วันไหน ถ้าเราlistงาน แล้วไม่เล่นมือถือ เพราะไปทำตามlist เราจะได้งานเยอะมาก

แม้แต่ list การซื้อของ

มีลูก มีหลาน ฝึกให้เขารู้จัก จดสิ่งที่ต้องทำ

แอมได้นิสัยนี้มาจากใครไม่รู้ (ในบ้านไม่มีใครทำ) แต่แอมว่า ความสำเร็จของแอม ส่วนใหญ่มาจากการจดสิ่งที่ต้องทำและทำตามนั้น (เป็นคนไม่มีสมาธิอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน งี่เง่าไรงี้)


 เดี๋ยวจะเอาพวกหลักการทำงานเป็นระบบ ในเน็ต มาแถมให้นะ

อ่านแล้วชอบ

ขอก๊อป แปะที่มา  กลัวหาย

http://pantip.com/topic/30967072

อันนี้ชอบแค่นี้

ความคิดเห็นที่ 8

ผมคิดว่าการทำงานเป็นระบบ นั้น  ก็มีหลายแบบ
ผมไม่ขออธิบายว่าทำยังไง เพราะคิดว่าแต่ละคนอาจจะมีวิธีทำได้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประเภทงาน งานบางอย่างยากที่จะวางแผน งานบางอย่างยากที่จะประสานงานให้ทุกคนรู้ งานบางอย่างตัดสินใจเร็วไปก็อาจจะไม่ดี  ผมขอยกตัวอย่าง ผลลัพธ์จากประสบการทำงานเท่าที่ผมมีแทนละกันครับ

1 สามารถหา อีเมล หรือเอกสาร เมื่อสองปีที่แล้วได้ ใช้เวลา ไม่เกิน ครึ่งชม
2 ถ้าไม่มีงานเร่งด่วนแบบกะทันหัน หล่ะ ทำงานแต่ละวัน จะไม่มีเยอะไปหนือ น้อยไปแต่จะรู้สึกว่าทำได้พอดีทุกวัน
3 สามารถอธิบายที่มาที่ไป สาเหตุผลกระทบ ของเนื้อหา เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ได้ชัดเจน ถามคำถามแล้วตอบได้ ถ้าตอบไม่ได้ก็จะต้องบอกได้ว่าทำไม  จะไม่รู้สึกว่าไม่รู้ อะไรแบบนี้
4 โดยมาตรฐานการทำงาน จริง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำทุกอย่างให้เพอเฟค จะวางแผนทุกอย่างประกาศให้ทุกคนรู้ คนที่ทำงานเป็นระบบ จะสามารถ หาความเหมาะสม และความพอดี ได้
5 สามารถแก้ปัญหารู้สาเหตุของปัญหาและเล่าเหตุการณ์ได้ชัดเจน

ประมาณนี้มั้ง

http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=1446&read=true&count=true

ผู้เขียน : PHR Thailand Contributor

อัพเดท: 22 เม.ย. 2009 09.17 น. บทความนี้มีผู้ชม: 17763 ครั้ง

เกร็ดความรู้…เพื่อเป็นมนุษย์งานมือโปร
HR Contribution

ในสภาพการณ์ของสังคมที่ความรู้เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด และเป็นสิ่งจำเป็นของการเรียนรู้เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับหน้าที่การงาน และชีวิต ในฐานะที่ผู้เขียนทำงานในสายงานบริหารทรัพยากรบุคคล จึงขอฝากเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับการทำงานไว้ให้ได้เรียนรู้กัน ทั้งผู้เขียนและท่านผู้อ่าน ในลักษณะเรียนรู้ร่วมกัน สรรค์สร้าง HR เพื่อความเป็นมืออาชีพนะครับ….

26 F ของการทำงานให้มีประสิทธิภาพ+ประสิทธิผลสูงสุด

ผมได้รับบทความทางอินเตอร์เนต เป็นความรู้จากจากหนังสือชื่อ “คิดอย่างผู้นำและผู้ตาม โดย อ.สุพัตรา สุภาพ ซึ่งท่านได้นำเสนอข้อคิดของศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยกล่าวถึงเรื่องการทำงาน 26 F ทำงานมีประสิทธิภาพได้อย่างน่าสนใจ จึงนำมาเผยแพร่ต่อ เป็นข้อคิดที่มีประโยชน์สำหรับมนุษย์งานอย่างผมและทุกท่าน ซึ่งผมคิดว่า เราน่าจะสามรถใช้มันเป็นแนวทางในการทำงานได้


Friendly = เป็นมิตร

ทำ งานที่ใดก็ตาม หากเป็นมิตรกับผู้คนรอบตัวมีแต่ได้มากกว่าเสีย ไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไร นาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลภายนอก เพราะนี่คือบันไดของการทำความคุ้นเคย รู้จัก และเปิดใจให้กัน แล้วยังทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียด ช่วยสร้างความสัมพัธ์ที่ดีในการทำงาน

Feeling = สร้างความรู้สึกที่ดี
ความ รู้สึกที่ดี ๆ เกิดจากความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งช่วยให้เกิดความผูกพันและความชอบพอรักใคร่ เป็นความเอื้ออาทรต่อกัน เช่น เขางานมากก็ช่วยกันทำ เขามีทุกข์เราก็ปลอบ เขาทำผิดพลาดก็ให้กำลังใจ เพราะคนเราอาจมีความรู้สึกสะเทือนใจจากสิ่งที่คิดวท่าทำดี หรือเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันจนทำตัวไม่ถูก งานการจึงอาจไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้ามีคนรู้สึกดี ๆ กับเขาบ้าง เขาอาจยืนหยัดสู้กับชีวิตหรืองานต่อไป

Frank = เปิดเผย ตรงไปตรงมา
การ ทำงานที่ดีต้องยึดหลักประจำใจ คือ ไม่หน้าไหว้หลังหลอก หรือทำตัวมีลับลมคมใน การทำงานแบบโปร่งใส ตรงไปตรงมาจึงเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของใคร ต่อใคร


