วไม่ใช่เรื่องทั่วไป ไม่น่าไว้ใจ กูก็ไม่ตอบ
ไม่ไว้วางใจ ไม่อยากให้ใครมาประสงค์ร้าย)
ดังนั้นหากบางทีเห็นเราเม้นมาก ตอบกูรูมาก ๆ
ให้คิดไว้ก่อนเลย ว่าบางทีเราอาจมีเรื่องเครียด หงุดหงิด
อารมณ์เสีย (แต่ไม่เหวี่ยงแน่นอนอ่ะ)
เหวี่ยงใส่บล็อก ต่อหน้ามากสุดก็ชัดสีหน้า หรือกระชากเสียง
(ไม่มีวีนเหวี่ยงแล้ว กลัวบาปกรรม กับทุกคนอานะ
บางทีถูกวีนเหวี่ยงเพราะวีนเหวี่ยงคนเขาไว้ ไรเงี๊ย
ทั้งชาติก่อน ชาตินี้ อะไรก็ว่าไป พยายามรักษาอารมณ์ห้ดีไว้ดีกว่า)

แต่เราก็มีความสุขเรื่อย ๆ นะ ไม่ได้บ้าตลอดเวลา เครียดตายห่าพอดี

*****ปล.เวลามีงานมาเพิ่ม จะใครใช้ก็ตาม
เราจะไม่ได้ปฏิเสธทันที (ยกเว้นออกข้างนอก
ที่ไปไม่ถูก กูปฏิเสธทันที ขี้เกียจสร้างปัญหาเพิ่ม
แม่ไม่ให้ไปไหน ทำไงได้ แต่เอาเหอะ ชิน)
แต่เราจะคำนวณให้ก่อนว่า เราจะทำให้วันไหน
ตอนไหน เราจะดูตามแผนการทำงานของเรา
(ไม่ซับซ้อนหรอก) คือถ้าไม่เร่งเนี่ย ไม่เครียดเลย

หากไม่รีบ เราว่างเมื่อไร เราก็ทำให้ได้หมดแหละ
ไม่ใช่จะหาเวลายากเย็นอะไร
เวลามีเท่ากันทุกคน กร๊ากกก

แต่ส่วนใหญ่ที่เราบ่น เราบ่นเพราะมาเร่งใส่เรา
มาแว๊ด ๆ ใส่เรา (เราแว๊ดกลับได้ทุกคนนะ ไม่สนว่าเป็นใคร
เราจะมองว่า เวลาของเขา มีค่า กว่าเวลาของเราเหรอ
ในเมื่อเขามาใช้งานเรา เขาควรนึกถึงเราด้วยไม่ใช่เหรอ
เมื่อเราคือตัวแปรนึงนะ ทุกอย่างมันมีขั้นมีตอน
ถ้าเราช้า ผิดกำหนดที่ตกลง ค่อยมาด่าเรา เข้าใจ๊)
ไม่ได้ดูเวล่ำเวลา ใช้งานเรา ไม่ขอบคุณแล้วยังจ้องจะด่า
อะไรแบบนี้อ่ะ เราถึงกลายเป็นคนนิสัยไม่ดี ในสายตาหลายคน
ทั้งที่จริง ๆ เขาเองก็มีส่วนผิดด้วย ไม่ใช่เราผิดคนเดียว
ความผิดของเรา เรารู้ตัว (เราชอบโทษตัวเอง) แต่ความผิดของเขา เขาจะรู้หรือเปล่า?
(เพราะให้เราโทษตัวเองฝ่ายเดียว ก็ไม่ไหว หากว่าเขาผิดด้วย
เราจะแบกความผิดมากมายขนาดนั้นได้ยังไง ไม่สงสารเราเหรอ กร๊ากกก)
ทุกอย่างที่เราทำได้ เราก็ทำให้ได้หมด
บางอย่างใหม่ แต่ไม่เหนือบ่ากว่าแรง มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้งานด้วย

แต่เราคงไม่สามารถทำให้ได้ทุกคน
เพราะมันคงทำให้เราดู “โง่” และ “ดีเกินไป”
เอาแค่ว่า ทำให้ครอบครัว และเพื่อนสนิทมิตรสหาย
ที่ดี ๆ ต่อกันแล้วกัน

