สวิตช์ไฟรวมไว้ฟน้าประตูทางเข้าห้อง หรือหน้าห้อง

ด่วนมาก โดยเฉพาะกับสถานที่ราชการ
วันนี้เราไปเดินตามหานักเรียนเราที่โดดเรียน
ไปอาคาร ที่เป็นชอปเก่า (พี่สาวบอกว่าน่ากลัว ไปคนเดียวได้ไง)
ก็เกินไป เจอว่าน้ำท่วมในห้อง
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือห้องที่ 3 เป็นอีกอาคาร มีตึุกแรกบัง
เข้าไป รู้สึกขนลุก เพราะว่า เราได้ยินเสียงหึ่ง ๆ
ก็เงยไป พบว่าพัดลมเปิดอยู่ 1 ตัว
เราเข้าห้องไปดูที่เสา แต่ไม่เห็นสวิตช์
เลยรีบออก บอกตรง ๆ ถ้าเห็นไม่ชัดไ่ม่กล้าไปตามหา
กลัวตายเหมือนกัน มันไม่มีคนแถวนั้น (เราเป็นคนมีความหลอนนิด ๆ)
เลยปล่อย ช่างแม่ง ไฟก็ไฟที่ทำงาน (อย่าหาว่าเราเห็นแก่ตัวเลย ระบบบจากอะไรหลายอย่าง เห็นแก่ตัวและทำร้ายเราเยอะกว่าเยอะ อย่าให้เล่า เพราะเล่าไป เราก็ยังไปไหนไม่ได้ ด้วยคำว่า “รับผิดชอบ”)

เราเลยจากมาโดยไม่ได้ปิดพัดลมให้ เพราะเราไม่ได้เปิด

เราจึงคิิดว่า ทีหลัง ทั้งคัตเอาท์ มาอยู่ข้างประตูทางเข้าเลยดีไหม เปลืองสายไปนิดหน่อย (อาจมาก) แต่แลกกับการที่ ไอ้อีที่เข้าไปใช้งานห้อง มันจะได้เห็นง่าย ๆ ว่าก่อนมันจะยุรยาทออกจากห้อง มันควรจะดูสวิสต์ ที่เอามากองรวมกันให้มันเห็นง่าย ๆ แล้ว

ขอบอก มีเรื่องการด่ากัน เรื่องลืมปิดไฟเยอะมาก

ถามจริง ทำไมคุณไม่หาทางป้องกัน แก้ไขปัญหา คุณจะด่ากันหาห่าอะไรไม่ทราบ
ส่วนตัว ถ้าเรารับผิืดชอบตรงไหน เราจะจดไว้ (บางจุดยังไม่มีเวลา ไม่ได้ว่างขนาดนั้น)
เพราะอะไร เพราะเราไม่ได้จำได้หมดทุกจุด ณ บางอารมณ์ ต้องมีบ้างที่ลืม
ฉะนั้น เอามากองรวมกันจุดเดียวในห้องเลยดีกว่า คนสุดท้าย ก่อนออกจากห้อง ก็แค่มองว่าปิดหรือยัง ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน

1:12 (นอนเถอะนังแอม หน้าแกแก่มากแล้ว)
ไว้คิดอะไรได้ จะมาเล่าใหม่ค่ะ ขอโทษที่ในเอนทรี่นี้มีหยาบคาย ด่า เยอะ ออกแนวเก็บกดจริง ๆ
ถ้าไม่มโน เราเชื่อว่า คุณจะได้มุมดี ๆ จากเราไปปรับปรุงเพื่อลดปัญหา (โดยเฉพาะสงครามน้ำลาย) ป้องกันแก้ไขสิคะ จะมาด่ากันทำไม (ถ้าไม่แก้ไข ก็เขียนป้ายใหญ่ ๆ บอกเลย ยอมรับเถอะว่ายุคนี้ หายากเต็มที คนที่สมบูรณ์แบบน่ะ อย่าไปด่ากันเลย)

ว่าแต่เขาอีเหนา เราก็เป็น อิอิ ครอก

ถ้าไม่ได้เขียนเรื่องที่โปรยไว้เมื่อวาน เราคงจะไปต่อไม่ได้ (เขียนเรื่องอื่นไม่ได้)

