ก่อนนอนคืนนี้

มีการลิมิตบางส่วน ถ้าคุณมองเห็น แปลว่าคุณไม่ถูกลิมิต (เชื่อว่าคงไม่ค่อยมีคนอยากอ่านเท่าไรแล้ว เราบ่นมาก 555) ((มีการลิมิตคนจริง ๆ เพิ่งรู้ว่าเฟสบุ๊ค กับการนำเข้าข้อมูลจากแอพ จะทำเช่นนี้ได้)) แต่นะ ยังอ่านจากที่หลักได้ แต่ถ้าได้อ่าน ไม่ต้องคิดว่าเราว่าคุณ เพราะเราอยากเล่าจริง ๆ ถึงการปลดปล่อยความทุกข์ในจิตใจ และปล่อยวาง ถือเป็นการทำบุญ ได้บุญ

เราอยากจะบอกว่า ที่เราบ่น มันก็เป็นอาการปกติ แค่นั้นเอง
เราไม่ได้ทุกข์อะไรมาก แต่เป็นสภาวะที่กำลังเลือก ตัดในสิ่งที่อยากตัด เก็บในสิ่งที่อยากเก็บ
และสูญเสียในคนที่ทนสภาวะนี้ไม่ได้ (คนอ่านงง)

เราคงไม่เล่ารายละเอียดมาก เพราะถ้าคุณรู้ความจริงทั้งหมดคุณจะฮา
(คนอ่านนึกด่า)
แต่เราบอกได้แค่ว่า ไม่มีอะไรที่ใหญ่เกินกว่าใจของคุณหรอกค่ะ
คุณอาจจะถูกคนอื่นกดดันได้มากมาย แต่ถ้าใจคุณไม่เก็บมาคิด คุณก็อยู่ได้
เพราะไม่มีใครจะมามีอำนาจเหนือคุณได้จริง ๆ แต่ส่วนใหญ่คนเราจะนำสิ่งเหล่านั้นเหล่านี้มามีอำนาจเหนือเราด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่างแค่นั้นเอง ((บางคนอาจแสดงอาการจะเป็นจะตาย แต่ในใจก็เฉย ๆ ปกติดี, บางคนอาจนิ่งเงียบ แต่ในใจเต็มไปด้วยไฟริษยาที่กำลังแผดเผาให้ทุกข์ทรมาน, บางคนอาจหัวเราะเสียงดังในขณะที่หัวใจกำลังร้องไห้, บางคนอาจกำลังร้องไห้ในขณะที่ใจกระโดดโลดเต้นดีใจสุดฤทธิ์ ฯลฯ)