Fondly = ทำงานด้วยใจรัก และอยู่กับเพื่อนร่วมงานด้วยความรัก
ความ รู้สึกแบบนี้ถ้ามีต่องานจะทำให้ทำงานแบบอยากทำ ไม่ใช่ต้องทำ เป็นการทำงานด้วยความรัก เช่น รักงานขาย ทำให้ชอบการออกไปพบปะผู้คนเพื่อบริการลูกค้าเก่า และแสวงหาลูกค้าใหม่ด้วยเทคนิคใหม่ ๆ แล้วพยายามมุ่งมั่นให้ได้ยอดตามเป้าหมาย หรือหากรักงานวิจัยก็อยากวิจัยสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น การทำงานด้วยความรักและมีความรักต่อเพื่อนร่วมงาน จึงทำงานอย่างเป็นสุข และมีประสิทธิภาพ

Forgiving = ให้อภัย
การ ให้อภัยมีแต่ทำให้จิตใจไม่ขุ่นมัว เนื่องจากหน่วยงานแต่ละแห่งอาจมีทั้งคนถูกใจหรือไม่ถูกใจ มีคนชอบหรือไม่ชอบบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราเอาแต่น้อยใจ เสียใจ หรือคุมแค้น คนที่ขาดทุนที่สุดคือเรานั่นเอง ซึ่งจะบั่นทอนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การให้อภัยจึงเป็นยาสมานใจให้เราเป็นสุขขึ้น

Flexible = ยืดหยุ่นผ่อนปรน
แม้ งานจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ เงินทอง เป็นต้น แต่บางครั้งการเข้มงวดเกินไปอาจทำให้เพื่อนร่วมงานไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้ การคิดได้คิดถูก คิดด้วยปัญญาจึงช่วยให้ผ่อนปรนกันได้ หากไม่ทำให้องค์กรเสียหาย เช่น อาจส่งใบเบิกเงินเข้าไปเกินเวลากำหนดบ้าง ก็ไม่ควรยึดกฎเกณฑ์แบบเคร่งครัดเกินไป จนทำให้ขาดมิตรได้
Foster = ส่งเสริม
การ มีใจต่อกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จะช่วยให้เพื่อนร่วมงาน นาย ลูกน้องดีขึ้นได้ก็น่าจะทำไป นี่คือการลงทุน สร้างมิตร และได้เพื่อนร่วมงานที่มองเราในแง่ดี การส่งเสริมนี้อาจทำด้วยคำพูด วาจา ท่าทาง และการช่วยด้านการทำงาน โดยเฉพาะนายควรส่งเสริมลูกน้อง และลูกน้องควรส่งเสริมนาย ด้วยการพูดถึงนายในแง่ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

Fact = ข้อเท็จจริง
งาน จะดีมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของข้อมูล เป็นการรู้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ เพ่อให้งานมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้ข่าวสารใหม่ ๆ เพื่อกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดแก่องค์กร ดังนั้น หัวหน้างานจึงควรคิดเสมอว่าต้องได้ข้อเท็จจริงของข้อมูลมาวิเคราะห์ สถานการณ์ โดยเฉพาะความสามารถของลูกน้องแต่ละคนในด้านต่าง ๆ ต้องระมัดระวังในการมอบหมายงานตามข้อเท็จจริง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร

Forward = ไม่ย่ำเท้าอยู่กับที่
ทำ งานต้องกระตือรือร้นที่จะก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ทำงานแบบอยู่ไปวัน ๆ เพราะเรื่องของวันนี้อาจใช้ไม่ได้ในวันพรุ่งนี้วันนี้จึงต้องดีกว่าวันวาน การทำงานให้ก้าวหน้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องใฝ่รู้ รู้รอบ รอบคอบ รับผิดชอบ มีแผนระยะสั้น และระยะยาวในการทำงานให้ดีกว่าเดิม


Firm = มั่นคง

ต้อง มั่นคงด้วยความรู้ ความคิด ความมุ่งมั่น องค์กรใดมีความมั่นคง มีศักยภาพ จะทำให้ผู้บริหารจนถึงพนักงานเกิดความวางใจที่จะทุ่มใจทุ่มกายทำงานต่อไป ส่วนองค์กรที่ไม่มั่นคงขาดเสถีรยรภาพ พนักงานจะหมดกำลังใจ

Foresee = เห็นการณ์ไกล
เป็น การคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าควรทำธุรกิจหรือปรับปรุงการงานในด้านใด โดยไม่ละเลยสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจทำให้ธุรกิจหรือการงานเสื่อมถอย หรือล้าหลัง เช่น ประเทศไทยจะเน้นแต่สินค้าดั้งเดิมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการตามโลกาภิวัฒน์ เพื่อขยายตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ หรือข้าราชการบางแห่งต้องลดจำนวนลง เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณและใช้คนอย่างมีคุณค่าหรือสินค้าและบริการต้อง พัฒนาให้ทันกับ Nano Technology  ที่ในอนาคตทุกอย่างจะเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูง

Fit = ความเหมาะสม
ความ เหมาะสมเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการทำงาน เป็นความเหมาะสมในด้านการแต่งกาย วาจา ท่าทางและการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น ในการทำงานจะต้องปฏิบัติต่อทุกระดับอย่างเหมาะสมตามตำแหน่งของแต่ละคน โดยไม่ยกตนข่มท่าน หรือทำตัวเหนือกว่าใคร หรือก้าวก่ายการงานของผู้อื่น ขณะเดียวกัน ไม่ควรทำตัวต่ำต้อยจนกลายเป็นคนหมดความหมาย