ยอมรับ จิตตกกับหน้าที่ จนคนเข้าบล็อกน้อยลงมาก (ดูจากสถิติ) แต่นะ
นี่จะเป็นอีกหนึ่งแง่คิดจากเรา ที่เราประจักษ์เอง
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ในการย้อนมองตัวเอง เพราะเราย้อนแล้ว พบว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะคิดแบบนั้น และที่สำคัญเหมือนเราก็กรรมตามทัน

ก๊อปมาเลยนะ

เราจะมาเขียนเรื่องอ.สุมณี
+ อ.สุมณี คือ ครูของแม่เรา ท่านเป็นครูผู้หญิงที่เราไม่เคยเจอ แต่จากการที่แม่เล่า ทำให้เรารู้สึกว่าทำไมท่านก็อายุเยอะแล้ว แต่แบบ ไม่รู้จะอธิบายยังไง เช่น กระโปรงท่านเบี้ยว ท่านก็จะแบบไม่กล้าขยับกระโปรงเอง กลัวดูไม่สุภาพ ไม่เรียบร้อย นั่งแท็กซี่คนเดีัยวไม่ได้ กลัวไปหมด คือแบบแม่เราก็ต้องไปกับท่านอยู่ช่วงนึง (ตอนเราเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัยนี่แหละ) เราคิดเลยว่าทำไมท่านต้องกลัววะ มีอะไรน่ากลัวนักวะ
ตอนนี้ท่านเกษียณไปแล้ว
= วันนี้ของเรา เรากลัวอะไรเยอะมาก เรายอมรับว่าเรากลัวความผิดพลาด เรากลัวถูกซ้ำเติม แม้ไม่ได้กลัวการหมุนกระโปรงที่เบี้ยว (แต่กลัวแท็กซี่ ไม่ขึ้นแน่นอนคนเดียว เรายอมเป็นปลากระป๋องในรถเมล) อาจเพราะเราเคยคิดแบบว่า อืมทำไมเป็นถึงครูของแม่ ท่านถึงยังกลัวขนาดนั้น??
(พูดยากนะ ครูหลายคนก็มีมุมที่กลัว หรือทำอะไรไม่เป็น แม่ของเพื่อนคนนึง เป็นครู ท่านไปไหนมาไหนเองไม่ได้เลย ไปไม่เป็น เพราะพ่อของเพื่อนรับส่งตลอดไง — ก็เข้าใจแล้ว ชีวิตคนเราต่างกัน)

