การพูด การไม่พูด เข้าใจแล้ว

เราว่าคนขี้บ่นนี่น่าสงสารนะ (เท่ากับเราสงสารตัวเอง เพราะเราขี้บ่นมาก)
(งานมี ไม่คีย์ มานั่งบ่น เดี๋ยวจะไปคีย์ ขอบ่นก่อน)

เราเห็นในเฟสบุ๊ค หลายเพจ หลายคน แชร์ถึงว่า คนโกรธกันเพราะขึ้นว่าอ่านแล้ว แต่ไม่ตอบ
เราเคยโมโหนะ (ร้องไห้ร้องห่ม) แต่พอแก่ ชิน ก็รู้ว่าไม่มีอะไรดี มาคิดอีกที ไม่ตอบก็ช่างแม่ง วันหลังมันถามอะไร ก็อ่านแล้วก็ไม่ต้องตอบแบบมันเลย เจ๊ากันไป

อันนี้ ไม่อยากนินทาขวัญใจ (ยังเป็นคนเดิม ถามว่าเรารักไหม เรารักมาก แต่เราไม่คาดหวัง เรารักเขามาก รักในตัวตนของเขา ไม่ต้องคิดว่าเราจะแต่งงงแต่งงานกับเขา เพราะเท่าที่ดูแล้ว อืม เขาไม่ได้ชอบเพศเราอยู่ดี อิอิ แต่เราก็รักเขามาก เรารักที่ทุกวันนี้ เราก็ยังรู้สึกว่าเราสื่อสารกันได้ แม้ไม่ได้คุยกันมากมาย บอกตรง ๆ รู้สึกโอเคนะ ที่เกิดมาได้เจออะไรแบบนี้ เป็นความรักที่ไม่คาดหวัง รู้แค่ว่าถ้ายังรักกันแล้วต่างฝ่ายต่างมีความสุขก็รักกันไป วันข้างหน้า เขาจะรักคนอื่น จนลืมเรา ก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้รู้สึกขาดทุนอะไร เพราะเราก็ให้ความรักจากความจริงใจ ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ใช่ต้นทุน แต่มันคือกำไรชีวิต ไม่ได้โลกสวย แค่อยากมองแบบนี้)
ขวัญใจเรา เราแนะนำเขาไปวันก่อน ไม่เล่ารายละเอียดแล้วกัน แต่เกี่ยวกับอ่านแล้วไม่ตอบ ตอบช้านี่แหละ เราก็ไม่ได้ตอบจากความรู้มากอะไรหรอก เราตอบจากจิตวิญญาณเรา นั่นคือ เวลาใครถามอะไรมา ถ้าเราตอบเขาได้เลย ก็ตอบเหอะ ถ้าเขาเงียบ เราก็ส่งกำลังใจ (เราเชื่อว่าลึก ๆ แล้ว ทุกคนต้องการกำลังใจ และความรู้สึกดี ๆ ทั้งนั้น) ซึ่งมันได้ผลอย่างที่เขาปรารถนา เขาโทรบอกเรา เราก็ดีใจ และรู้สึกว่า อืม สิ่งที่เราคิด มันเป็นประโยชน์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันก็คือความรู้สึกที่เราปรารถนานั่นเอง

คนอ่านงง

เอาเป็นว่า ก็ไม่ต้องแปลกใจหรอก ถ้าใครสักคนจะไม่สนใจคุณ ต่อไปคุณก็ไม่ต้องสนใจเขา มันไม่ใช่เรื่องยากเลย

มีอีกราย รายนี้น่ารำคาญ
ตัวนะ พออยากได้ผลประโยชน์จากใคร ตัวก็ปรี่มาเลยนะ
เมื่อวาน จะคุยกับเรา ตอนเที่ยงคืน กะจะด่าใครให้เราฟังอีกล่ะ โอ้ย เราทำงานอยู่ (ซะที่ไหน นั่งเขียนบล็อกด่าอยู่นี่แหละ บล็อกนี้แหละ เอนทรี่เมื่อวาน) เราเลยบอกว่าเราไม่สะดวก มีอะไรพิมพ์มา
ก็ไม่พิมพ์

ก็ดี ไม่อยากรู้หรอก

คนนี้ เขายิ่งใหญ่ ใคร ๆ ก็ต้องยอมเขา แต่ไม่ใช่เราอ่ะ คนที่เคยพูดจากดคนอื่น (ต่อหน้า) อย่าคิดเลย ว่าใครเขาจะยอมรับ