Forceful = มีพลัง
พลัง ของแต่ละคนย่อมจะต่างกัน บางคนมีพลังในการทำงานสูงไม่พอ ยังสามารถโน้มน้าวจิตใจให้คนทำงานด้วยอย่างเต็มอกเต็มใจ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนหนึ่งที่มีพลังในด้านความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์การทำงานสูง คำพูดของนายกรัฐมนตรีก็มีพลังทำให้ฟังแล้วน่าเชื่อถือ อาทิเช่น ไก่ประเทศไทยไม่ใช่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์ โดยมีน้ำเสียงที่ดูน่าเชื่อถือ ถ้าหัวหน้าองค์กรใดก็ตาม มีพลังในการทำงานอย่างดี องค์กรคงก้าวหน้าได้ไม่ยาก

Facilitating = ทำให้สะดวกราบรื่นขึ้น
องค์กร ที่มีบรรยากาศการทำงานที่เป็นไปอย่างสะดวกสบายย่อมจะทำให้พนักงานอยากทำงาน ได้อย่างราบรื่นหรือมีประสิทธิภาพ แต่ในหลายแห่งมีปัญหาที่ทำให้ยุ่งยากขึ้น เช่น คุณเนื้อทองเล่าว่าในหน่วยงานของเธอ พอเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ก็มีการวางระเบียบขั้นตอนการทำงานยุ่งยากกว่าเดิม เวลาขออนุมัติอะไร หัวหน้าจะดูว่าเป็นพวกของเขาหรือไม่ หากต่างพวกจะดึงเรื่องหรือกลั่นแกล้งทำให้คุณเนื้อทองหมดกำลังใจ งานจะง่ายหรือยากจึงขึ้นอยู่กับหัวหน้าที่จะสร้างบรรยากาศการทำงานให้สะดวก มากน้อยแค่ไหน

Functional = ทำได้จริง มีประโยชน์
กิจการ ทุกอย่างต้องเกิดประโยชน์จริง เป็นไปได้จริง สามารถทำให้เกิดผลงานและได้ผล รวมทั้งต้องให้ทุกคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นจิตสำนึกที่ทุกคนควรมี การกำหนดสิทธิหน้าที่ของแต่ละคนเป็นส่วนสำคัญในการทำงาน หากทุกคนทำงานอย่างเหมาะสมตามหน้าที่ของตน ก็ไม่เป็นการยากที่องค์กรจะเจริญขึ้น

Feasible = เป็นไปได้
เป็น เรื่องที่ทั้งนายหรือลูกน้องช่วยกันทำให้งานหรือโครงการเป็นจริง ทุกคนจึงต้องช่วยกันทำ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่หรือไม่ใช่หน้าที่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำ เป็นน้ำใจที่ทำเพื่อองค์กรให้ได้ผลดีที่สุด เช่น คุณพัตรเป็นหัวหน้าที่คิดเสมอว่า งานราชการค่อนข้างจะมีขั้นตอนมากจนล่าช้า เธอจึงวางระบบใหม่เพื่องานที่เสียเวลามากจะได้รวดเร็วขึ้น โดยพยายามหาจุดที่เป็นอุปสรรคและพยายามแก้ไข เธอเชื่อว่าระบบราชการทำงานมีประสิทธิภาพเหมือนเอกชนได้ ถ้าหัวหน้ารู้จักปรับปรุง ลูกน้องรู้จักคิดใหม่ ทำใหม่ และทำให้ได้ ไม่ใช่ทำแบบเช้าชามเย็นชาม จนประชาชนรำคาญ เป็นต้น

Fast = รวดเร็ว
เป็น ความรวดเร็วเพื่องานจะได้ไม่ล่าช้าเกินกว่าเหตุ ผู้บริหารจึงต้องดูว่าขั้นตอนทำงานใดมีอุปสรรคและทำให้งานเสียหาย หรือไม่ได้ดีเท่าที่ควร ก็ต้องขจัดให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการปรับรูปแบบการทำงานหรือการปรับปรุงพนักงาน รวมทั้งไม่ลืมว่าการทำงานอย่างรวดเร็ว ต้องมีคุณภาพ โดยไม่ทำงานแบบหละหลวม
จนผลของงานออกมาไม่ดี การทำงานอย่างรวดเร็วต้องเข้าใจเป้าหมายวิธีการ และระยะเวลาที่จำเป็นต้องทำงานให้เสร็จ

Fight = มีกำลังใจ ไม่ย่อท้อ
กำลัง ใจที่สำคัญที่สุด คือสู้กับใจของตัวเอง ที่จะทำงานโดยไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขวางหน้าแค่ไหน มีนักธุรกิจไม่น้อยที่แม้ธุรกิจจะล้มเหลวก็ลุกขึ้นมาสู้จนประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะคนเป็นหัวหน้าต้องไม่ย่อท้อ ลูกน้องจะได้มีกำลังใจที่จะฝ่าฟันทุกอย่างที่ขาวงหน้า เพื่องานจะได้สำเร็จตามตั้งใจ

Fair = ยุติธรรม
ถ้า ทำงานแล้วได้รับเความเป็นธรรม ไม่ว่าในด้านเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือด้านใดก็ตาม ทุกคนจะทุ่มใจทำงานให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะหัวหน้าที่มีไมตรีจิต เพราะแสดงว่าหัวหน้าหรือองค์กรนั้น ยึดความเป็นธรรมเป็นหลัก ไม่ใช่พวกเป็นหลัก

Focus = จุดเน้น
จะ ทำงานให้มีประสิทธิภาพจะต้องรู้ว่ามีจุดเน้นและจุดร่วมในเรื่องใด ส่วนมากเป็นการเน้นการทำงานตามเป้าหมายขององค์กร เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น เน้นบริการให้ลูกค้าประทับใจ และลูกค้าต้องเป็นใหญ่ หากพนักงานทุกคนเข้าใจตรงกัน งานย่อมจะไปได้ดีตามที่ต้องการ

Follow = ติดตาม
การ ทำงานจะต้องมีการติดตามงานเป็นระยะ เพื่อดูความก้าวหน้าของงาน แต่ไม่ควรติดตามงานถี่เกินไป เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความเครียดได้ ขณะเดียวกัน ไม่ควรปล่อยปละละเลยโดยไม่ติดตามงาน งานอาจเสียหายได้