อ.แหม่ม
เป็นอ.สวย ๆ เด็ก ๆ ที่เราเคยเรียนด้วย
ท่านมาคุมสอบแทนอ.อีกท่าน ตอน ม.6 แล้วท่านก็ไม่ยอมด่าเด็กที่ลอกกัน
เราไม่ลอก เราได้คะแนนน้อย แต่ไอ้พวกที่ลอก ได้คะแนนเยอะ
เราเขียนข้อความลงเว็บบอร์ด (ส่วนตัว ไม่มีคนอ่าน และ print ไประบายความในใจให้อ.ตัวจริง ที่ไม่มาคุมสอบ ให้ท่านฟังว่าเกิดอะไรขึ้นในห้อง อ.ตัวจริง ท่านกอดเรา — เพื่อนที่เป็นทอม อิจฉาเราว่าทำไม ได้รับกอดจากอ.ตัวจริง (คือท่านสวยมาก) และเหมือนท่านไปเรียก อ.แหม่ม มาฟังว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ตั้งแต่นั้น เราสัมผัสได้ว่าอ.แหม่มไม่มองเราอีกเลย)
คือคนจะมองว่าเราด่าท่านอ่ะ ซึ่งเราก็คงด่าจริง ๆ เรากล่าวประมาณว่าท่านไม่สามารถคุมเด็กได้ ทำให้เด็กลอกกัน (แต่เราโง่ และไม่ลอก แล้วเห็นแก่ตัวไง อยากได้คะแนนเยอะเหมือนพวกที่ลอกกัน 555 — ก็พยายามเข้าใจตัวเองอานะ เราก็ไม่ได้ดีเด่ไรหรอก)
= วันนี้ เราคุมเด็กไม่ได้จริง ๆ เด็กไม่กลัวเราเลย และเราทุกข์มาก เพราะเราไม่ตีเด็ก (ตีไม่ได้ กฎหมายห้ามตี ด่าก็ไม่ได้ เราต้องอัดเพลงวงเรา สรุปเราทำห่าอะไรไม่ได้เลย นอกจากแทบจะกราบเด็ก — พูดแรงไป ก็ต้องพยายามติดตามเอง เท่าที่จะไม่จนไปกว่านี้ เราร้องไห้เยอะมาก และที่สำคัญ เด็กเราเองก็ตะโกนใส่เราว่า ทำไม่ครูไม่ตี ทำไมครูไม่ด่ามัน ทำไมครูไม่ทำให้มันกลัว มันไม่กลัวครู มันด่าครู มัน… เยอะมาก อืม เราชัดแล้วว่าอาจจะเป็นเรื่องของเวรกรรม // คือครูเราท่านจะผิดไม่ผิด เราไม่ควรไปพิพากษาท่าน เพราะเราไม่มีสิทธิ์ ส่วนตัว อโหสิกรรมให้นักเรียนนะ เพราะเหนื่อย ยอมรับว่าเหนื่อย — วันนี้เราถูกเพื่อนครูด่าด้วย เรื่องเด็กหนีเรียน อย่าให้เราเล่า เดี๋ยวเราร้องไห้อีก เราคิดว่า อืม เด็กมันมีมือมีตีน มันหนีเรียน เราจะไปตามหาที่ไหน แต่เราต้องไป เหตุเพราะ เราไม่มีคาบสอน อืม แล้วเราไม่มีงานเหรอ? ทำเท่าที่ทำไหวนะ พยายามเข้าใจทุกคน แต่บางครั้งเราเหนื่อยมาก เราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้)

อ.ผู้ชาย จำชื่อไม่ได้
ท่านเป็นอ.หัวหน้าหมวดศิลปะ (ไปอบรมหัวหน้าหมวด ตอนที่แม่เป็นหัวหน้าหมวด) ท่านไม่เคยไปไหนเลย นอกจากบ้าน (แถวบางบ่อ) กับโรงเรียน ท่านขึ้นรถไฟฟ้าไม่เป็น เราก็นึกแปลกใจ เพราะท่านเป็นผู้ชาย ดูท่านเป็นคนรักบ้านนะ ไม่ไปไหนเลย แปลกดี (ในความคิดตอนนั้น เพราะเราเข้าใจว่าผู้ชายจะต้องดูเจนโลกกว่าผู้หญิง — ท่านเป็นผู้ชายปกติ มีภรรยา มีลูก // แต่ก็ไม่ได้อะไรหรอก แค่ว่าแปลกดี แต่นะ)
= ก็คนเรานะ เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไร ก็ย่อมไม่เคยทำ ทำไม่เป็น ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก ดังนั้นถ้าอยากทำเป็นก็แค่เรียนรู้ที่จะไปทำ อืม ชีวิตเราอาจต้องเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อย่าไปอายอย่าไปกลัว ทุกคนล้วนผ่านการเรียนรู้ทั้งนั้น ไม่มีใครทำเป็นตั้งแต่อยู่ในท้องพ่อท้องแม่

