ไม่ชอบก็ปิดสิคะ

ตะกี้ขึ้นเสียงใส่แม่ ด้วยลืมตัวสุดฤทธิ์ (เราทำงาน และพยายามเคลียร์บ้าน เพื่อลดเวรกรรมบางอย่าง ตามที่ทราบมาว่าถ้ามีห้องส่วนตัวและเคลียร์เรื่องทางเดินในบ้านได้ ชีวิต”ของเรา”จะดีขึ้น เพราะจริง ๆ แล้ว เราไม่มีชะตาที่โหดร้ายอะไรเลย หากแต่ชีวิตแปรปรวนด้วยผู้คนรอบข้างต่างหาก ผู้หยั่งรู้กล่าว ที่เราเคยเล่าแหละ)

ตะกี้ เราเพิ่งรีดผ้าเสร็จ ร้อนและเหนื่อย ทีวีมันอยู่ช่องห้า พอดีเป็นรายการอะไรสักอย่าง ที่ร้องเพลงประมาณว่า …ใบเดียวก็พอ แล้วพอพิธีกรพูด แม่เราก็ด่า ล้อเลียน แลบด่าพิธีกร พูดแบบแหวะ ๆ แบะ ๆ อยู่ได้ ทีวีก็ยังช่องนั้นอยู่ เหมือนเขาด่าพิธีกรว่าพูดน่ารำคาญอ่ะ จนเราฟิวส์ขาด โพล่ง (ไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ตะโกน แต่ให้จินตนาการเสียงเหลืออดของเราแล้วกันว่ามันควรเป็นไง) โพล่งไปว่า “ไม่ชอบ ก็เปลี่ยนช่องสิคะ” เราอยู่ห้องคอม (เอาโต๊ะรีดผ้ามาเก็บ แล้วเช็คโทรศัพท์กับแบตสำรองที่เอามาชาร์จไว้ตรงห้องนี้) แม่อยู่ห้องกลาง คือแบบเรารู้สึกเหลืออดจริง ๆ ว่า ไม่ชอบ ไม่พอใจ แล้วจะทนดูทำไม ถ้าอยากทนดูก็อย่าด่า เพราะคนที่บังเอิญอยู่แถวนั้น จะต้องรู้สึกรำคาญเป็นสองเท่า (รำคาญทั้งทีวี และ รำคาญเสียงด่าของคุณ)

นี่อ่ะ ทำให้เราตกใจเองด้วย หลังจากโพล่งไปงั้น (แค่นั้น ไม่ได้อธิบาย) แม่ก็พูดแค่ว่า เออ เปลี่ยนไปดูข่าวดีกว่า

ก็เท่านั้น ก็โล่ง ไม่ต้องบ่น ไม่ต้องหงุดหงิดแล้ว

ไม่ชอบอะไร ก็เลี่ยงมา จะได้ไม่ต้องบ่น ไม่ต้องด่าให้ใครรำคาญ ดีต่อทั้งตนเอง และดีต่อสังคมโดยรอบด้วยค่ะ

มาลดมลภาวะทางอารมณ์กันดีกว่า

ทุกคนรักโลภโกรธหลงเกลียดฯลฯได้ แต่ใครแสดงอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม นั้นคือยอดคนจริง ๆ พอหาได้นะคนแบบนี้อ่ะ เพื่อนป.ตรีเรามีคนนึง นึกถึงมิญช์อ่ะ นับถือเลยอ่ะ

เราต้องทำให้ได้บ้าง พบสิ่งดี สิ่งที่ชอบ ยินดีแต่พอดี
พบสิ่งไม่ดี ไม่ชอบ ถ้าเป็นทุกข์ ก็เลี่ยงมา ไม่ต้องบ่นด่า (บ่นด่ามาเยอะแล้ว สร้างมลภาวะใส่คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาเยอะแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว เพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ และเพื่อดำรงสังคมให้ร่มเย็นเป็นสุขด้วย)

สังคมน่าอยู่ขึ้นได้ด้วยความใจเย็น ความสุภาพ ความมีเหตุมีผล ความเสียสละ และการแบ่งปันน้ำใจ อาจมีปัจจัย ีอื่น ๆ อีกด้วย เอาว่าที่เป็นสิ่งดีงามอ่ะ

บางทีความเงียบคงกำลังสอนเราให้เรียนรู้ที่จะเงียบและพูด ให้เหมาะสม และถูกจังหวะ กาลเทศะ (ทำงานต่ออีกนิดดีกว่า เล่นเยอะแล้ว เออเล่านิด ไปหาย่ามา วันนี้ได้บอกย่าแล้วว่าทำงานประจำแล้ว รอบอกย่ามานานแล้ว เพราะย่ากับม่า(ยาย) ถามบ่อยมากด้วยความเป็นห่วง วันนี้ได้บอกแล้ว และจะทำให้ดีที่สุด แต่ก็อึ้งไปเยอะเหมือนกัน ที่ย่าเข้าใจว่าเรายังเรียนไม่จบตรี เพราะเพิ่งทำงาน กร๊าก (หนูจบตรีที่ มศว ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549แล้วนะ จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วยง่า หนูแอบเสียใจ ฮือออ แต่นะ จบอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับ ดูแลครอบครัว และทำตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้หรอก วันนี้ได้ให้เงินย่าด้วย ดีใจอ่ะ แจมกะเอ คนละ 500 ภูมิใจนะ บอกตรง ๆ ภูมิใจในตัวเองขึ้นมาก หลังจากติดอยู่ในกะลามานาน โลกทัศน์ที่ถูกปิดกั้น อาจคับแคบ แต่ไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้สักหน่อย เอาว่าตอนนี้คิดบวกขึ้นได้มาก ๆ

พร้อมกับมีแง่คิดที่จะฝังไว้เลยว่า
1. อย่าหนี ยิ่งหนียิ่งเจอ หนีไม่พ้น
2. อย่าเกลียด ยิ่งเกลียดก็ยิ่งเจอ หนีไม่พ้นเช่นกัน
3. ไม่พอใจ ไม่ชอบ จงถอยออกมา และทำดีเท่าที่ทำได้ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ต้องหนี ไม่ต้องเกลียด
4. รักในความดี และพยายามหาให้เจอ เพราะมันมีอยู่ทุกที่
5. ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ยังไม่ต้องคิด แต่ขอให้เลือกทำแต่สิ่งที่ดี และมีประโยชน์ต่อส่วนรวม แล้วเดี๋ยวสมองเราก็จะคิดออกเอง

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

โฆษณา