ยิ่งเล่าเดี๋ยวจะยิ่งงงไปกันใหญ่

เอาว่าสิ่งที่เราอยากเล่าวันนี้ มี 2 เรื่องหลัก ๆ
1) เรื่องที่ว่า เราเข้าใจอีกสเตป ของความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับพี่อ้วนหมู (ยังไม่เลิก — คนอ่านคิด) เปล่าค่ะ ไม่ได้อะไร แค่จะเล่าให้ฟัง ว่าเราคิดแบบนี้ ส่วนเขาจะคิดยังไง นั่นคือชีวิตของเขา เราเคยเล่าใช่ไหม ว่าพี่เขาแปลเพลงให้เรา เมื่อปี 2550 – 2551 ซึ่งนั่นทำให้เราคิดว่าเขาชอบเรา (ซึ่งจริง ๆ จะชอบหรือไม่ชอบ นั่นก็สุดแต่เขาแล้ว เราคงไม่ก้าวก่าย // แต่เราชอบสิ่งที่เขาทำ) แต่แล้วเขาก็เงียบ หายไป ซึ่ง ณ เวลานี้ เรากลับได้พบว่าเราอาจจะกำลังแสดงบทบาทเป็นอ้วนหมู ใส่บางคนที่ทำตัวเหมือนเราในเวลานั้น คือ เรานิ่งเงียบ ไม่ตอบ ไม่อยากสนทนา ปราศรัยอะไรด้วยอีกแล้ว ซึ่งไม่ใช่เกลียด ไม่ใช่โกรธ ไม่ได้อะไรเลย แต่แบบว่า คือหลาย ๆ อย่าง ไม่ควรมาข้องเกี่ยวกัน เพราะว่าเกิดการเรียนรู้ว่าทัศนะบางอย่างไม่ตรงกัน เช่น เปิดเผยเกินจนพูดสามคำด่าเรา(ต่อหน้า)สี่คำ แบบนี้เราก็ไม่ไหว หาว่าเราโรคจิตบ้างแหละ คือบางที คนเราก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่คิดก็ได้ เพราะว่าคำบางคำ มันทำลายความสัมพันธ์ และความไว้วางใจได้ ((ดูง่าย ๆ แม้แต่เพื่อนรักบางคน ยังผิดใจกันด้วยคำพูดได้เลย)) แต่เรื่องของความคิดอาจไม่สำคัญ เท่ากับเรื่องของการทำมาหากิน ส่วนตัวเรามองว่า คนที่ไม่มีงานประจำ (งานอะไรก็ได้ คนกวาดถนนก็ได้ แต่ต้องทำประจำ และได้รายได้แบบที่อย่างน้อยก็ได้แน่ มากน้อยไม่ว่า แต่ทำได้ มีความสามารถ และมีความชัดเจน มีหลักประกัน – ไม่ได้จะปล้น แค่อยากให้ทุกคนมองหาความแน่นอนให้ชีวิตตนเอง เพื่ออนาคตของคุณเอง) บางคนคือไม่ไหว เขาอาจจะไม่พยายามเรียนรู้เลยว่าคนแต่ละคนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล จะให้เราได้ดังใจเขาทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่ตัวของคนเราทุกคนเองก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้ ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบประณีประนอมได้

พูดยาก เราอาจหลุดไปหลายเรื่องแล้ว ด้วยความที่ไม่รู้ว่าคนจะเข้าใจอย่างที่เราอยากสื่อไหม
แต่สรุปสั้น ๆ อีกทีแล้วกัน พอดีเราเจอเพลง มันสรุปได้ดีมาก ความเฉยชาคือการบอกลา – เต้น
http://www.youtube.com/watch?v=VTHmRj0rupA
ตามนั้นเลยค่ะ
การที่ใครสักคนเขาเฉยชากับคุณ มันคงเพราะเขาต้องการบอกลา
ถ้าคุณพยายามสื่อสารแล้ว เขายังเฉยชา ก็ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ
เพราะถ้าคุณรักเขา คิดดีกับเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณควรจะทำให้เขา
เขาจะได้ไปดีมีสุขอย่างที่เขาอยาก ถ้าคุณมองว่าเขาเลว แล้วเขาเลวจริง ๆ สักวันกรรมจะจัดการเขาเอง คุณไม่ต้องเสียเวลาไปทำอะไรเขาหรอกค่ะ

กลับมาที่เรื่องอ้วนหมูอีกครั้ง เราไม่ได้อะไรเขานะ แต่เรายังตามดูเท่าที่ตามได้
ถามว่าเราจะสมน้ำหน้า หรืออะไรเขาไม่ ขอตอบเลยว่าไม่
เพราะเราไม่รู้ว่าเราทำแล้วเราจะได้อะไร
แต่อยากให้เขารู้ว่า เรารับรู้แล้ว ว่าบางทีเขาอาจจะรู้สึกแค่ว่า เราไม่มีเหตุจำเป็นใดใดที่ควรจะติดต่อสื่อสารกันต่อไป ก็เท่านั้นเอง เราไม่ได้เกลียดกัน และบางทีเราก็อาจจะรักกันในฐานะสิ่งมีชีวิตบนอาณาจักรเดียวกัน เหมือนกับ ที่เรากำลังแสดงออกใส่หลายท่าน (รวมถึงหลายท่านแสดงใส่เรา) ในฐานะอากาศธาตุ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนดีแล้ว พวกเราจากลากันด้วยดีดีกว่า กรรมจะหาทางออกให้พวกเราเอง
อย่าไปฝืนทำในสิ่งที่ไม่อยาก ถ้ามันยากลำบาก ก็ปล่อยวาง แล้วทางที่ดีคือพยายามพัฒนาตัวเอง ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่เบียดเบียนใคร โอเคแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ทำอะไรผิด สักวันคุณจะพบสิ่งดี ๆ ปล่อยวางได้ไว ก็ทุกข์ไม่นาน แต่หากปล่อยวางไม่ได้ ยังคอยตามติด (ถ้าเขาเงียบเฉยคือเขาก็ปิดตัว หนี แล้วแหละ การยังพยายามตามยื้อ อาจกลายเป็นการรังควาน การคุกคามเขาได้ — เราไม่คุกคามใครค่ะ เราเหนื่อยแล้วจากการตามอย่างงี่เง่าใส่อ้วนหมู ซึ่งวันนี้เมื่อมาย้อนดู เรารู้สึกสมเพชตัวเองเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากมาย ต้องขอบคุณหลาย ๆ อย่าง ที่ทำให้เราเข้าใจ และอยากมาเล่าให้ทุกท่านปล่อยวาง กับอะไรหลาย ๆ อย่างที่ เมื่อถึงเวลา มันก็จะเปลี่ยนไป)