Feedback = การป้อนกลับ

การ ป้อนกลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้ว่า การสื่อสารที่ออกไป ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้รับข่าวสารเข้าใจสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่ เพียงใด อย่างน้อยผู้ส่งข่าวสารจะได้รู้ว่าสิ่งที่ตนอยากให้ปฏิบัตินั้นทำได้มากน้อย เพียงไร และต้องคอยแก้ไขอะไรบ้าง เพื่องานจะได้มีประสิทธิภาพ

Faith = ศรัทธา
ศรัทธา ต่อความคิดหรือศรัทธาต่อการกระทำ โดยเฉพาะหากศรัทธาหัวหน้าหรือองค์กรจะทำให้ลูกน้องทำงานอย่างเต็มอกเต็มใจ อย่างไรก็ตาม ความเลื่อมใสศรัทธาจะทำงานกันง่ายขึ้น และการสร้างศรัทธาก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความดี ความสามารถ คุณธรรมเป็นหลัก

Flair = มีศิลปะ มีรสนิยม
ศิลปะ การทำงานเป็นความสามารถเฉพาะตัว เป็นรสนิยมที่ลอกเลียนแบบกันได้ยาก เช่น บางคนรู้จักพูด รู้จักทำ ก็จะมีคนทำงานด้วยอย่างเต็มอกเต็มใจ ขณะที่บางคนมีแบบหรือรสนิยมการทำงานที่ไม่เข้มงวด แต่ผลงานต้องดีเช่นกัน เป็นเรื่องการใช้สติปัญญาในการมองเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ที่อาจเสียหายหรืออาจไม่เสียหาย และหาแบบการทำงานให้ถูกต้องเหมาะสม ศิลปะการทำงานจึงขึ้นอยู่กับความรอบรู้ ใฝ่รู้ ประสบการณ์ และข้อมูลที่พอเพียง และมีการตัดสินใจ
ที่ถูกต้องเหมาะสมตามสภาวการณ์เพื่องานจะได้ก้าวหน้า


Flawless = ไม่ผิดพลาด

งาน จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย โดยเฉพาะนายหวังจะให้ลูกน้องทำงานอย่างราบรื่นไม่มีข้อบกพร่องให้รำคาญใจ อย่างไรก็ตาม คนทำงานทุกคน ไม่ว่าระดับใด ต้องทำงานอย่างไม่มีข้อผิดพลาด เพื่อองค์กรจะได้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ

Face = เผชิญปัญหา อุปสรรค
องค์กร ใดก็ตามมีคนทำงานแบบมุ่งมั่นตั้งใจ โดยไมหวาดหวั่นต่ออุปสรรค องค์กรนั้นย่อมประสบความสำเร็จสูง เพราะทุกคนกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรค หรือสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไร การกล้าทำเพื่อให้งานได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามเป้าหมาย

บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้น มาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที

  • ตอนที่ 1 : 26 F ของการทำงานให้มีประสิทธิภาพ+ประสิทธิผลสูงสุด

 

http://www.kriengsak.com/Work%20to%20be%20very%20fast

 

จากการเป็นผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ หลายแห่ง ได้มีโอกาสร่วมงานกับคนจำนวนมาก  ผมพบว่า  เพื่อนร่วมงานทุกคน แม้จะมีส่วนดี มีศักยภาพอยู่ในตัว สามารถทำงานในหน้าที่และร่วมงานกับผู้อื่นได้อย่างดี แต่ผมสังเกตเห็นว่า ระหว่างพนักงานที่เริ่มต้นงานพร้อม ๆ กัน ทำงานได้เหมือน ๆ กัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จะเห็นความแตกต่าง สามารถแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ผมเรียกว่า กลุ่มก้าวหน้า กับ กลุ่มอนุรักษ์
กลุ่มก้าวหน้า คือ พนักงานที่เรียนรู้และพัฒนาตนเอง จนทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น เก่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน  และทำเสร็จอย่างรวดเร็ว  ชอบทำงานใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยเสมอ ทำให้ทำงานได้มากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และผิดพลาดน้อยลง
กลุ่มอนุรักษ์ คือ พนักงานที่ทำงานในหน้าที่รับผิดชอบของตนได้อย่างดี แต่มักจะทำเหมือน ๆ เดิม เสร็จเวลาเดิม ในรูปแบบเดิม ๆ ได้ผลงานเท่าเดิม ไม่ชอบพัฒนาวิธีทำงานใหม่ ๆ  และมักปฏิเสธงานใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ เพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้
ความแตกต่างกันระหว่างคนทำงานสองกลุ่มนี้  หากผมต้องเลือกคนทำงานในบทบาทหน้าที่ใหม่ ๆ เพื่ออนาคต…แน่นอนว่า ย่อมต้องเลือก คนกลุ่มแรกมากกว่า เพราะมั่นใจว่า เขาจะสามารถทำให้สำเร็จอย่างดี และทำอย่างมีความสุข มากกว่าการมอบภาระนี้ให้พนักงานกลุ่มที่สอง ซึ่งไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
ประเด็นที่ผมเป็นห่วงคือ คนทำงานในแบบอนุรักษ์ โอกาสก้าวหน้าไม่เพียงมีน้อย แต่ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงเร็วในอนาคต คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานเลยก็เป็นได้
ดังนั้น ผมจึงกระตุ้นจูงใจคนทำงานในองค์กรให้ไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง โดยได้แนะนำหลักการทำงานที่ช่วยให้ทุกคนสามารถทำงานได้ เก่งขึ้น เร็วขึ้น และดีขึ้น ไว้มากมาย อาทิ
ต่อยอดความรู้ – ไม่เริ่มจากศูนย์ ในการทำงานใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ แทนที่จะเกิดความกลัวว่าทำไม่ได้ เพราะต้องคิดริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ผมจะแนะนำให้ทีมงานใช้วิธีเรียนรู้จากผู้อื่น หรือต่อยอดความรู้ โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ (0)  ไม่ต้องเสียเวลาคิดใหม่ ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกโดยไม่จำเป็น  วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจงานใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว และหาวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดออกมาต่อยอด ประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรากำลังจะทำได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้คนทำงานเกิดความสนุกและท้าทายในการทำงานใหม่ ๆ ได้มากขึ้น
เพิ่มงาน ไม่เพิ่มเวลา ผมเชื่อว่าถ้าเราบริหารเวลาอย่างดีเลิศ และตั้งใจทำงานอย่างรวดเร็ว ลดการทำสิ่งที่ทำให้เสียเวลา เราจะสามารถทำงานได้เร็วขึ้น มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม ผมจึงมักท้าทายคนทำงานให้พัฒนาตนเอง ด้วยการมอบหมายงานใหม่ ๆ เพิ่มเติม มีกำหนดเส้นตายที่ต้องเสร็จชัดเจน ทำให้ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะทำงานด้วยวิธีที่ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น และขยันขันแข็งมากขึ้น เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายตามเวลาที่กำหนด
ผมได้สร้างค่านิยมการทำงานขององค์กรไว้ นั่นคือ  ใช้สมองนำ (work smart)  ทำให้ไว (work fast) ไม่เสร็จ ไม่เลิก (work hard)
ใช้สมองนำ หมายถึง ทุกคนต้อง คิดก่อนทำ ไม่ทำก่อนคิด ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัด วางแผนอย่างรอบคอบ และบริหารจัดการอย่างมีกลยุทธ์ มองเห็นเส้นทางความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น  โดยในทุกการทำงานต้องมีการกำหนดตัวชี้วัด (Indexing) กำกับการทำงานทุกอย่างให้เป็นไปตามเป้าหมาย และต้องมีการทำ checklist แต่ละขั้นตอน เพื่อตรวจสอบ และเมื่อมีความผิดพลาดจะสามารถแก้ไขทันทีที่สาเหตุจริง
ทำให้ไว หมายถึง ทุกคนต้องท้าทายตัวเองให้ทำงานให้เสร็จทันเวลาทุกชิ้น แม้บางงานดูเหมือนให้เวลาน้อยเกินไป จึงต้องมีการบริหารเวลาอย่างดีเลิศ ตั้งเวลางานทุก ๆ ชิ้น เรียงลำดับความสำคัญ และต้องเคลียร์งานจากตัวให้เร็วที่สุด อะไรควรทำ 5 นาทีก็ทำ 5 นาที ไม่ใช่ทำทั้งวัน ทำหลายอย่างในเวลาเดียว
ไม่เสร็จ ไม่เลิก หมายถึง เมื่อตั้งใจทำสิ่งใดแล้ว ต้องอดทนทำจนเสร็จ ไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง โดยให้คิดเสมอว่า โอกาสที่ผ่านมา จะผ่านเพียงครั้งเดียว ไม่ย้อนกลับมาอีก เราต้องรีบเร่งฉวยคว้าไว้ ทำให้ทุกคนต้องยอมทำงานหนักเพื่อให้งานเสร็จทันเวลา
สร้างคนทำแทน เพื่อไปสร้างงานใหม่ ในการทำงานอย่างมีวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต เราจำเป็นต้องฝึกฝนคนใหม่ ๆ ให้สามารถมาทำหน้าที่แทนเราได้ เพื่อที่ว่าเราจะสามารถขยายขอบเขตความสามารถไปทำงานใหม่ ๆ ได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้ทุกคน/ทุกฝ่าย ต้องมีคู่มือการทำงาน (Manual Document) เพื่อวางระบบงานให้สามารถทำแทนกันได้ สืบทอดงานต่อกันได้ และจะต้องปรับปรุงเพื่อให้ทันสมัยและใช้งานได้เหมาะสมบริบทจริงเสมอ รวมทั้ง ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีการใส่รหัสเอกสาร ระบุวัน เดือนปีที่ได้รับเอกสาร แยกประเภทของเอกสาร เพื่อความสะดวก รวดเร็วในการค้นหาข้อมูลในอนาคต
“ชีวิตการทำงาน คือ ชีวิตที่ก้าวหน้า ไม่ใช่ชีวิตที่ย่ำอยู่กับที่”
หากเราทุกคนตระหนักในความจริงข้อนี้ เราจะทำงานแบบก้าวหน้า – ทำให้ดีขึ้น เร็วขึ้น เก่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า เราจะก้าวสู่อนาคตการทำงานที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
kriengsak@kriengsak.comhttp://www.kriengsak.com

คนเราใช้เวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตอยู่กับการทำงาน ถ้าหากทำงานแล้วไม่มีความสุขทั้งชีวิต ก็คงไม่มีความสุขตามไปด้วย หนังสือเล่มนี้จะแนะนำ เทคนิคการบริหารจัดการกับงานที่ยุ่งเหยิง ให้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายโดยไม่ต้องฝืนใจ เป็นวิธีเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ทั้งการบริหารเวลา การสื่อสารกับคนรอบข้าง การจัดเก็บข้อมูล การวางแผน และการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สามารถทำงานสำเร็จลุล่วงด้วยผลงานที่ดี มีเวลาเหลือให้กับตัวเองและครอบครัวได้อย่างจริงจังและสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอวิธีการใช้กลยุทธ์กับการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ช่วยให้สามารถหาโอกาสและสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเองได้ จึงเป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

  1. เพิ่มเวลาของตนเองและลดเวลาของคนอื่นลง ปฏิบัติงานโดยคิดด้วยตัวของตัวเอง เพิ่มเวลาของตนเองให้มากขึ้น เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ก็สามารถที่จะเปลี่ยนเวลาของคนอื่นให้เป็นเวลาของตัวเองได้
  2. ใช้เวลาของวันนี้เตรียมการสำหรับงานในวันพรุ่งนี้ ทำตัวให้มีเวลาว่างสัก 5% สำหรับเตรียม การเพื่อวันพรุ่งนี้ จะทำให้สามารถบรรลุผลงานในวันนี้ได้อย่างราบรื่น ทำให้มีเวลาว่างใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้อีก
  3. แทนที่จะรอให้ถูกตามงาน ต้องส่งมอบงานก่อนเวลา กำหนดเวลาส่งมอบงานของตัวเอง ให้เร็วกว่าเวลาส่งมอบงานจริง แล้วเคลียร์งานให้เรียบร้อย
  4. เทคนิคการใช้เวลาในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ ต้องแบ่งเวลา 1 วันเป็น 3 ส่วน แล้วผ่อน หนักผ่อนเบาในการทำงานแต่ละวัน
      ช่วงเช้า เหมาะที่จะใช้ทำงานที่ต้องใช้ความคิดสติปัญญา เช่น คิดหาไอเดียใหม่ๆ ทบทวนวิธีการทำงานที่ทำอยู่ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะมาก กับงานที่ต้องใช้สัญชาติญาณหรืองานที่ต้อง มีการวางแผน
      ช่วงกลางวัน เป็นช่วงเวลาที่ควรจะตั้งใจใช้เวลาที่มากเพียงพอเพื่อทำงานอะไรสักอย่าง ให้เสร็จสิ้นไป เพราะความสามารถในการพิจารณาตัดสิน และความฉับไวในการคิด จะลดน้อยลงไปตามเวลา ที่ผ่านไป ช่วงกลางวันจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะทำงานที่มีวิธีการกำหนดไว้แล้ว
      ช่วงเย็น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับส่วนตัวของแต่ละคนที่สามารถกำหนดวิธีการใช้เวลา ได้ ด้วยเจตนารมณ์ของตนเอง ช่วงเย็นนั้นเป็น ช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งที่เราสามารถใช้ปรับสภาวะจิตใจของเรา ในแต่ละวันได้
  5. กำหนดความสำคัญของงานแต่ละอย่าง แล้วทำให้เสร็จทีละอย่าง ใช้วิธีบันทึกงานที่ควร จะทำลงในสมุดบันทึก หากใช้กระดาษติดแปะ (แบบ Post-it) จะทำให้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะจะเห็นได้ง่าย และ หากเป็นกระดาษสีเหลืองก็จะช่วยกระตุ้นสมอง กระตุ้นให้อยากทำงานมากขึ้นอีกด้วย เมื่อทำงานเสร็จไปหนึ่ง อย่าง ก็เอากระดาษติดแปะที่เป็นเรื่องของงานนั้นทิ้งลงตะกร้าไป ทำให้รู้สึกว่างานได้สำเร็จลุล่วงไปอย่างหนึ่ง แล้ว เป็นการเปลี่ยนความรู้สึกให้มีความสบายใจมากขึ้น สำหรับงานใหญ่ที่ต้องใช้เวลามากนั้น ต้องเขียนลงไป ในกำหนดการว่าจะทำช่วงไหน เมื่อไร เพื่อจะได้เตรียมเวลาเอาไว้ หากจำไว้ในใจเพียงอย่างเดียว ก็จะมีแต่ ความกดดันจากความรับผิดชอบที่มีอยู่ ทำให้รู้สึกว่ามีภาระหนักมาก
  6. ต้องมีเวลา Golden Time เป็นของตัวเอง คือเวลาที่ทำงานแล้วรู้สึกสนุกสนาน สามารถ ทำงานอย่างมีสมาธิ และมีประสิทธิภาพสูง เวลาทองสำหรับตัวเองก็คือเวลาที่ตัวเองสามารถ ทำงานอดิเรก หรือสิ่งที่ตัวเองชอบได้ นอกจากนั้นยังต้องค้นหาเวลาทองสำหรับครอบครัวด้วย เพิ่มความรวดเร็วในการทำงานด้วย การกำจัดความสูญเปล่า ความไม่สม่ำเสมอ และการฝืนทำ
    􀂃 กำจัดความสูญเปล่า เวลาทำงานที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์โดยตรง จริงๆ แล้วมีไม่ถึงครึ่ง การกำจัดความสูญเปล่า จะทำให้เราเพิ่มงานที่สร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้ได้มากขึ้น การวางแผนแล้วทำงานอย่างมีแผน จะช่วยลดความสูญเปล่าได้
    􀂃 กำจัดความไม่สม่ำเสมอ ได้แก่ ความไม่สม่ำเสมอของวิธีการทำงาน ปริมาณงาน ผลลัพธ์ของงาน เป็นต้น การสร้างมาตรฐาน ในการทำงาน จากวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และให้ทุกคนทำงาน โดยรักษามาตรฐานนั้น จะทำให้ประสิทธิภาพของงานเพิ่มสูงขึ้น
    􀂃 กำจัดเรื่องของการฝืนทำ การทำเพราะฝืนทำมักจะทำให้เกิดผลกระทบในระยะยาว ขึ้นได้ เช่น การวางแผนที่เป็นการฝืน การรับปากว่าจะ ส่งมอบให้เร็วแบบฝืนทำ นอกจากนี้การทำงานล่วงเวลา เพราะความเคยชินจะเป็นการฝืนร่างกายของเรา การฝืนทำเหล่านี้ล้วนส่งผล ให้ประสิทธิภาพตกต่ำลงได้
  7. เลือกทิ้งงานบางอย่าง เพื่อทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า ถ้าอยากทำ ไปหมดทุกเรื่อง ก็ไม่สามารถทำงานที่สำคัญจริงๆ ได้ ต้องทำงานแต่ละอย่าง ที่อยู่ในมือ ให้เสร็จเรียบร้อย งานที่ทำได้ทันทีก็ต้องรีบจัดการเคลียร์ให้เรียบร้อยไปก่อน เป็นการลด จำนวนของงานลงได้ชัดเจน ถ้างานแต่ละอย่าง ล้วนแต่ทำคั่งค้างครึ่งๆ กลางๆ ก็จะทำให้กังวลใจ ไม่มีสมาธิที่จะทำงานอย่างอื่นต่อไปได้
  8. ต้องเน้นเพิ่ม Output มากกว่าเพิ่มความพยายาม ต้องมีความสนใจต่อเรื่องที่ไม่ได้อยู่ ในสาขาของตนเอง ต้องเข้าร่วมการฝึกอบรม อ่านหนังสือ เพิ่มการเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากขึ้น
  9. การสรุปทันที ตัดสินใจทันที ลงมือทำทันทีด้วยความรวดเร็ว ช่วยให้เกิดกำลังใจในการ ทำงาน และกระตุ้นความรู้สึกใน การบรรลุเป้าหมาย อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ให้ใช้วิธีหักลบในการทำงาน
  10. สะสางสิ่งที่อยู่รอบตัว เพื่อให้ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น สะสาง สะดวก คือการทิ้ง เก็บรวบรวม กำหนดสถานที่เก็บ ดูแลรักษา ซ้ำหลายๆ ครั้ง เป็นประจำ จะทำให้สามารถใช้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เป็นประโยชน์สูงสุด
  11. ถ้าอยากเปลี่ยนงานเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น ต้องเปลี่ยนงานไปในสาขาที่ตัวเองถนัดเท่านั้น ต้องคิดว่าจะมีทักษะที่เป็น ตัวของตัวเองได้อย่างไร
  12. เพิ่มความสามารถในการสื่อสาร เพื่อเพิ่มเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น ความสามารถในการ สื่อสารที่ดีจะทำให้เป็นที่น่าเชื่อถือ การสื่อสารก็เหมือนกับการ Catch Ball ข่าวสารข้อมูล ถือเป็นการแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารแบบ 2 ทาง
  13. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บังคับบัญชา โดยใช้การ รายงาน แจ้งให้ทราบ ปรึกษา เมื่อจะนำเสนองาน ก็ทำให้สมบูรณ์สักประมาณ 90-95% ก็พอ เพื่อเปิดช่องว่างไว้บ้างสำหรับ ให้ผู้บังคับบัญชา ได้ติติงก็จะเป็นวิธีการที่ดี การที่ได้ใส่ความเห็นเพิ่มเติมเข้าไป แล้วให้ ผู้ใต้บังคับบัญชานำไปแก้ไขนั้น จะทำให้ผู้บังคับบัญชามีความพึงพอใจเพิ่มสูงขึ้นได้
  14. สร้างความแตกต่าง ด้วยความสามารถด้านการจัดการข้อมูล ใช้แผนภูมิ และใช้วิธีการแบ่งกลุ่มในการจัดการข้อมูล โดยการรวบรวมเอาเรื่องราวที่เป็นประเภทเดียวกัน แล้วเรียกชื่อร่วมกัน ก็จะช่วยให้ความสามารถในการสื่อสารเพิ่มสูงขึ้น เป็นเทคนิคพื้นฐานในการ จัดระเบียบข้อมูลข่าวสาร จะทำให้มองภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารโดยใช้เวลาที่น้อย และไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ทิ้งข้อมูลข่าวสารที่ไม่จำเป็น คัดสรรแต่ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น เท่านั้น แล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน
  15. อินเทอร์เน็ตช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการ รวบรวมข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้เคล็ดลับในการอ่านหนังสือโดยใช้เวลาสั้น คือให้อ่านสารบัญก่อน เพราะ สารบัญอธิบายสาระสำคัญ โดยรวมของหนังสือเล่มนั้นอยู่แล้ว
  16. เรียนรู้เทคนิคการจัดเก็บข้อมูล โดยการจัดระเบียบข้อมูลข่าวสารด้วยคอมพิวเตอร์ จัดทำเป็นโฟลเดอร์ เมื่อทำการปรับปรุงแก้ไขให้จัดทำโฟลเดอร์ กำจัดทิ้งชั่วคราว ส่วนเอกสาร ที่ไม่ต้องการใช้แล้ว ให้เก็บไว้ในกล่องกำจัดชั่วคราว A4 เมื่อผ่านไป 2-3 สัปดาห์ ก็เอานั้นไปกำจัดทิ้งจริง
  17. เพิ่มความสามารถในการวางแผน ทำงานเหมือนเป็นโปรดิวเซอร์ในองค์กร คือการวางแผนใหม่ๆ เพื่อค้นหาโอกาสที่จะทำลาย สภาพปัจจุบันให้หมดไป เมื่อจัดทำเอกสารแผนงาน ขอแนะนำให้จัดทำำสารบัญขึ้นมาก่อน เพราะทำสารบัญได้เรียบร้อยแล้ว ก็จะทำให้สามารถจัด ระเบียบความคิดต่างๆ ในสมองของเราได้
  18. ใช้แผนภูมิภาพเป็นเครื่องมือสื่อสารในยุคที่ต้องการความรวดเร็ว ฝึกฝนให้มีทักษะการเขียนและการคิดโดยใช้แผนภูมิภาพ ในการนำเสนอเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สมองซีกซ้ายเหมือนกับการคิดแบบ Word Processor คือต้องเสียเวลาทำความเข้าใจ ในขณะที่สมองซีกขวาเหมือนกับการคิดแบบ Power Point คือ ใช้เวลาน้อยก็ทำความเข้าใจได้ สมองซีกขวาจะมีความเร็ว และความชำนาญในเรื่องของประสาทสัมผัสหรือประกายความคิด ดังนั้น หากได้ใช้สมองซีกขวามากๆ ก็จะทำให้ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์เพิ่มสูงมาก ขึ้นด้วย ความคิดของสมองซีกขวา มักจะใช้แผนภูมิในการถ่ายทอด หรือในการคิด
  19. อธิบายให้เข้าใจตรรกะ ให้สรุปสิ่งที่อยากพูดเป็นประมาณ 3 เรื่อง กล่าวกันว่าคนเรานั้น มีความสามารถในการจัดการ ข่าวสารข้อมูลได้ครั้งละไม่เกิน 7 เรื่อง แต่ในความเป็นจริงถ้าจะไม่ให้เป็นการฝืน จนเกินไปประมาณ 3 เรื่องก็จะเป็นจำนวนที่เหมาะสมและไม่เกินความสามารถจนเกินไป จะจำได้โดยไม่ต้องมี การจดบันทึก
  20. เพิ่มความสามารถในการนำเสนอ เพื่อให้แผนงานที่จัดทำไว้ได้รับการยอมรับ เป็นเทคนิค การอธิบายที่ทำให้ เข้าใจได้ง่ายขึ้น ถ้าเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผนงาน งานนั้นก็จะน่าสนุกมากขึ้น เพราะตัวเองได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือเพิ่มไอเดียเข้าไป แทนที่จะอยู่และพึ่งพิงองค์กรเพียงอย่างเดียว ให้องค์กรได้พึ่งพิงเรา จะทำให้รู้สึกว่ามีคุณค่าในการทำงานมากขึ้น
  21. ความสามารถในการค้นหาปัญหา จะช่วยยกระดับความสามารถในการแก้ปัญหาให้สูงขึ้น ถ้าถึงทางตันให้ใช้วิธีระดมสมอง เพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างไอเดียอย่างอิสระ เช่น ทิ้งแนวคิด หรือสามัญสำนึกเดิมที่มีอยู่โดยไม่ต้องกลัวอะไร เรื่องอะไรก็ได้ ขอให้คิดออกมาให้มากๆ อย่าวิจารณ์ อย่าถกเถียง อย่าอธิบายยืดยาว ใช้ไอเดียของคนอื่นมาคิดต่อ (เกมคิดต่อเนื่อง) ไอเดีย ที่คิดออกมาได้ให้เขียนบันทึกเป็นข้อๆ เอาไว้
  22. มีปัญหาเรื่องมาตรการแก้ไข ก็ให้ลองจัดทำข้อเสนอทางเลือกไว้หลายๆ ทาง ประเมิน ข้อเสนอทางเลือกต่างๆ เพื่อเลือกสรรข้อเสนอสุดท้ายที่ดีที่สุด และกระบวนการตัดสินใจต้องชัดเจน เพื่อให้ ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิด
  23. วิธีการปรับปรุงและปฏิรูปที่ได้ผล โดยเน้นที่กระบวนการ คือการทำให้ดีขึ้นบนเส้นต่อเนื่องจากสภาพปัจจุบัน ก้าวไปข้างหน้าเพื่อภาพที่ควรจะเป็นในจินตนาการ
  24. ทำงานอย่างมีกลยุทธ์ ลองตรวจสอบกลยุทธ์การดำเนินชีวิตของตัวเองด้วยการวิเคราะห์ SWOT เพื่อขยายวิสัทัศน์ให้กว้างขึ้น คือการรับรู้และเข้าใจ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค จุดแข็ง และจุดอ่อน จะเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายใน (ภายในองค์กรเองหรือตัวเอง) สำหรับโอกาสและอุปสรรค เป็นการ วิเคราะห์ปัจจัยภายนอก (ภายนอกองค์กรหรือตัวเอง)
  25. กำหนดขอบเขตที่ตัวเองชำนาญ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นมืออาชีพ(Professional) หมายถึง คนที่สามารถมีความรับผิดชอบต่อเรื่อง QCD : คุณภาพ ต้นทุน และระยะเวลาส่งมอบงาน และเป็นคนที่ สามารถมอบหมายงานให้ทำได้ด้วยความสบายใจ สามารถสร้าง output ได้มากกว่าที่ผู้มอบหมายคาดหวัง จงเป็นบุคลากรที่จะถูกนึกถึง (ไว้วางใจได้) เป็นคนแรกเสมอ “Top of Mind”
  26. ค้นหาสมรรถนะหลักของตัวเอง (Core Competency) เพื่อความเป็นมืออาชีพ โดยการถามตัวเองว่า
    • ทักษะความสามารถที่ชำนาญในการทำงานปัจจุบันคืออะไร
    • ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานในการทำงาน แต่ก็ไม่รู้สึกว่ ามีความลำบาก งานนั้นคืองานอะไร
    • งานที่คิดว่าจะยกระดับความสามารถได้เร็วกว่าคนอื่น คืองานอะไร
    • ทักษะที่ตัวเองเท่านั้นจึงจะทำได้ หรือตัวเองจะต้องรับผิดชอบ คืออะไร
    • งานที่สามารถทุ่มเทตั้งใจทำอย่างจริงจังจนลืมเวลาได้คืองาน อะไร
    • งานที่คิดว่าทำแล้วสนุก หรือมีคุณค่าในการทำ คืองานอะไร
  27. อย่าเคยชินกับสภาพปัจจุบัน จงคิดริเริ่มด้วยตัวเองทุกวัน ที่จะขยายขอบข่ายงานให ้กว้างขึ้น เพื่อกลยุทธ์การเติบโต ให้มีเวลา Golden Time ที่ทำงานได้ด้วยความคึกคักและมีประสิทธิผล ต้องเพิ่มเวลาที่ สามารถทำงานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มให้มากขึ้น คนที่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาในการทำงานได้จะเป็นคนที่บริหารเวลาเก่ง
  28. จงเป็นบุคลากรที่สามารถสร้างความแตกต่างจากพนักงานคนอื่นๆ โดยการคัดเลือกขอบเขตความเป็นมืออาชีพของตนเ ที่มุ่งสู่ชัยชนะ แล้วคิดสร้างความแตกต่างต่อทักษะความสามารถที่ไร้ความหมาย ที่พนักงาน คนอื่นก็มี และรวมศูนย์เวลาไว้กับเรื่องที่สำคัญ ก็จะทำให้การยกระดับทักษะและการสร้างความแตกต่างเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้



Resource : กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s