คุณต้องการอะไรเวลาที่คุณพูด คุณอยากให้เขาร้องไห้ อยากให้เขาบอกคุณว่าเขากลัวคุณ หรืออะไร
สำหรับเรา ตอนนี้เรารู้แล้ว ว่า บางครั้งเราไม่ต้องบอกโลกให้โลกรู้หรอกว่าเราฉลาด เราคิดได้
ให้พวกเขามองว่าเราโง่แหละ ดีแล้ว เขาก็ยิ่งใหญ่กันต่อไป
บางที ถ้าเราดูโง่ในสายตาของพวกเขา เราอาจจะเหนื่อยน้อยลง (อย่างน้อยก็เหนื่อยใจน้อยลง)

เหมือนเขียนงง ๆ
แต่บอกได้เลย ว่าเก็บเวลาดี ๆ ไว้ทำประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้วกัน
อย่าไปต่อยตีกับใครเลย เหนื่อย
เขาอยากยิ่งใหญ่ ปล่อยเขาไป คนมีเวรมีกรรม ไม่มีใครยอมรับ ต้องแสดงแสนยานุภาพ ปล่อยเขาไป
เรารู้แค่ว่าเราทำอะไรอยู่ ก็โอเคแล้ว

เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังถูกนินทา (ใช่ไหมอ่ะ)
เราคนธรรมดา ก็อย่าไปสนใจ คำบ่น คำด่า อดกลั้นไป ถือว่าคนพูด คนบ่น คนด่า คนให้ร้าย เขามีเวรมีกรรมจึงต้องมาก่อเวรก็กรรม เราก็ตัดวงจร อย่าไปอะไรเขา
อดทนให้มาก ๆ

แถมหน่อยได้ไหม
เราอยากร้องไห้
เหตุผลคือ วันนี้ ก็อีแท็กซี่ปากบอน https://www.facebook.com/pranitee/posts/10151514721507987  (ตอนท้ายเขาขอโทษเรานะ แต่เราก็ไม่อยากจะใส่ใจแล้ว) พอลงจากรถมา ต้องลงปากซอยบ้าน เพราะรถขายหอมแดง มาจอดกั้นปากทางเข้าซอยเลย พอแม่เราลงจากแท็กซี่ คนขายหอมแดงชวนซื้อ
เราไม่รู้ว่าแม่เราโมโหมากขนาดนั้นเลยเหรอ เพราะแม่พูดว่า ไม่ซื้อหรอก จอดรถแกะกะ รถเลี้ยวเข้าไม่ได้ ของก็หนัก (เขาถือของหนักเอง เอกสารล้านแปดฉบับ) คนขายหอม ก็ขึ้นเสียงเลย คือเขาเหมือนด่ากลับอ่ะ แต่เราปิดหูแล้ว
(เราถูกด่ามาจากในรถ เรานิ่งสุดตีนแล้วอ่ะ มาเจอด่ากันอีก เราไม่อยากฟัง)
พอเข้าบ้าน เราพูดกับแม่ว่า ทำไมแม่พูดแบบนั้นกับคนขายหอมอ่ะ เขายังต้องมาขายอีก เราอาจจะซื้อ ทำไมไปด่าเขาอย่างนั้น (พูดเฉย ๆ ไม่ได้ด่า ไม่ได้ใช้อารมณ์เลย)
แม่เราก็พูดเลย เออ เดี๋ยวจะไปขอโทษ แล้วไปซื้อหอมด้วยเลยดีไม๊
แล้วแม่เราก็ออกไป แล้วฝนก็ตกหนักมาก เราไม่รู้ว่าระหว่างนั้นแม่ไปหลบฝนร้านไหน (เพราะรถหอมจอดห่างจากบ้านไปแค่ 30-40 เมตรเอง แต่แม่ถือร่มไป
จนฝนซา ถึงกลับมาพร้อมหอม
บางทีแม่เราอาจจะร้องไห้ (เดา) เพราะเขาร้องไห้ แล้วพูดว่า เราชอบว่าเขา เราชอบสอนเขา บ่อยมาก
ซึ่งเราก็เสียใจ แต่เราอยากจะบอกว่า เราเหมือนสอนตัวเอง คือ แต่เล็กจนโต มาเราวีนเหวี่ยงมาก (เป็นแบบที่แม่เราทำ) เราคิดว่าถ้าคนที่บ้านเป็น คงเป็นเพราะติดนิสัยเรา (แม้ไม่ใช่โรคติดต่อ)

แต่เราก็ติดมาจากผู้ใหญ่ในบ้าน (มันเหมือนทำประชดมาแต่เล็กน่ะ)

พูดยาก ทุกวันนี้ เราจึงพยายามลดอัตตาลง ให้ดิ่งที่สุด

แน่นอน เรายังคงร้องไห้ เวลาที่ถูกด่า ถูกว่า โดยเฉพาะถูกด่าถูกว่าจากสภาพที่หมดหนทางชี้แจงหรือไม่มีทางเลือก
แต่จะไม่ใช่การแสดงต่อหน้า
เพราะเราไม่ต้องการให้มันเรื้อรัง
(แต่แน่นอน ถ้ามันเป็นเรื่องของส่วนรวม เราก็ต้องฉะด้วยเหตุผล เพราะแน่นอน ถ้าเป็นเรื่องส่วนรวม เราจะฉุดให้คนอื่นเดือดร้อนด้วยไม่ได้ ถ้ามันคือเรื่องที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเรา)

ส่วนตัว ถึงเราจะไม่ชอบหลายสิ่งที่เราต้องทำ
แต่เราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ดีที่สุดคือ ให้ระบบไหลไปได้ ไม่มีติดขัด แม้จะไม่ถูกใจ พวกเรื่องมาก ไปบ้าง แต่ก็จะทำเท่าที่ทำได้

ไม่จำเป็นหรอกว่าคนเราจะต้องรักชอบในสิ่งที่ต้องทำ แค่พยายามทำให้มันผ่านไปได้ ก็พอแล้ว
เพราะในระหว่างทาง ก็อาจจะได้พบเจอกับความรัก ในรูปแบบอื่น ๆ (ไม่ใช่ชู้สาว) ที่ทำให้ได้รู้สึกว่าตัวเองมีค่า ที่ได้ช่วยขับเคลื่อนระบบ แม้ไม่มาก แต่ก็ไม่ถ่วงระบบอื่น ๆ https://www.facebook.com/pranitee/posts/10151514763337987 (น่าคิดนะ)

ดราม่า แบบงง ๆ

เอาว่าทุกวันนี้ เรามีเรื่องที่เรามีความสุขได้ทุกวัน
และไม่สำคัญหรอก ว่า เราจะรวยจนแค่ไหน แค่เราไม่เป็นหนี้ และเราไม่ได้ขอใครแดก ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร (และพยายามเตือนไม่ให้คนสร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง เท่าที่จะสามารถทำได้)
เราโอเคแล้ว

ปล.เราอาจจะบ่นมากนะ ในบล็อก โดยเฉพาะช่วงนี้
แต่บอกได้เลย ว่า ในภาวะปกติ เราจะไม่บ่น ไม่ชักสีหน้า ไม่แสดงอาการมากมาย เราจะพยายาม รับรู้ และถ้าวางได้ก็วาง งานมันเยอะเกินกว่าจะถือในเรื่องที่เราบังคับ กะเกณฑ์ ไม่ได้
แม้แต่ตัวเราเอง เรายังไม่สามารถกำหนดได้ทุกสิ่งเลย แล้วจะไปคาดหวังอะไรกับคนอื่น

ใส่ใจต่อความพิการทางจิตใจของคนให้น้อย ๆ แล้วทำหน้าที่ของตัวเองไป พอแล้ว
สุดท้าย คุณจะมีความสุข ที่คุณสามารถคุมใจตัวเองได้

*********************หลายอย่างที่ด่า เราก็เหมือนด่าตัวเอง ด่าอดีตของตัวเอง และอนาคตของตัวเอง (ถ้าเรายังเปลี่ยนนิสัยไม่ได้)

ทุกวันนี้เราเคารพนับถือคนที่นิ่งเงียบ และมีเหตุผล กราบเลย
คนที่สงบ (ใจสงบ ไม่คิดไปตอแย ทำร้าย ทำลาย สร้างความเดือดร้อนใส่ใคร) คือ ผู้ชนะอย่างแท้จริง