เพราะคนหลายคน (ที่เคยเป็นเพื่อนเรา)
บ้างก็เอาเปรียบเรา จนเราคิดว่ามันมองว่าเราโง่
อันที่จริง เราไม่ได้โง่ เราแค่จัดให้เขาตามน้ำใจเขาที่เคยมีมา
และความพึงพอใจของเรา
เมื่อน้ำใจเขาน้อยลง ทำให้ความพึงพอใจของเราหมด
ทุกอย่างก็จบ ไม่นับว่ามีบุญมีคุณอะไีรต่อกันอีก
((ยกเว้นบุญคุณระดับชีวิต คนให้ไม่ต้องคิด แต่คนรับคิดแน่นอน
เราอ่ะคนนึง เราระลึกเรื่องนี้อ่ะ))
(ไม่เอาเปรียบใคร และไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ
เพราะเราต้องเอาเวลา ไว้ดูแลตัวเราเอง
และคนที่ดี ๆ กับเราด้วย
เพราะเราไม่ใช่แม่พระ ไม่ใช่ท่านมโหสถ)
แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยทำงี้ใส่ใครนะ
เลิกช่วยเป็นบางช่วง ถ้าเขาดีใหม่ ก็ยังช่วยได้ใหม่อีก
คือช่วยตามความประพฤติเท่าที่ทราบ
เจตนาเขา เรายากจะรู้
แต่เจตนาเรา เรารู้
ถ้าเราสะดวก และช่วยได้ เราก็อยากช่วยแหละ
บางทีความช่วยเหลือจากเรา อาจจะทำให้โลกของเขาน่าอยู่ขึ้นอีกนิดนึง
(สังเกตป่ะ ว่าเราจะชอบชม กรี๊ด คนที่มีน้ำใจ
เราไม่เคยมองว่าคนมีน้ำใจเป็นคนโง่อ่ะ
ยกเว้นคนที่แสดงน้ำใจเพราะหวังผล แล้วไม่ได้ผลดันดีแตก
อันนั้นแล้วแต่คน แต่คนที่มีน้ำใจจริง ๆ ก็มีอ่ะ
ที่ออกรายการทีวี หรือแม้แต่คนทั่วไป ยังพอหาได้
ถ้าหาไม่เจอ จงเป็นซะเอง)

เอาว่ามีอะไรก็ทำไปว่ะ อาจทำมากกว่านี้ แต่ขี้เกียจพิมพ์แล้ว
จะแปลงาน

บ่นเพราะอะไร? เราเบื่อชีวิตนิด ๆ (เดิม ๆ แหละ สมเพชเรื่อง
การนอนของตัวเอง ขี้เกียจบ่นแล้ว)
เลยมาบ่นว่า เราทำอะไรบ้าง (ไม่ได้อวด ไม่ได้ลำเลิก ไม่ได้มี
เจตนาไม่ดี แค่จะมาให้เห็นวิธีการให้กำลังใจตนเอง
และอยู่กับตนเองของเรา ว่าเรามีชีวิตประมาณนี้)
สิ่งที่เราทำมันอาจไม่ยิ่งใหญ่หรอก เล็กน้อยจริง
แต่มันมีแผน ถูกวางเป็นขั้น ๆ (แม้แต่บล็อกนี้ ก็อยู่ในแผน
เราหงุดหงิดมาก แต่เราก็ไปทำงานของเราก่อน
แล้วถึงมาเขียน ก็ไม่ได้แรงเท่าที่คิดว่าจะบ่นนะ
ตอนแรกอยากบ่นแรง ๆ แต่เหนื่อยว่ะ จะทำงาน หมดแรงบ่น
แค่อยากบอกเล่า)
และเป็นการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด เท่าที่จะพึ่งพาตนเองได้
และพยายามมีน้ำใจกับคนอื่น ๆ เท่าที่สามารถจัดการได้
ตามความเป็นจริง
เพราะมันจะทำให้เรามีความสุขกับการที่ยังคงมีสังคมอยู่

สังคมไม่ต้องแคร์เราก็ได้ ถ้ามันจะเป็นเช่นนั้น
แต่เราจะยังแคร์สังคมของเรา เท่าที่ยังทำได้ เพราะเรารู้ว่า
เรายังทำประโยชน์ให้กับสังคมของเราได้อยู่
ซึ่งมันทำให้เรารู้ว่าเรายังไม่ตาย (เรายังหายใจ)
เรายังมีคุณค่า (เขียนเหมือนจะลาตาย) บ้า

เฮ้ย แถมได้ไหม เมื่อสองสามเอนทรี่ก่อน
ที่เราเล่าเรื่อง น้องผู้ชายฆ่าตัวตาย
คนเล่า มาเล่าว่า (เมื่อหลายวันก่อน เราลืมมาเล่า)
ว่าน้องผู้หญิงเขียน fb ว่าเดี๋ยวจะตามไป
น่ากลัวว่ะ
เราว่าน่ากลัวมาก ๆ
ข่าวเด็กไปทำไรกันในโรงหนัง หรืออื่น ๆ เทือกนี้
บางทีเราว่าโทษเด็กไปก็ไม่มีประโยชน์ว่ะ
เราว่าไม่ต้องโทษใครหรอก แต่ทุกฝ่ายน่าจะพยายาม
สร้างสติให้คนได้เนอะ
ไม่มีใครดีแบบสุด ๆ หรอก ใจทุกคนคิดเลวได้ แต่ที่เขาไม่ทำเลว
เพราะมีสติยั้งคิดได้ไง ว่าถ้าทำไปแล้วอาจส่งผลกระทบกับชีวิตเขา
เราเข้าใจว่าเป็นงี้นะ ไม่รู้วะ ไปกินข้าวแล้วแปลงาน กร๊าก ๆ

มีอะไรก็ทำไปเรื่อย ๆ ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร ก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้จากการทำอะไรไปเรื่อย ๆ 😀 (ร้องเพลงหรือไง)

โฆษณา