พี่พิมพ์
เป็นเพื่อนที่ทำงานเก่า (ที่เราทำ 7 เดือน) ((ถ้ามาอ่านหนูกราบขออภัย แต่เชื่อว่าไม่น่าเจอ ทุกท่านที่เราเขียนถึง ท่านไม่น่ามาเจอบล็อกนี้)
ตอนนั้นเราอายุ 24 พี่เขาอายุ 32 เรามองว่าทำไมเขาอายุตั้ง 32 แต่ยังได้เงินเืดือนเท่าเรา ตอนนั้น 7พันนิด ๆ และยังไม่หาอะไรที่มันได้เงินมากกว่านี้ทำได้ อะไรแบบนี้ คือเราเทียบว่าเขาอายุมากกว่าเราตั้ง 8 ปี แต่ก็ยังจนเหมือนเรา
= มาวันนี้ ที่เราอายุ 28 ปี อืม เราก็ยังจน และถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง เมื่อเราอายุ 32 เราอาจจะถูกเด็กอายุ 24 มองแบบนี้บ้างก็ได้ ซึ่งเราจะรู้สึกยังไง เราก็ไม่รู้ แต่นะ ความคิดนี้ ทำให้เรารู้เลยว่า เราต้องพยายามทำอะไรสักอย่าง หรือ ไม่ทำก็ได้ หากมันเป็นความพอใจ คิดซะใหม่ อย่าไปเปรียบเทียบอะไรเลย คนเรามีความสุขได้ไม่เท่ากัน สิ่งที่เราเห็นว่าทุกข์ อาจเป็นความสุขของเขาก็ได้ หรือมันอาจเป็นความพอใจ อย่าไปเปรียบเทียบ เพราะคนที่ทุกข์อาจไม่ใช่เขาแต่เป็นเราเสียเอง เมื่อวันนึงที่เราพบว่าเราเองก็ไม่ได้เรื่องเลย แล้วจะยังไปดูถูกคนอื่นเขาอีก (ไม่ได้ดูถูกนะคะ T.T แค่ตั้งข้อสังเกต)

เป็นเรื่องของบาปกรรมเท่าที่เรานึกได้
และ เราจะเขียนบอกว่า เราไม่กลัวอะไรแล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะกับคนที่นิสัยไม่ดี แล้วยังไม่รู้ตัวด้วยการคอยกะเกณฑ์ชีวิตคนอื่น (คอยเสือกไปทุกเรื่อง) มโนได้ทุกเรื่อง จิตตกและเหวี่ยงทุกเรื่อง ถ้าอันเฟรนด์เราก็เชิญ เพราะเขาไม่ได้มีบุญคุณกับเรา ทุกคำพูดของเขา เรายังจำได้ดี ไม่ได้จะมาด่าเหมือนที่ออยมันด่าเรา แต่แค่จะชี้ให้เห็นว่าทำไมจึงไม่มีคนจริงใจกับเขา
+ก็ไม่มีอะไรมาก เราไม่เคยสนใจเลยว่าใครจะโพสต์ด่าเราลอย ๆ หรือยังไง ถ้าเราบังเอิญอ่าน แล้วร้อนตัว แล้วเป็นจริง เราจะแก้ไข ถ้าร้อนตัว แต่ไม่เป็นจริง เราก็ทำเรื่องดี ๆ อื่น ๆ ให้คนได้รู้ อย่าไปมโนมาก
(ส่วนใหญ่ที่เราร้องไห้ เพราะเราปะกับความงี่เง่าของคนที่ต้องการด่วน ต้องการทำทันที ทำก็ด่า ไม่ทำก็ด่า((หลายครั้งอยากถามกลับไปว่า เพื่อ? เอื้อแค่ไหน? ทำไม??)) แต่เรื่องด่าลับหลัง นินทา เขียนด่า เราไม่ใส่ใจเลย มันเป็นอะไรที่ควบคุมยาก)

และทางเลือกของเรา
เลือกที่จะรักคนที่เรารัก โดยที่ไม่ต้องคิดว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง ใครทำให้เรามีช่วงเวลาที่สบายใจ เราก็ดีใจที่เกิดมาได้เจอกัน แน่นอนเราย่อมรักเขามากกว่าคนอื่น ๆ
เรารักคนคนนึงมาก เขาคือคนที่อาจไม่ได้รักเราที่สุด แต่ถ้านอกเหนือจากพ่อแม่พี่แล้ว เรารักเขาที่สุด เพราะเขาำทำให้เราเติบโตขึ้น และเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และปล่อยวาง บางครั้งการมีคนดี ๆ ที่คบแล้วสบายใจ (ไม่ใช่คอยกระแทกแดกดัน ไม่พูดจากันตรง ๆ ชอบก็บอกไม่ชอบก็บอก) แม้ไม่ได้เป็นอะไรมากมาย แค่ได้เป็นเพื่อน ก็มีความสุขแล้ว ห่างกันก็ไม่เป็นไร ใกล้กันก็ดี เวลาคิดถึงกันก็ตามกันได้ เรารู้สึกเป็นอิสระกับความรักมาก ๆ รู้สึกมีความสุขแม้ไม่มีแฟน และไม่เสียใจด้วยถ้าคนที่เรารักจะมีแฟน ถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ เราก็คงทำใจได้ เพราะเรารักอย่างเข้าใจ ((ไม่น่าเชื่อ ว่าหน้าอย่างเราจะคิดงี้ได้ แต่คิดได้แล้วจริง ๆ พยายามทำหน้าที่ให้ดีดีกว่า เพื่ออนาคต ครอบครัว เพื่อนฝูง มีเวลาชิล ๆ ร่วมกันก็ดีแล้ว)