อยากจะบอกว่า ถ้าวันนี้ ยังมีเพื่อนดี ๆ คอยให้คำปรึกษา คอยให้กำลังใจ บางที เห็นหน้า 5 นาที 10 นาที คุยกันบ้าง แล้วต่างคนต่างมีความสุข ต่างดีใจ มันก็เป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้นแล้ว จงรักษาเพื่อนที่ดีของคุณให้ดีที่สุด ด้วยการปล่อยให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ (ที่ไม่เดือดร้อนชาวบ้าน และไม่เดือดร้อนคุณ) เพราะความสัมพันธ์ที่กดดัน บีบคั้น มันจะทำีร้ายความรู้สึกของคนที่คุณรัก และความรักที่หวังจะครอบครองคือความรักที่เห็นแก่ตัว ถ้าสักวันเขาพบว่าความรักของคุณยิ่งใหญ่ และมีความหมายสำหรับเขา เขาจำกลับมาหาคุณ เขาจะรักคุณ ไม่ว่าจะในฐานะใด เขาก็จะเลือกที่จะรักคุณต่อไป

สุดท้ายจริง ๆ ของข้อ 1 นี้
เราเคยเจอเพจแชร์ข้อความ ที่ ทับทิม วีอาร์โซ กล่าวว่า “คุณเห็นฉันเป็นแบบไหน คุณก็จะได้รับสิ่งนั้น… จากฉัน:)” ดังนั้น ถ้าคุณรักใคร คุณอย่าไปพูด (ชัดสุดแล้ว) ว่าคุณคิดว่าเขาเป็นงั้นงี้ในสายตาคุณ เพราะถ้าเขาเกิดสะเทือนใจขึ้นมา จากที่เขาไม่เป็น เขาอาจจะจัดเต็มสิ่งที่คุณคิด ใส่คุณแบบไม่ให้คุณผิดหวังเลย ที่ดันไปหาว่าเขาเป็นแบบนั้น จำไว้ค่ะ ว่าความจริง ไม่ได้เป็นผลดี บางทีคุณอาจไม่ต้องนึกถึงหรอกว่าความจริงเป็นยังไง คุณแค่คิดเอาแล้วกัน ว่าคุณอยากในอะไรเป็นยังไง แล้วทำในส่วนของคุณให้ดีที่สุด ไม่มีใครควบคุมอะไรได้ 100% ยิ่งการควบคุมคนอื่นนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น จงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ก็พอค่ะ แล้วการกระทำของคุณ จะนำพาคุณไปยังสิ่งที่คุณควรจะได้รับเอง ถ้าทำดีแล้วพบสิ่งที่ไม่ดี คนที่ทำสิ่งที่ไม่ดีใส่ ก็จะได้รับผลไม่ดีในลำดับต่อไป คุณไม่ต้องทำอะไรค่ะ ทำใจแล้วปล่อยวางพอ โลกนี้อยู่เหนือการควบคุมจริง ๆ (เรารู้สึกเหมือนเราแก่มาก คิดอะไรแก่มาก)