โฆษณา

ระบายจากใจ (รับไม่ได้ ก็อย่าอ่าน) …ละเบื่อ

เขียนจากการระลึกมาหลายรอบแล้ว จนคิดว่าควรจะเขียน
(จริง ๆ จะนั่งทำ SDQ แต่ไม่ดีกว่า เราเพิ่งรู้จักนักเรียนเราได้ 1 เดือน เราอาจจะตอบผิด ขอรู้จักเพิ่มอีกนิดนึง ถึงจะกา จะได้คีย์ จะเขียนชื่อยังขี้เกียจ เพราะว่ามานั่งหางานอื่น เกี่ยวกับที่ทำงานแหละ ไม่ได้มีเวลาทำอย่างอื่น จะมีก็แค่ฟังเพลง เพราะอยากผ่อนคลายบ้างอะไรบ้าง)

1. การให้เด็กไว้ผมยาว นั้นมีแต่ปัญหา สิ่งที่เราเห็นทุกวันนี้คือ นักเรียนหญิง นั่งเกล้าผมให้กัน ถักเปีย แกะผมแล้วแกะผมอีก ไม่พอใจในทรงผมของตัวเอง แถมยังมีการถามว่า ครูถักเปียเป็นไหม ถักให้หน่อย เราไม่รู้นะว่าการตัดผมเด็กเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลตรงไหน แต่บอกได้เลย ว่า ตอนเราอายุเท่าพวกมัน เราให้ป๋าตัดผมให้ตลอด เพราะเรากลัวครูปกครองทำโทษ และรู้สึกว่าตัดผมนั้นดีแล้ว มันไม่ต้องยุ่งวุ่นวายอะไรกับหัวกบาลเลย ทรงนักเรียนเหมือนกัน ไม่มีเหลื่อมล้ำ ม.ปลายก็ผมสั้น
(ตอนนี้เราก็ผมสั้น เพิ่งตัด ประหยัดค่ายาสระผม ค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ต้องบำรุงมาก
คือ อยากสวยก็เข้าใจ แต่นะ เชื่อเหอะ ว่าการให้ไว้ผมยาว มันทำให้เด็กเสียเวลากับเรื่องผมมากอ่ะ และถ้าโรงเรียนยังบังคับเรื่องผมอยู่ ก็เป็นภาระของครูอีก กะไม่ถูกจะตัดอะไรยังไง ต้องตามด่า ตามจิก มัน ยุ่งวุ่นวายมาก ผมสั้นเหมือนเดิม ดูง่าย ชินตา — ผู้ชายก็ด้วยนะ กะไม่ถูกกี่เซน ๆ อย่าให้เล่า เราโดนผู้ปกครองใส่มาแล้วรอบนึง “ครูจะเอายังไง …” ฟังเสร็จ ปวดท้องเลย ดีที่เราไม่ได้ตัด)

เยอะ เรื่องเยอะ

งานน้อยกันหรือไง ไม่เข้าใจ
********************************
2. การให้เอกสารอะไรกรอกก็ตาม ช่วยทำตัวอย่างการกรอกให้หน่อยได้ไหม
แล้วแนบมาพร้อมใบแบบฟอร์มแหละ
คือ บางครั้งการอธิบายด้วยเสียง ก็ไม่เข้าใจ
คนสมัยนี้เข้าใจอะไรยากนะ (รวมถึงเราด้วย)

อย่างมีแบบฟอร์ม เยอะ ๆ ไม่บอกแล้วกันว่าอะไร
ลูกศิษย์โทรมา ถามว่าให้เขียนอะไร เขียนชื่อครูที่สอนเหรอ???
เรานี่ งง ไปเลย

คือประมาณว่า เป็นเรื่อง “ความสามารถพิเศษ”
แล้วเขียน เช่น
[ ] ภาษาไทย
1……………….
2…………………
[ ]คณิตศาสตร์
1……………..
2……………..
.
.
.
[ ]อื่น…………….
1………………..
2…………………

เด็กนึกว่าใน 1 กับ 1 ให้เขียนชื่อครู (คือโจทย์ ไม่อ่าน หรือไม่ใส่ใจ ว่าเขาถาม “ความสามารถพิเศษ” มาเขียนชื่อคงครูไร งง” ทั้งที่จริง ๆ ควรจะเขียนกรอกเป็นแบบนี้
[ / ] ภาษาไทย
1……………….ขับเสภาได้……….
2…………………แต่งกลอน 8 ได้……….
[ ]คณิตศาสตร์
1……………..ถอดสแควร์รูทได้เร็วมาก………..
2……………..สร้างพับกระดาษเป็นรูปทรงเรขาคณิตได้…….
.
.
.
[ / ]อื่น…………….งานอดิเรก………
1………………..ขี่จักรยานผาดโผน…….
2…………………เล่นมายากล…

อะไรแบบนี้เป็นต้น

คือเด็กสมัยนี้ ถ้าเก่งเลยก็ดี แต่ที่สัมผัสมา เรารู้สึกว่า ค่อนข้างไม่รู้จักการรอคอย ไม่นิ่ง สมาธิสั้น ไม่มีมารยาท และคิดน้อย (ไม่ค่อยคิด) และคิดเล็กคิดน้อย (ใช้อารมณ์) เยอะ เยอะมาก เราว่าเราเยอะแล้ว เจอเด็กตัวเอง เบื่อเลย ยอมรับ เราพยายามลดความเยอะลง เพราะเยอะเจอเยอะ ประสาทกินพอดี

*********************

3. เราอยากแนะนำให้พ่อแม่ทุกคนใส่ใจลูกให้มาก ๆ (ไม่ได้ให้ไปวีนเหวี่ยงครู)
แต่ให้ กลับบ้านมา (ตั้งแต่้ประถมเลย) ให้เด็กอ่านหนังสือให้ฟัง วันละ 1 หน้า เราเลือกให้เอง เอาหนังสือที่เหมาะกับวัย
พอโตขึ้นหน่อย ให้ใช้เด็กเขียนหนังสือ วันละ 1 หน้า
ฟังกับพูดเนี่ย เขาได้ใช้อยู่แล้วกับพ่อแม่ ถ้ายังคุยกัน
แต่ อ่านกับเขียนเนี่ย พ่อแม่ต้องเช็ค
จะมัวโทษครู คงไม่ได้หรอก เพราะึครูก็มีงานเยอะแยะ ดูแลลูกหลานของกี่ท่าน กี่ท่าน เต็มไปหมด
ฉะนั้น ถ้าท่านช่วยตามนี้
ดูแลลูกท่าน เบื้องต้นตามนี้
ถ้าลูกท่านดี ขอให้ท่านภูมิใจในตัวเอง ไม่ต้องชมครูบาอาจารย์ก็ได้ แค่ทำในส่วนที่ท่านควรทำ ได้แค่นี้ ก็ดีมากแล้ว ถือเป็นการฝึกลูกหลานให้เขาได้ช่วยเหลือท่านด้วย
(ให้อ่านข่าวให้ท่านฟังก็ได้ ท่านจะได้ไม่ต้องอ่านเอง ฟังเพลิน ๆ
เขียนงาน ก็ให้เขียนการ์ด เขียนอะไรให้ท่าน ท่านก็ไม่ต้องเปลืองแรง
ไม่ได้ใ้ห้ใช้แบบเอาเป็นเอาตาย ใช้เพื่อฝึกให้เขาทำงาน)

เราเชื่อว่าเด็กห้องเราอ่านหนังสือไม่ออกหลายคน (ม.1 ) สะเทือนใจ

และที่สำคัญ จนทุกวันนี้เราก็ยังไม่สามารถทำให้เด็กเงียบเพื่อตั้งใจฟังเราได้
เพราะอะไรนะเหรอ เพราะเราไม่น่ากลัวไง เด็กไม่กลัวเรา
เราไม่ตี (ไม่มีแรง) เด็กหลายคนบอกให้เราตี เด็กดื้อ ๆ
เชียร์ให้ตี แต่เราไม่อยากตี เราเหนื่อย
และเหตุผลที่เราไม่ตีคือ เราเป็นอัตราจ้าง ตีไป ก็เดี๋ยวโดนเอาเรื่อง ผู้ปกครองเข้าอีก เลยปล่อย ใครจะหาว่าคุมเด็กไม่ได้ก็ช่าง แล้วแต่ใครจะมอง เราก็ทำได้แค่นี้แหละ
แต่เราอยากให้รู้ว่า
เราพยายามพูด เตือนเด็ก เท่าที่เตือนได้แล้ว
ทั้งเรื่องอย่าขาด อย่าหนีเรียน ยังไงพ่อแม่ก็ต้องรู้ ต้องถูกลงโทษจากทางโรงเรียน เดือดร้อนเยอะแยะ
นี่เรามีเกณฑ์ใหม่แล้ว ถ้านักเรียนไม่ตก เราจ่ายให้วิชาละ 5 บาท (เงินส่วนตัว กูยอม)
เพราะอยากให้รางวัล ซึ่งใครจะหาว่าเราสอนเด็กให้เห็นแก่เงิน เราไม่สน
เพราะถ้าเด็กทำได้ เราก็ดีใจ มันคือผลดีกับชีวิตเขามากกว่า ที่ว่าเขาจะเห็นแก่เงิน
เด็กเรียน 8 วิชา ถ้าไม่ตกเลย ก็ได้คนละ 40 บาท (ทั้งห้องก็ประมาณ 2000 // มีเกณฑ์เก่าด้วย คือ ถ้าใครได้เกรด 4 ได้วิชาละ 10 บาท ฉะนั้น ถ้าใครได้ 4.00 ก็จะได้เงิน 120 บาท ซึ่งเงินนี้ ไม่ได้จ่ายกระหน่ำยังไง แต่เรากะว่าจะจ่ายเป็นเงินห้อง คือ พวกเขาไม่ต้องเสียเงินห้องไง ดีออก )
ถ้ามันจะไม่ตกกัน เราจะดีใจมาก
เพราะทุกวันนี้ โทรตาถามผู้ปกครอง เด็กไม่มาโรงเรียน จนเราคิดว่าเราโทรหาผู้ปกครอง มากกว่า หาพ่อ หาแม่ หาพี่เราแล้ว หาแฟนไม่ต้องพูดถึุง ไม่มี มีแต่ขวัญใจ ก็โทรน้อยกว่าผู้ปกครอง บางวันเราโทรหาผู้ปกครองถึง 6 ราย เพราะเด็กพร้อมใจกันไม่มาโรงเรียน (โดดเรียน)
ยังคิดเลยว่า มันเป็นเวรเป็นกรรมอะไรของฉัน
แล้วที่ทำงาน บอกว่าไปโทรที่ห้องปกครองได้ แต่นะ ตึกไกลมาก หนูยอมเสียเงิน เพราะหนูสงสารขาหนู เดินไม่ไหว เหนื่อย ไม่โทษใคร ออกเองได้
แต่แค่สงสัยว่า ทำไมเด็กสมัยนี้ มันไม่มีสำนึกเลย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ไม่ดูแลเลย

สมัยเราเรียน เราร้องไห้บ่อยมาก เพราะเราก็ไม่ชอบเรียนในระบบการศึกษาไทย ที่เรารู้สึกว่า ยัดเยียด และบีบบังคับ ไร้เหตุผล (เรามอง คุณไม่มองก็ไม่ต้องเชื่อตามนี้) แต่เราก็ทนเรียน เหตุผลคือ เราไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้ใคร พ่อแม่ครูอาจารย์ เราสอบตกกลางภาค เราร้องไห้ วิ่งหาทางแก้ที่ตกเป็นบ้า เด็กสมัยนี้ ตกกลางภาค รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางคนขึ้นอีกชั้นแล้ว ของ ม.ที่แล้วยังตกตั้ง 15 วิชา (เราคิดว่าเอ่อ มันมาเรียนหรือมาทำอะไรวะ เรียนไม่น่าเกิน 20 วิชา มันตกตั้ง 15 วิชา — เด็กห้องอื่น ไม่ใช่ห้องเรา แต่เรารู้มา) ถ้าเป็นยุคเก่า ต้องซ้ำชั้นแล้ว

หลายอย่างมันเยอะ และเหนื่อยล้ามาก
บางทีเราคงไม่เหมาะกับความรับผิดชอบนี้ แต่บอกได้เลยว่าเรายังสรรเสริญครูที่ดี และยังรักการสอน (ที่ไม่ใช่กับเด็กกลุ่มใหญ่ขนาดนี้)
จะพยายามอดทน อย่างน้อยก็ให้พวกเขา เอกสารครบ ก็ตามจิกกันต่อไป

ถ้าพ่อแม่จะช่วยอะไรเราอีกอย่าง
1) ช่วยซื้อแฟ้ม F4 ที่ติดกระดุม ให้ลูกพกใส่กระเป๋านักเรียนด้วย เพราะเอกสารเราเรียบ ๆ ไป กลับมาเน่าเละ แทบทุกแผ่น
2) ช่วยให้ลูกแขวนปากกาห้อยคอ มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด (ส่วนตัว เราจะรักและชื่นชมคนที่มีปากการในกระเป๋าเสื้อ หรือแขวนปากกาหลายสีที่คอ มาก ๆ เราว่าเขาคือคนที่ดูแลตัวเองไม่ให้เดือดร้อนชาวบ้านได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว — รู้ไหม สิ่งของที่ถูกขโมยมากที่สุดคือ ปากกา โดยเฉพาะในหน่วยงานราชการ)

ยังไม่ว่างเล่าอีกหลายเรื่องนะ อัดอั้น
แต่บอกได้เลยว่า ขอให้ดูแลจิตใจของเด็ก ให้รักการเรียน ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ไม่มีใครดูแลเขาไปได้หรอก แต่ถ้าเขา “เงียบเป็น” “ตั้งใจฟังเป็น” “มีมารยาทสังคม” เขาจะผ่านพ้น ระบบที่เขาไม่ชอบไปได้ และช่วยบอกเขาทีว่า โรงเรียน มีคำตอบให้ชีวิตเขาแน่ ๆ ขอแค่ช่วยหยุดฟัง เวลาที่ครู พูด ไม่ต้องพูดอะไรเลย ฟังเท่านั้น คนอื่นไม่ฟังก็ช่าง เขาจงตั้งใจฟังเท่านั้น เพราะถ้าทุกคนคิดได้แบบนี้ จะมีแต่ความเงียบของคนที่ตั้งใจฟัง และการสื่อสารก็จะไม่ผิดพลาด “บอกลูกหลานของท่านว่า เวลาในโรงเรียนนั้นไม่กี่ปี เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้ว หลังจากนั้นเขาจะมีเวลาพูดอีกมากมาย แต่จะพูดได้มีสาระหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า ตอนเขาอยู่ในโรงเรียน เขาเก็บอะไรไปได้บ้าง — แต่ถ้าพ่อแม่เสริมให้ได้ ก็น่ายินดี แต่ถ้าเหวี่ยงโรงเรียน ขอแนะนำว่า ควรเอาลูกออกไปสอนเอง เพราะถ้าคุณต่อต้านระบบซะเอง เด็กก็จะต่อต้านระบบตามคุณ”
ในวิชาชีพนี้ ไม่มีใครสบายหรอกค่ะ
แต่จะไม่สบายแบบมีความสุข หรือมีความทุกข์ด้วย ก็อีกเรื่อง
ตอนนี้ภาวนาให้ผู้ปกครองดูแลลูกหน่อย อัตราจ้างอย่างเรา ทำอะไรมากไม่ได้ เครียดไปหมดแล้ว

แต่เราบอกได้เลยว่า เรารู้อะไร เราก็บอกก็เตือนเขา เขาไม่ต้องเคารพเราก็ได้ แต่จงฟังเรา อย่าให้เราต้องแหกปาก เพราะถ้าเราคอแตก เราคงหยุดอาชีพนี้ แต่เพียงเท่านี้ (โทรโข่ง ที่ใช้ตอนประถม พังไปแล้ว ไม่รู้ใครทำ หรือเราตะคอกใส่มัน -*- )

ยังมีหลายเรื่อง ที่พูดไปก็เท่านั้น

เตือน บอก เพราะ “ไม่อยากให้เสียเวลา” “ไม่อยากให้มีปัญหา” “ทุกอย่างจะผ่านไป”

พอ จะนอน งานไม่ทำแล้ว นอน
(เครียดเริ่มส่อเค้าลางขี้ไม่ออกอีก เครียด เครียดได้ทุกวัน ไม่ชอบเป็นครูจริง ๆ นะ เด็กไม่กลัว เราไม่น่ากลัวหรือไงไม่ทราบ ไม่มีใครกลัวเรา เบื่อ ไม่เคารพไม่ว่า ช่วยฟังและทำตามที่บอก บอกด้วยความหวังดี ไม่อยากให้เสียเวลา ไม่อยากให้มีปัญหา เบื่อเหมือนกัน)

หมดอารมณ์สอนแต่งเพลงไปเลย ไอดงไอเดีย แรงบันดาลใจ หายหมดเกลี้ยง