จะเล่าถึงคนโรงเรียนเดียวกัน (รุ่นพี่ ร.ว.บ.) ที่แอดมา แล้วพอพบว่าไม่ใช่รุ่นเดียวกัน ก็อันเฟรนด์ แต่ในเฟสบุ๊คเขาเสื่อมมากอ่ะ (((ทำให้เราคิดว่า อืม บางทีเขาอาจจะแอดมาเพราะเปลี่ยว ๆ แล้วเห็นแล้วว่าเราไม่น่าจะเป็นเป้าหมายได้ เพราะเราดูแมนเกิน เด็กกว่าเขาเกิน หรือมีอาชีพที่ไม่น่าหลอก คือเรามองเขาว่าเหมือนเป็นพวกมิจฉาชีพอ่ะ บางทีอาจจะตั้งที่เรียนไปส่งเดชก็ได้ จะติดต่อใครทางเน็ตให้ระวังนะ อะไรประมาณนี้)))

และอีกคนที่แอดกันนานแล้ว เพราะเป็นเพื่อนของเพื่อน แต่มาถามอะไรไม่รู้ เราเลยโปรโมตเพลงวงเรา ใส่ไปเลย 555 (หายไปเลย ไม่ตอบเลย) ((วิธีจัดการกับพวกน่ารำคาญ คือ การโปรโมตสินค้า เชื่อเรา หายไป ไม่ตอบเลย กร๊ากกกกก))

มันหลายเรื่องนะที่คิด 
แต่สิ่งที่อยากจะเล่าที่สุด คือเรื่องของกรรมจากความคิด อ่ะ ที่ดูแล้วไม่น่าติดจรวดไวเลย แต่ติดจรวดไวจริง ๆ

(เอาข้อความคุณเอม มาโพสต์ด้วย เพราะทำให้เราสรุปได้ว่าทุกอาชีพล้วนมีคนเลว และแง่ที่บั่นทอนอยู่หมด สุดแต่เราจะอดทนได้แค่ไหน
อ่ะอันนี้
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=552408751472515&set=a.107078346005560.4089.104689999577728&type=1

 

ครบรอบห้าปีการทำงานสื่อ

อยากเขียนบล็อกครบรอบ 5 ปีการทำงานสื่อ
แต่เรี่ยวแรง พลัง และแรงบันดาลใจหดหายไปมากตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จนไม่คิดว่าเขียนออกมาได้ดีนัก
ครั้นจะเขียนความจริงจากก้นบึ้งใจเลยก็คงไม่ได้ รับรองว่าจะเกิดปัญหาอีก (เอาไว้ไม่ได้ทำงานสื่อแล้วค่อยเขียนละกัน ฮ่าๆ)

บล็อกคงเขียนไม่ไหว ก็เอาแค่สเตตัสนี้ไว้เป็นหมุดแห่งความทรงจำละกัน

ไฟในการทำงานยังมีอยู่มาก แต่ 5 ปีที่ผ่านมาก็สอนให้รู้จักควบคุมการใช้ไฟตรงนั้นได้มาก
ไฟที่มี เอาแค่ส่องสว่างให้มั่นใจว่าเกิดประโยชน์ อย่าถึงขนาดลุกไหม้สร้างความเกลียดชัง สร้างความเสียหายในสังคม
ไฟที่มี เอาไว้จุดให้ลุกขึ้นมาทำงานแต่ละวันไหว ด้วยความสุขเท่าที่จะมี อย่าถึงขนาดโหมลุกรุนแรงจนสุดท้ายย้อนกลับมาเผาตัวเอง

5 ปีของการทำงานสื่อ สนุกมามาก เจ็บก็เยอะ อะไรที่โดนมาอย่างไม่ยุติธรรมก็มี อะไรที่ผิดเองก็จำได้แม่น
ถ้าจะให้สรุป ณ ปีนี้คือโลกอุดมคติที่เคยคิดฝันมันค่อยๆ หายไป
ยึดไว้ที่ความจริงที่เราพอจะแก้ไขมันได้

วิ่งเร็วแล้วล้ม
ก็ค่อยๆ เดินไปบ้าง

เป้าหมายคือสิ่งที่เราทำอยู่ข้างหน้า
อย่ามองอะไรไปไกลตัว

ทำงานด้วยความรอบคอบ
อาชีพของเราไม่ต้องร้องเรียกอะไรมาก มันก็ส่งเสียงดังอยู่แล้ว

….((ทำให้เรามั่นใจอีกสเตปว่า ทุกอาชีพย่อมมีสิ่งบั่นทอน จงอดทน แม้ไม่อยากทำ ก็จงอดทน ประณีประนอมให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกอย่างผ่านไป))

และยกอันที่แนะแนวให้ค้นพบตัวเอง ที่เราแชร์เข้าเพจห้องสมุดมาโชว์ด้วย)
อ่ะ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=600787616619617&set=a.462937860404594.107437.462899407075106&type=1

ไม่ใช่สิ่งที่เราทำอยู่เลย แต่ก็มีบางส่วนคาบเกี่ยว
แต่สิ่งที่เรารู้คือ เราเป็นคนที่ชอบเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ให้ระบบหมุนไป
แม้ทุกข์บ้าง หากเขามีปัญญาคิด เขาจะรู้ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดที่เรา แต่เราคืออะไรสักอย่าง ที่ดันมาป๊ะกับปัญหา ซึ่งถึงจะไม่มีเราก็ยังมีปัญหา มันจะดีกว่าไหม ถ้าเขาจะหาทางแนะนำเราแบบที่ดีกับทุกฝ่าย ไม่ใช่สร้างทุกข์เพิ่มให้เรา ในเมื่องานเราเราก็ยังต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำแทนเรา (ถ้าเขามาช่วยเรา ค่อยมาด่าเรา แต่ถ้าไม่ช่วยเรา ก็ช่วยหุบปากแล้วกัน ไม่ได้ว่าใคร แต่มันคือการลดการบั่นทอนกันเอง ไม่มีใครหรอกค่ะที่อยากถูกด่า ไม่มีใครหรอกที่ตั้งใจทำงานผิด แล้วยังต้องทนอยู่ให้ถูกด่า — คอมมอนเซนส์)

รักทุกท่านนะคะ
ต่้อไปจะคิดดี ๆ (และเชื่อว่าถ้าทุกท่านได้อ่านข้อความที่เราจะเขียนในเอนทรี่หน้า ((ถ้าไม่มีเรื่องอะไรมาคั่นซะก่อน)) ท่านจะคิดเหมือนเราว่า หันมาคิดแต่ด้านดี ๆ เถิด) พอเราเริ่มแก่ เราก็คิดได้ :-D เที่ยงคืนสองนาทีแล้ว

ปิดท้ายวันนี้ด้วย (อาจเปิดอีกเอนทรี่)

 

10 สิ่งที่ทำแล้วชีวิตดีขึ้น

1. อาบน้ำ
2. นอน
3. เล่นกับแมว
4. อ่านการ์ตูน
5. ดูการ์ตูน (พิกซ่าร์จะดีมาก)
6. คุยกับเพื่อน
7. ดูหนังที่ใครหลายคนอาจบอกว่าโง่ – แต่ดูแล้วมีความสุขอะ จะทำไม
8. นั่งสมาธิ
9. ดูท้องฟ้า (ที่ฝนไม่ตก)
10. ต่อของเล่น
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=523649974355568&set=a.174060075981228.61108.174050659315503&type=1