2) ข้อสอง ก่อนนอน ซึ่งอยากจะบอกว่าดูแล้ว กลัว
ถ้าเขาไม่ลบไปก่อน
นี่คือ คลิปที่ชื่อว่า ความตาย และ สูญญากาศ
https://www.facebook.com/photo.php?v=146813662166796
เราเห็นจากพี่ท่านนึง ที่เราไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เราติดตามผลงานของพี่เขา
เขาแชร์ เราก็กดดู
ภาพวีดิโอ คือผู้หญิงเปลือย (ถ้าดูจนจบ คงไม่น่าเกิดอารมณ์ได้)
เขาเข้าไปอยู่ในถุงใหญ่ ที่ปิดสนิทได้และมีจุกดูดอากาศให้เป็นสภาพสูญญากาศ
เราดูเพราะเราอยากรู้ว่าท้ายสุดจะจบยังไง
แต่นะ ไม่รู้ว่้าให้แง่คิดอะไร
แต่อย่างน้อยเราขอให้แง่คิดในมุมของเรา
ผู้ซึงมีอาการประหลาด คือ หายใจไม่ออก (หวังว่าคืนนี้คงไม่เป็น)
ตอนนอนหลับ เหมือนถูกบีบคอ หรือบีบจมูก เอาว่าอากาศไม่เข้าปอด
เราดูวีดิโอนี้แล้วเรารู้สึกกลัว และนึกถึงภาพตัวเอง (แต่นะ เราคงมองไม่เห็นตัวเอง เพราะห้องเราไม่มีกระจกบานยักษ์) เวลาเราหายใจไม่ออก เราจะพยายามตะกายทุกอย่าง เพื่อลุกนั่ง ถ้านั่งแล้วยังหายใจไม่ออกอีก เราจะยืน เต้น ๆ กระโดด ถ้ายังไม่หายอีก เราจะเดิน (มันจะทุลักทุเลทุเรศทุรังพอควร เพราะมันหายใจไม่ออกด้วย) ไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด (เอาว่าถ้าหายใจไม่ออก ก็กะไปตายให้คนเห็นแหละ ว่างั้น มันเป็นรีเฟลกแหละ สัญชาตญาณการเอาชีวิตให้รอด ถูกป่าววะ)
แต่คนในถุงสูญญากาศ มันไม่สามารถทำได้ น่ากลัวมากอ่ะ คือ ไม่รู้จะพูดว่าอะไรดี
เอาเป็นว่า 1. โปรด อย่าชินชากับเรื่องที่โหดร้ายพรรค์นี้  และนี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าทำ อย่าทำตาม (พี่ ๆ เขาเม้นกันว่าผู้หญิงน่าจะขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง โดนตบเธอจึงไม่ตื่น แต่เธออาจจะไม่ตาย หรืออาจจะตาย ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเธอตาย การกระทำนี้มีประโยชน์ตรงไหน เธอไปทำอะไร ทำไมต้องเจอสภาพเช่นนี้ หรือมันเป็นการทดลองอะไร มันน่าทดลองมากเลยเหรอ
2. โปรดดูแลสุขภาพให้ดี แม้คุณอาจไม่ได้ลงไปอยู่ในถุงสูญญากาศ แต่สักวันคุณอาจต้องตกอยู่ในสภาพพงาบ ๆ แบบนี้ก็ได้

นอนเหอะ ตีสามแล้ว (นี่ถ้าเราทำงานเราต่อ ป่านนี้เสร็จแล้ว แต่อยากเขียนนี่อ่ะ)
จะพยายามไม่เขียนเรื่องที่เครียดนะคะ จะหาไอเดียสนุก ๆ มาให้ แต่อย่างน้อย ต่อไปนี้ เราจะชวนกันไปปล่อยวางกันค่ะ เพราะอย่างน้อยที่สุด การปล่อยวาง ก็จะทำให้คุณหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เร็วที่สุด
ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้ามันไม่ได้ดังใจ จงปล่อยวางมันไป แล้วไปทำอย่างอื่นที่มันยังดีกว่าได้อีก โลกนี้ยังมีสิ่งดี ๆ ให้คุณได้ไปลองทำอีกเยอะแยะ อะไรที่ไม่ดี วางมันลงซะค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบ