เกี่ยวกับห้องสมุดและการปลูกฝังความรู้ให้ทุกคนตามความคิดของเรา

จะมาเติมเรื่อย ๆ แวะมาอ่านบ่อย ๆ (เขียนจากใจจริง ๆ และจะแทรกสิ่งที่เรารู้และอยากให้เด็กรู้ ลงไปด้วย)

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามบังคับให้ยืม ห้ามบังคับเลยจริง ๆ

แต่ควรหากิจกรรมที่สร้างความคุ้นเคยกับห้องสมุด แบบที่ทำควบกับงานอื่นได้ (ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน)

รวบของรอบแรกแล้วกัน

  1. มายืมคืนได้ทุกคน แต่ถ้าใครไม่อยากยืม ไม่ต้องมายืมเลยนะ จะได้ไม่เป็นภาระเวลาไปตามทวงคืน
  2. เอามาคืนได้ตลอดเวลาที่เปิดบริการ ไม่ต้องเล่าสรุปเพราะน่ารำคาญ เราจะทำการเก็บสถิติการยืมคืนตามปกติแค่นั้น
  3. ห้องสมุดจะไม่ใช่คนส่งผลผ่านคุณลักษณะ แต่จะเป็นหมวดภาษาไทยที่ส่งผลอันนี้ เพราะยังไงเด็กก็ต้องทำบันทึกรักการอ่านส่งหมวดภาษาไทย  (บังคับทำทุกที่) ดังนั้น เล่มบันทึกรักการอ่านนั้นสำคัญมาก ควรแจกตั้งแต่วันเปิดเทอม และในเล่ม ควรมีรายละเอียดให้กรอกดังนี้ ชื่อหนังสือ เลขเรียกหนังสือ (อันประกอบด้วย เลขหมู่หนังสือ อักษรตัวแรกของชื่อผู้แต่ง-อักษรตัวแรกของชื่อเรื่อง แค่นี้พอ) และเลขทะเบียนหนังสือ  (ดูจากกล่องข้างบาร์โค้ด แล้วจดลงไปเลย – ส่วนนี้เพื่อให้นักเรียนรู้เลขหมู่ สังเกตบ่อยๆ ก็จะเริ่มคุ้นเอง ว่าเลขหมู่ไหน คือหนังสือประเภทใด // ถ้าเล่มไหนไม่มี ไม่ต้องจด เช่น นักเรียนที่ไม่ได้มายืมหนังสือห้องสมุด) ชื่อเรื่องที่อ่าน เนื้อหาสาระโดยสรุป ข้อคิดที่ได้จากการอ่าน ห้องสมุดจะเป็นเพียงแค่แหล่งรวบรวมความรู้ ที่ให้บริการแก่นักเรียน และผู้ที่สนใจ แต่ถ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรสอนให้นักเรียนจดบันทึกจากใจ ให้ออกมาประมาณที่เราจดใน แฟนเพจบันทึกรักการอ่าน  https://www.facebook.com/buntuekrakkarnarn/
  4. การป้องกันความแอเร่อ จากทั้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุด และระบบ (มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้) เราจะใช้เล่มบันทึกรักการอ่าน เป็นตัวยืนยันการคืนหนังสือแล้ว ด้วยการ ยืมหนังสือไป ก็ไปจดลงบันทึกรักการอ่าน เวลาเอาหนังสือมาคืน ก็ยื่นพร้อมเล่มบันทึกรักการอ่านเลย เจ้าหน้าที่หนึ่งคนสแกนบาร์โค้ดเพื่อคืนหนังสือออกจากระบบการยืม แล้ว ส่งหนังสือต่อให้เจ้าหน้าที่อีกคน รับไปเซ็นชื่อกำกับตรง เลขเรียกหนังสือ หน้านั้น ๆ แค่นี้ก็เก็บไว้ยืนยันได้แล้วว่าคืนหนังสือแล้ว กรณีที่เจ้าหน้าที่คนที่สแกนบาร์โค้ดทำงานพลาด
  5. ค่าปรับจะเกิดจากคนที่คืนหนังสือช้าเกิน 7 วันเท่านั้น (ครูอาจารย์ก็ด้วย เราจะทวงทุกคน ไม่เว้นเลย) ถ้าไม่อยากโดนปรับ ก็แค่มาคืนแล้วยืมใหม่ ภายในช่วง 7 วัน (สถิตินับ แต่สถิติจะมีความหมายอะไร เมื่อเราไม่ใช่คนส่งผ่านคุณลักษณะแล้ว แต่มันเป็นการยืนยันว่าเราเปิดบริการตลอด) เพราะว่า ที่ผ่านมา ครูอาจารย์ ยืมแล้วสูญหายไปตอนย้ายเยอะมาก เพราะความที่การเซตค่าครูอาจารย์จะไม่มีค่าปรับ ทุกคนจึงเอาไปดอง ดองจนจำไม่ได้ ดองจนหาย ย้ายไปก็ไม่เปิดโอกาสให้เราทวง คือไปเลย ซึ่งนี่ต่างหากที่เป็นปัญหา (ถ้าไม่บังคับยืม หนังสือจะไม่สูญหายไปกับเด็กแขวนลอย ลาออก เพราะเด็กกลุ่มนี้ ถ้าไม่ถูกที่ปรึกษาตี ก็คงจะไม่ยืมแน่นอนอยู่แล้ว จึงอยากให้เลิกบังคับยืม เพราะหนังสือสูญหายกรณีนี้เทอมนึงครึ่งร้อย) สำหรับนักเรียนยืมได้ทีละเล่ม แต่ครูอาจารย์น่ะ ยืมไปสามสิบเล่มได้เลย แต่คุณต้องเอาหนังสือมายืมคืนทุก 7 วัน เพื่อให้รู้ว่าหนังสือยังมีตัวตนอยู่กับคุณ ส่วนนักเรียน ไม่ต้องห่วง ถ้าไม่ใช่หนอนหนังสือจริง ๆ ไม่มีใครอยากเอาไปอ่านนาน ๆ หรอก เอาไปแค่ลอกรักการอ่านส่งก็ดีใจมากแล้ว
  6. เราไม่ปรับแล้วจะเอาเงินจากไหน เราบอกเลย ว่าถ้าไม่บังคับยืมหนังสือ ถึงไม่ได้ค่าปรับ แต่อย่างน้อย หนังสือก็จะพินาศน้อยลง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อม เด็กที่เข้าห้องสมุดจะเป็นเด็กที่รักการอ่านจริง ๆ (คนไม่รักการอ่าน จะไปลอกเพื่อนก็ช่างมันเหอะ เน้นให้มันเขียนให้สวย เขียนเรื่องดีมีประโยชน์ดีกว่า อย่าแคร์ว่ามันต้องยืมจากหนังสือในห้องสมุดอะไรยังไงเลย บางคนพ่อแม่เขามีตังค์เขาก็ซื้อหนังสือดี ๆ ให้ลูกเขาอ่านได้เหมือนกัน) เราอยากบริการให้คนที่รักการอ่านหนังสือจริง ๆ เงินค่าปรับไม่มี ไม่เป็นไร จะไปหาสปอนเซอร์พวกสำนักพิมพ์มาช่วยจัดงาน ให้เขามาขายหนังสือ ขอบริจาคจากผู้ใหญ่ใจดี ที่รักหนังสือ คิดว่าพอมี
  7. เราจะเอาเวลาไปสอนเรื่องการหาข้อมูลจากสิ่งพิมพ์ จากเน็ต สอนการเขียนบรรณานุกรม จากสิ่งพิมพ์ จากเน็ต การสอนให้เด็กรู้ว่า ถ้าเครื่องคอมเสียบแฟลชไดรฟ์ไม่ได้ แต่ถ้ามีเน็ต ให้ส่งอีเมลหาตัวเอง สอนทำบล็อก สอนอะไรที่มันมีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนความรู้ในตัวเขา (โดยไม่ได้ดูเวอร์เป็นคนเก่งระดับชาติก็ได้ แต่เป็นคนที่หาความรู้ในเรื่องที่ไม่เคยรู้เองได้ ไม่ต้องไปถามคนอื่น ไม่ต้องไปจ้างวานคนอื่นทำ) แนะนำแอพสมาร์ทโฟนดี ๆ ให้เขาเอาไปใช้ ทำให้มือถือขามีประโยชน์มากกว่าเป็นเกมกด
  8. ชวนเด็กมาเป็นเจ้าหน้าที่ (ให้ทุนเด็กที่ช่วยงาน — เวลาที่มีทุนมา จะคัดเลือกจากเด็กกลุ่มนี้ก่อน ห้องไหนก็ได้ แต่ต้องมาช่วยจริง ๆ) มีเพจเจ้าหน้าที่ที่ช่วยถ่ายรูปเกี่ยวกับโรงเรียน เพราะการเก็บภาพ หลายครั้งมีประโยชน์ไม่แพ้การอ่านรายงานหนาเป็นรีม ภาพหนึ่งภาพ แทนคำพูดเป็นล้านได้ แต่ต้องฝึกให้ถ่ายภาพที่บอกเรื่องราว (ไม่ใช่ถ่ายแต่บุคคล ถ่ายเซลฟี่ ไม่เอา) คือยังไงล่ะ จะบอกว่าเน้นให้เด็กรู้จักเก็บรวบรวมหลักฐาน และบอกเล่าประชาสัมพันธ์ ช่วยงานโรงเรียนได้ การที่เด็กถ่ายรูปที่เป็นประโยชน์แก่ครูแก่โรงเรียนได้ คือสิ่งที่ดี (ไม่ต้องรอภาพจากกล้องใครคนใดคนเดียว)
  9. เรายังทำสถิติ รายงานทุกอย่าง ทั้งทางกระดาษ และทางบล็อก (เน้นการสื่อสารที่สะดวกรวดเร็ว เข้าถึงได้ทุกคน) ทำรวมรวมความรู้ให้คนอื่นมาก๊อปได้ ถ้าอยาก แต่ลึก ๆ แล้ว เราต้องการให้ทุกคนค้นหาความรู้ด้วยตนเองเป็น

ว่าง ๆ จะมาเขียนใหม่ ตอนนี้นึกออกแค่นี้ 0:50 12/02/59