เรื่องที่อยากให้มีคนรวบรวมมากที่สุดเลยตอนนี้ งานสำหรับคนวัยเกษียณ คนชรา

คือ เรื่องเกี่ยวกับ งาน รายได้เสริม สำหรับคนวัยเกษียณ คนแก่

เพราะเริ่มเจอจากเพื่อนคุยกัน พอดีเห็นในเฟส

แล้วว่า พ่อแม่เกษียณ อยู่บ้านแล้วหงุดหงิด อารมณ์เสีย

วีนเหวี่ย

ค่าใช้จ่ายในบ้าน ตกเป็นเพื่อนต้องดูแลคนเดียว ต้องดูแลพ่อแม่ ส่งเสียน้องที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย

ทำงานอยู่คนเดียว จะตายแล้ว

อะไรทำนองนี้

 

เลยอยากให้ช่วยกันคิดหน่อยค่ะ ถือว่าเอาบุญ

 

อย่างน้องที่ทำงานก็เจอมา

คือพ่อไม่ได้ทำงานมา 7 ปีแล้ว อายุ 67 แล้ว

(น้องที่ทำงานคนนี้อายุ 28)
แม่อายุ 60 ปีนี่้

น้องอายุ 19

มันอยู่ในภาวะเดียวกับเพื่อนเรา

คือจะแย่แล้ว

 

เราแนะนำให้น้องคนนี้ไปชวนพ่อปลูกผัก แต่แบบมันก็บอกว่าพ่อก็ไม่ทำ

 

ส่วนงานเย็บปักถักร้อย อยู่กับบ้านนั้น ไม่คุ้มค่ะ เสียสายตามาก เพื่อนอีกคนคุยกับเพื่อนอีกคน

 

แอบดู (เก็บข้อมูล) แล้วหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก

 

อย่างคนใกล้ตัว

พ่อแม่แอมนี่

คือแม่ทำงานอยู่เนี่ย แอมอยากให้แม่เกษียณก่อนกำหนดมาก เพราะว่า งานโรงเรียนหนักไปนะ อีเยี่ยมบ้าน 100% นโยบายห่าเหว

(แอมไม่เยี่ยมอ่ะ ปีนี้แอมโชคดี พระเจ้าคงช่วยแอม ให้แอมอยู่ห้องครูต้น ผู้ซึ่งงดงามและเยี่ยมบ้านครบ 100% ตลอดมา)

แม่ชอบแบกเอกสารหนักมาเพียบ แอมเห็นแล้วเครียดแทน คืออยากให้แม่เออรี่ แล้วจะเปิดศูนย์สอนพิเศษภาษาไทย
เพราะแม่สอนเก่ง เล่าอะไรมากมายเก่ง แม่เขาอยากทำงาน
แต่แอมไม่อยากให้แม่ทำในโรงเรียน เพราะมีเอกสาร ซึ่งแม่ไม่ทำ แล้วสุดท้ายก็ตกมาที่แอม กับเอ ต้องทำ
ซึ่งพวกเราเหนื่อยงานตัวเองจะตายห่าแล้ว ยังเจองานแม่อีก เท่ากับเราต้องเจอวิบากกรรมซ้ำซ้อน

 

ฉะนั้นแอมจึงอยากให้แม่เออรี่ แล้วสอนพิเศษแทน ชีวิตอาจไม่ร่ำรวยมาก แต่ก็ไม่ต้องเสียสุขภาพ

 

ส่วนป๋าอ่ะ ถ้าเกษียณ ป๋าคงทำสวน เพราะป๋าชอบแนวนั้น

แอมก็ชอบทำสวน

 

แอมอยากออกแบบ ชุดทำสวน สำหรับพื้นที่จำกัด ให้คุณพ่อคุณแม่เพื่อนได้ทำงานแก้เหงา และมีผักกิน

อยากทำหลายอย่างมาก ๆ แต่เครียด ยังคิดไม่ออก

ถ้าทำจุดนี้ แอมไม่หวังว่าจะรวยหรอก

แอมอยากช่วยแบ่งเบา

 

เพราะใครไม่เคยเจอความเครียดของผู้ใหญ่ วัยทอง วัยเกษียณ คุณจะไม่มีวันเข้าใจเลย ว่าพวกเราทุกข์แสนสาหัสแค่ไหน

 

ส่วนคนใกล้ตัวอีกคน พี่กิตซัง พี่กิตให้หม่าม้าของพี่กิต ทำบะหมี่ขาย เตรียมเปิดร้านรอบสอง หรือเปิดแล้วไม่รู้

ก็ถ้ามีตลาด อยู่ทางผ่าน  น่าทำ

 

 

น่าหาอะไรสนุก ๆ ทำได้เนอะ พูดยาก ไม่ต้องถึงกับรายได้เป็นกอบเป็นกำ ขอแค่กินใช้ในบ้านได้

และไม่มีเวลาเครียดบ่นด่า เสาร์ ไปวัดไปวา เปิดหูเปิดตา พ่อแม่วัยชรา คงมีความสุขได้มากขึ้น พวกเราจะได้เครียดลดลง

 

สัญญาเลย ถ้าแก่ เราจะไม่ขี้บ่น เราสงสารคนที่อยู่ใกล้ตัวอ่ะ ตอนนี้ก็พยายามไม่บ่นแล้วนะ

ยกเว้นตอนแม่ใช้งานตอนเครียด มันท้อ ร้องไห้บ่อยมาก อยากตาย ด้วยหดหู่

แต่ไม่ตายหรอก ตายแล้วใครจะมาแก้ปัญหา ตายแล้วใครจะมาช่วยคิด เราอยากช่วยทุกท่านบรรเทาปัญหานี้

Advertisements

ปิดพีซีไปแล้ว มันร้อนมาก เลยโพสต์ทางมือถือ อยากบันทึก

image

เราเจอบันทึกของพี่นก(หรือบรรณารักษ์คนก่อนๆๆๆ) ว่าตอนก่อน เวลาเด็กซ่อม เขาไม่ได้ให้เด็กหยิบหนังสือทั่งห้องนะ (เหมือนเทอมที่แล้ว ตู้หนังสือพินาศมาก) แต่เขาให้ มีกอง มุมซ่อมตกคุณลักษณะ ซึ่งถ้าเทอมนี่จะมี เราจะไปคัดหนังสือแนวนี้มา พวกหนังสือที่สอนเรื่องการตัดสินใจ การมีจิตสำนึกที่ดี การมีสามัญสำนึก แม้จะเปลี่ยนอะไรเด็กไม่ค่อยได้มาก แต่ก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง ตอนเขานั่งลอกหนังสือไปส่งครูภาษาไทย หรือที่ปรึกษา (เรื่องซ่อมเป็นของฝ่ายอื่น ไม่ใช่ของห้องสมุด) อ่ะแปะภาพต่อ

image

image

image

ส่วนเล่มที่สอง เราอยากอ่านเอง เพราะเราอยากไป เราชอบตลาดโบราณ เราอยากไปเที่ยว แต่นะถ้าไปไม่สะดวกก็เหนื่อนอ่ะ ไม่มีรถไป ไม่มีคนพาไป เดินทางเซ็ง อ่านเอาก่อนก็ได้วะ

image

image

ส่วนที่ว่าจะอ่านนั้น จริง ๆ ยาก เวลาไม่ค่อยจะมีเหลือ (เวลาบางส่วนของเราต้องใช้ในการนั่งสมาธิแบบลืมตา ทบทวนว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง มันเป็นช่วงเวลาชาร์จแบตจิตใจเรา) เนี่ยเล่มนี้เอามาเป็นเดือนแล้ว ยังอ่านไม่จบเลยอ่ะ ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไป . . . . . เดี๋ยวเราจะเรียนรู้การเซตยูสเซอร์ คอมที่ทำงาน ต้องลองที่บ้านก่อน ต้องทำเอกสาร แนะนำเจ้าหน้าที่ห้องสมุด แบบให้เป็นสากลเลย 555 เมื่อวานเห็นแล้วว่าเจ้าหน้าที่กลายคน (เด็กม.2/3) ทำงานผิด แยกหนังสือยังผิด คือเขาไม่อ่านป้าย มีอีกหลายอย่าง และอยากทำเอกสารสอนห้องสมุดรอไว้ อยากสอนห้องสมุดแล้ว อยากมาก จะคลั่ง เรารู้แล้วว่าเราอยากสอนอะไร เราว่าจะทำอะไรอีกวะ อ่อ จะหาเอกสารรามสามวิชาที่ลงไว้ มาอ่าน เช็คตารางสอบออกยัง(ตอนแรกจะทิ้ง จะย้ายเอก ตัดสินใจ อย่าเลย พยายามก้าวไปก่อนเหอะ เราเห็นแล้วว่าการละทิ้งบางอย่าง นำปัญหามาสู่เราแค่ไหน แต่เราไม่เสียใจนะ หลายอย่างที่มาแทน ก็ดีอ่ะ เพราะชีวิตคือการเรียนรู้อ่ะ ยกเว้นเรียนรู้ที่จะสอนเลข สอนสังคมนะ ไม่อ่ะ เนี่ยตัวตกเลย กร๊ากกก) ก็นะ ตอนนี้ทำภาพ กับของทำบอร์ดคำถามก่อน (คำถามห้องสมุด) จัดไปทีละอย่างสองอย่าง เดี๋ยวก็เสร็จ

ไม่ได้ว่างมาก แต่รอดีแฟรกโน้ตบุ๊ค (เราถือว่าการบันทึกลงบล็อก คืองานของเราด้วย)

image

นี่คือตะกี้เลย ใครรู้จักเราพอ ก็จะรู้ว่าเรารักษ์โลกมาก (เล่าให้นักเรียนม.สามที่ช่วยงานฟัง นักเรียนถึงกับบอกว่า ครู “เยอะ”) ทว่า เราว่าถ้าให้เราเลือกด่าคน เล่นเกม ดูละคร ฯลฯ เราขอเลือกทำไอ้นี่ดีกว่า นกพับ จะทำของแต่บอร์ด พับจากลอตเตอร์รี่ที่ครอบครัว รวมทั้งตัวเราซื้อ (มาตั้งแต่ปี 2544 เห็นจะได้) ก็พับสร้างสมาธิมาเรื่อย ฝาฟรอยนม บ้าบอคอแตก ที่มีสี มีความวาว เราเอาไว้แต่งบอร์ด เพราะมันเป็นลักษณะที่เรียกว่าเป็นแพทเทิร์น มันสวยงามเหมือนกัน สำหรับเรา มันไม่ใช่ขยะอ่ะ แล้วแต่คนจะมอง ขอแนบรูปเยอะนะ ขี้เกียจเปิดเอนทรี่ใหม่

image

image

image

image

เออ สีลอตเตอรี่มันซีด เราเลยจุ่มสารละลายสีโปสเตอร์สีแดง ไม่ค่อยเข้มอยู่ดีว่ะ 555 แต่ช่างเหอะ แปะ ๆ เดี๋ยวก็เปลี่ยน แล้วแต่

image

image

image

image

image

ส่วนนี่ ป้ายจุ๊บสูญญากาศ พี่กิตพี่โปรดิวเซอร์เรา ให้มา เราเลยจะเอาใช้ประโยชน์ด้วยการ เอาไปติดกระจกห้องทำงาน ประชาสัมพันธ์เรื่องต่าง ๆ มันเวิร์คดีนะ เก๋ดีด้วย บ้านเราไม่มีกระจกจะติดอ่ะ ขนาดเทสต์ ติด ยังต้องใช้กล่องพลาสติก(เราใช้เป็นที่จับตะขาบ ใหญ่ดี เดิมเคยใช้เก็บกล้อง SLR) มาเป็นกระจกใสแทนเลย คงได้ติดแบบสื่อแนะนำ หรือถ้ากระจกตรงช่องยืมคืนคงติดเวลาให้บริการยืมคืน เพราะว่าเด็กชอบโวยวายให้เปิดก่อน ป้ายเก่า เก่ามากแล้วววว อ่ะสุดท้ายยังวะ

image

การยืมหนังสือกลับบ้าน เราอยากมาชวนให้ทุกท่านที่ยืมหนังสืออ่ะ หรือมีการเคลื่อนย้ายหนังสือ ควรจะหาถุงสะอาด ขนาดที่ห่อหนังสือได้ทั้งเล่ม มาใส่หนังสือก่อน (ใส่หนังสืออย่างเดียว เล่มเดียวพอ) แล้วค่อยเอาใส่กระเป๋าเพราะบางทีการเอาหนังสือใส่กระเป๋าไปปนกับหนังสืออื่น อาจเจอเหลี่ยมมุมของหนังสืออื่น หรือปากกา ดินสอ ไม้บรรทัด น้ำ ขนมหกใส่ ทำให้หนังสือเน่า ทั้งหมดที่เห็น คือหนังสือเรา ซื้อมาหลายเดือนหลายปี แต่เหมือนใหม่ เพราะถ้าเรายกไปอ่าน เราจะใส่ถุงพลาสติกก่อนใส่กระเป๋านั่นเอง แต่ตอนอยู่บ้านเฉย ๆ อย่าใส่นะ เดี๋ยวราขึ้น

image

รูปเยอะมาก จะอัพโหลดขึ้นไหมเนี่ย ตอนนี้อยากทำเว็บ รวมคำถามความรู้รอบตัวเกี่ยวกับอาเซียนสักสองพันคำถาม แต่ไม่มีแรง บรรณานิทัศน์ยังไม่เสร็จเลย บอร์ดด้วย บันทึกการประชุมอีก (คือเรายังไม่ลงมือทำเองแหละ โทษใครไม่ได้ เดี๋ยวจัดไป ๆ) จะอัพโหลดได้ไหม เอนทรี่นี้ รูปเยอะ ์

คําถามอาเซียน มัธยม – ค้นหาด้วย Google ลิสต์เลย อย่างน้อย 30 คำถาม เฉลี่ยประเทศ พิมพ์เลย

http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%84%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99+%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%A1&btnG=&hl=th&client=ms-android-google&tbo=d&source=android-launcher-search&v=141255454&sa=2

วันวันเราทำห่าอะไรบ้าง (กร๊าก)

หมายเหตุ โพสต์ไปกับรูปไม่ได้ งงมาก
สรุป ไปดูเองแล้วกัน http://twitpic.com/a0z0to/full
………แล้วก๊อปพวกนี้ มาเพสใหม่หมด……
เดี๋ยวนี้จะเปิดเอนทรี่ด้วยรูปภาพ เพราะว่าจะได้มีรูปประกอบ
แบบที่นี่เราจัดแต่งไม่ค่อยเป็น (ขี้เกียจมากกว่า)
เราเลยเอารูปมายืนพื้นก่อนเลย กร๊ากก

มันคือรูป งานแจ๋ว ของเรา
(ถ้าอ่านออกก็อ่าน อ่านไม่ออก ไม่ต้องพยายาม)
จริง ๆ เราไม่ได้ทำแค่นั้นหรอก
มันอาจมากกว่านั้น
แต่เราทำกระดาษนี้ขึ้นมา
เพราะว่าเราอยากมีกำลังใจ ที่สร้างเอง
ด้วยการมองเห็นสีสวย ๆ (ถ้าไม่ลืมมาจิ้มปากกา บางทีเหนื่อยมาก ลืมก็มี)
ว่าเออ วันนี้หลายจุด
ซึ่งแปลว่าทำงานได้หลายอย่าง
งานบางอย่างอาจทำมากกว่าวันละหนึ่งครั้ง
แต่ก็จิ้มจุดเดียวพอ เปลืองที่ ขี้เกียจตีเส้นกระดาษ
แต่หน้านึงจะได้ประมาณครึ่งเดือนไง มากกว่านี้ จะเบียดไป

มันเป็นงานแล้วแต่เรานึกได้
พวกล้างจาน ขัดส้วม อะไรก็ว่าไป
อยากจะทำให้เยอะ ๆ แต่บางทีเวลาก็ไม่อำนวยนะ

และบางงานที่ทำทุกวัน แต่ไม่เขียนก็มี
เช่นเอาเท้าขัดพื้นห้องน้ำ เพราะพื้นมันลื่น เราใช้เท้าขัดว่ะ
(เอาเท้าขวา สวมไปที่ช่องว่างระหว่างตัวแปรงกับด้ามแปรงขัด แบบมือจับ
เพราะเท้าเราเล็ก สวมได้ไปครึ่งเท้าเลย 555
แล้วเราก็จะเตะขาไปมาที่พื้น เพื่อขัีดคราบลื่น ๆ ของสบู่ยาสระผมครีมนวดที่เกาะที่พื้น
ให้หลุดออกไป ตักน้ำราด ส่วนขาซ้ายก็ยืนเป็นหลักมั่น ๆ
((ขยับแต่ขาขวา ขยับสองขามีหวังหัวทิ่มฟาดคอห่านตาย))
ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจถ้าหากเห็นขาสองข้างของเรา ไม่เท่ากัน 555)
ใครว่าไง เราไม่แคร์ เพราะพื้นสะอาดได้เหมือนกัน
และเราเท้าเราก็สวยมาก กร๊ากกก
และอุ่นข้าว และกับข้าวต่าง ๆ ตั้งแต่สามอย่างถึงเป็นสิบ ๆ อย่าง
เราก็อุ่นเอง ขี้เกียจเขียน เพราะทำเป็นเวลาแล้ว มากน้อยแล้วแต่วัน

ของที่เขียนคือเอาเข้าห้องน้ำนะ
เราจะเป็นคนเช็คของด้วย หลัก ๆ คือต้องไม่ขาด
แต่เกิน ไม่เป็นไร เช่น เราวางสบู่แล้ว
แม่ไม่ชอบ จะแกะสักสิบห่อก็ไม่เป็นไร
(เพราะไม่ถูกใจ เดี๋ยวเราจับใส่ถุงตาข่าย
เอาไว้ล้างมือได้อยู่ เราหาทางจัดการของพวกนี้ได้
ไม่ใช่ปัญหาเลย ชิล ๆ
คิดว่าถ้าเป็นพนักงานจัดร้านคงเป็นพนักงานดีเด่น
แต่ห้องน้ำคงไม่ได้สะอาดหรูมากทั้งห้อง
เพราะเราไม่ได้ชอบขัดห้องน้ำ
เราขัดแค่โถส้วมไม่ให้อุจาด แต่ไม่ได้สะอาดปิ๊งเหมือนใหม่
ขัดแล้วจะอ้วก อย่าว่าดัดจริตเลย ได้แค่นี้แหละ
แล้วก็อ่างล้างหน้า ด้านบน ด้านล่างไม่ขัด เพราะไม่ได้ใช้งานหนิ
และทางเดิน ไอ้ที่วางของ เราเช็ดบ้าง แต่ไม่บ่อย)

งานบ้านที่เราเกลียดมากที่สุดคือ ทิ้งผักผลไม้เน่า และอาหารเน่า
เพราะว่ามันทำให้เราเสียเวลามากเกินไป
และแม่ก็ซื้อของเยอะเกินไป
(เราไม่ได้ว่าแม่นะ เราบอกหลายครั้งแล้ว ว่าเรื่องนี้มันกลายเป็นปัญหาหนักมากของเรา)
ป๋าก็ด่าแม่ไง แต่แม่เขาก็จะเถียง ว่า “เวลาเขาจะกิน ไม่มีใครซื้อให้” (เขาเลยต้องซื้อมาตุน)
แต่เขาซื้อมาเยอะไป ก็กินไม่ทัน
เรากล้าสาบานได้เลย ว่าเราทิ้งแต่ของที่เน่า
เราเจอหนอนเยอะมาก แต่ก็ยังไม่คิดจะชิน กรี๊ดตลอด
เจอหนอนแมลงวันที่กลายเป็นแมลงวัน บินรอบบ้าน
หลายครั้งเรานั่งร้องไห้ ว่า เออ อยู่บ้าน แทนที่กูจะได้พักผ่อน
ดันเครียดได้อีก
แบบที่เคยบอกว่า ผักผลไม้อาหารพวกนี้
เราไม่ทิ้งก็ถูกป๋าด่า เราทิ้งก็ถูกแม่ด่า สรุปถูกด่าได้ตลอด
เป็นคุณ คุณจะรู้สึกแย่ป่าววะ สับสนสิ้นดี แต่เราก็เสียดายเงินมากนะ
ซื้อแล้วไม่ได้กิน เพราะเยอะไปกินไม่ทัน เราว่าถ้าคิดมูลค่านับแต่เราเกิด
เราว่าทิ้งของที่ไม่ได้กินเนี่ย อาจมูลค่าถึงแสน ๆ เลยก็ได้ คาดว่าอ่ะ เพราะทีละสิบ
ทีละร้อย อาทิตย์นึงทิ้งเยอะมาก เรียกว่าถมที่ก็เต็มอ่ะ เราเอาไปเทจนสูงมาก ๆ
เต็มบ่อหมักขยะข้างบ้านอ่ะ เหนื่อย เครียด ทิ้งทุกวันแหละ เล็ก ๆ น้อย ๆ
ดูท่ากินแล้วขี้จะแตก เราทิ้งหมดแหละ เราธาตุอ่อน กินแล้วอาจตายได้ – ขี้แตกตาย)

แต่เราก็พยายามจัดการเท่าที่สามารถแหละ
สำเหนียกได้ว่้า อยู่สบายกว่ามนุษย์คนอื่นอีกหลายเท่า
ทำเท่าที่ให้บ้านยังพอจะมีมุมน่าอยู่อ่ะ
(เราคงไม่อยากนั่งดมผักเหม็น ๆ หรอก เพราะปกติ
วันธรรมดา เราอยู่ในครัวตลอด กินในครัว ไม่ต้องเดิน)

นอกจากงานบ้านแล้ว
เราก็ต้องทำงานตัวเองด้วย

เอาหลัก ๆ เลยดีกว่า
เราจะมีลิสต์ของตัวเอง ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ยกเว้นติดจริง ๆ

วันอาทิตย์ กลางวันจะเผื่อไว้ให้ว่าง
เผื่อป๋าให้ไปช่วยทำนู่นนี่ ในสวน จัดบ้าน ฯลฯ
กลางคืน รีดผ้าทุกคนในบ้าน (ของป๋า เอบอกไม่ต้องรีด
แต่เราเห็นแล้วแย่ เลยรีดให้ ไหน ๆ ก็เปิดเตารีดแล้ว
ของแม่ก็ไม่กี่ตัว)
แต่เราโอเค เพราะเราดูทีวีตอนรีดผ้าด้วย ถือเป็นงานที่เมื่อย
แต่ไม่เหนื่อยนัก ยังพอเป็นการพักผ่อนได้
พับลิชงานแปล ตอนก่อนเที่ยงคืน จริง ๆ กำหนดอัพเดทคือวันจันทร์ แต่เราทำก่อน

วันจันทร์ เราจะจัดให้เป็นวันว่าง คือ ถ้าไม่ว่างทบมา ก็จะมาทำวันจันทร์ (ยกเว้นทบมาเยอะ ก็จะกลายเป็นไม่ว่าง) แต่คือเป็นวันค่อนข้างชิล

วันอังคาร มีซักผ้า กับรองน้ำใส่ขวด (เครื่องกรองน้ำ) สำหรับทำกับข้าว

วันพุํธ พฤหัส แปลงาน

วันศุกร์ ซักผ้า

วันเสาร์ เผื่อไว้เที่ยว ไปนู่นนี่ ถ้าแม่พาไป
(และเป็นวันเคลียร์งานแปล ถ้ามีปัญหา)

อ่านหนังสือรามบ้าง แต่ไม่ค่อยอ่าน ขี้เกียจ (เฮ้อ อีนี่)
อ่านแล้วหลับว่ะ

ประมาณนี้ซึ่งจริง ๆ มันไม่ซับซ้อนหรอก
และเราพอมีเวลาให้กับทุกคนอยู่แล้ว
(ทุกคนจริง ๆ แต่เป็นทุกคนที่เราเห็นว่า
ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้เรา
หรือบีบคั้น กดดัน คุกคามเรา)
แต่แน่ ๆ ถ้ามามาก ๆ
เราก็ต้องเลือก ครอบครัว และเพื่อนสนิทก่อน
ก็หมดเวลาช่วยคนอื่นแล้ว กร๊าก

แต่นอกจากนี้ เวลาเราเล่นเน็ต คุณคิดว่าเราทำห่าอะไรบ้าง

ประการแรก เราจะดูเว็บออกแบบ
ดูตลอด เพราะเลือกเรื่องมาแปลไง นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ดู

ประการถัดไป ทุกวันที่เปิดคอม เราจะเปิดไฟรฟอก
เพราะเราตั้งหน้าแรกเป็นเว็บแม่ เนื่องจากไม่มีคนเข้า
เราก็ต้องกดเข้าเอง เรื่อย ๆ เดี๋ยวคนก็เยอะเอง กร๊ากก

และเราจะตาม follow ทวิตเตอร์คนอื่น
ทุกวัน วันละยี่สิบสามสิบคน ตามแต่อยากกด
และไม่ถอดออก เพราะถึงใครจะตามมาฟอลโลวกลับ
หรือไม่ เราไม่แคร์
เรารู้แต่ว่า ทุกครั้งที่เราฟอลโลวเขา เท่ากับเราโปรโมตตัวเอง
(เว็บเรา) เขาอาจจะกดมาดู และกดไปเว็บ
มันช่วยได้

และหาอะไรโพสต์บ้าง เพื่อประเทืองปัญญาตนเองและเพื่อน ๆ
ที่มีโอกาสเห็นโพสต์
ประจักษ์แล้ว ว่า การโพสต์ หรือแชร์สาระ
ย่อมได้รับการตอบรับที่ดี จากคนอื่น มากกว่า
การบ่นด่า คนติดตามก็จริง แต่ไร้่ค่าอ่ะ

โพสต์ไปทุกที่นะ fb tw G+ เราไม่อยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่หนึ่ง
ถ้าไม่มีว่าไปโพสต์ไรเลย คือ ไม่ว่างเล่นเน็ต หรืองานเยอะจัด
เพราะเป็นโรคจิต ชอบโพสต์ ชอบแชร์ ประสาทมาก ๆ
(ดูเวลาออกนอกบ้านดิ โพสต์แม่งแทบตลอดเวลา
อยากอวดว่าได้ท่องเที่ยวไรงี้ แบบมีปมด้อยไรงั้นแหละ
กร๊ากกก)

เวลาแชร์เรื่องดี ๆ เราถือว่าได้ช่วยหลายทางนะ
ช่วยให้ตัวเองฉลาดขึ้น เพราะต้องตามหาเรื่องที่ดีดีมาแชร์
ช่วยโปรโมตเพจนั้น หรือแหล่งข้อมูลนั้น
ช่วยให้คนอ่านได้รู้ (ถ้าเขามาอ่าน)
มีแต่ข้อดี

นอกจากนั้น ก็ไปตอบกูเกิลกูรู
(กรุ๊ปเฟสบุ๊ค หรือเพจ)
แต่ตรงโปรไฟล์เราต้องชัดเจน
ว่าเว็บเราคือเว็บอะไร
ช่วยโปรโมตเว็บได้จริง
และถ้าเราตอบดี (คำถาม หรือแสดงความคิดเห็น)
เขาก็ได้ประโยชน์ด้วย
(เราก็ได้โปรโมตตัวเอง)

ถามว่าเราโปรโมตตัวเองแล้วจะยังไง
เราก็ไม่รู้หรอก ว่าประโยชน์ตรงไหน
เงินก็ไม่ได้ ชื่อเสียงก็ไม่ค่อยมี เวลาก็เสียนิด ๆ
แต่เราว่าคุ้มว่ะ มันทำให้เรายังมีสังคมอ่ะ
เราต้องการสังคม (ดี ๆ) ให้รู้สึกว่าชีวิตยังได้ทำอะไร
ที่เป็นประโยชน์

ถ้าเขาไม่ชอบ เขาไม่ถูกใจ เขาก็ไม่อ่านเองแหละ
ไม่ต้องไปคิดไร
เราแค่ไปประชาสัมพันธ์เท่านั้น
โดยที่ไม่ได้คุกคาม ไม่ใช่จดหมายลูกโซ่
มันเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เท่านั้นเอง

แค่บางทีเราอาจจะเสียเวลากับเรื่องพวกนี้มากไปหน่อยแค่นั้นเอง
กร๊ากก
(บางทีเห็นเรากดไลค์ เม้นต์ เฟสบุ๊ค บ้าบอคอแตกทั้งวัน
มีหลายแบบ บางทีเรารู้สึกตื้อ เราก็หาอะไรเผื่อได้ไอเดีย
บางทีเราเครียด เราอยากระบาย นั่งเล่นเฟสบุ๊คไปเลย
สี่ชม. แต่ไม่ได้เล่นเกม ไม่ชอบ เสียดายสายตา
ส่วนใหญ่ไปเที่ยวเล่นตามแฟนเพจต่าง ๆ มากกว่า
หาข้อความดี ๆ ให้กำลังใจตัวเอง
หรือทุกข์มาก ๆ เนี่ย เราจะไปตอบกูรู เพราะเวลาเห็น
บางคำถามในกูรู เราจะรู้สึกเลยว่าปัญหาเราเล็กมาก
เราจะไม่หาคนคุย เพราะเรากลัวคนนั้นจะมา
ลำเลิกบุญคุณใส่เรา หากเขาเจตนาไม่ดี ไม่หวังดี
เพื่อนสนิทกันยังไม่เคยเจอว่าแบบนี้นะ
((แต่เพื่อนระบายใส่ได้ เรามีเวลารับฟังแคไหน
ก็แค่นั้น)) แต่ในเน็ตมี เคยคุย คุยนิดหน่อย
มีแสดงอาการประมาณว่า บุญคุณมันล้นเหลือ
ประมาณจริง ๆ กับการอ่านแชตที่กูบ่นเนี่ย
น่ากลัว กลัวมันจะมาทำอะไร (น่ากลัวจริง ๆ นะ เลิกแชตไปตั้งสองสามปีแล้ว
เหมือนผู้ชายในแชต ที่ถามทำไร เนี่ย หากเราใส่ มันจะประมาณอยากดูแล “ถุย”)
คนในเน็ตล้วนประสงค์ร้าย คิดแง่นี้ไว้ก่อนเลย
รับฟังเรา เพราะหวังผล ไม่ได้หวังดีกับเราอย่างแท้จริง
รู้สึกได้จริง ๆ เราจึงไม่แชตกับคนอื่นไง
แชตกับเพื่อนสนิทเท่านั้น คนอื่นทักให้ตาย เมลมา
ถ้าเราดูประเด็นแล้วไม่ใช่เรื่องทั่วไป ไม่น่าไว้ใจ กูก็ไม่ตอบ
ไม่ไว้วางใจ ไม่อยากให้ใครมาประสงค์ร้าย)
ดังนั้นหากบางทีเห็นเราเม้นมาก ตอบกูรูมาก ๆ
ให้คิดไว้ก่อนเลย ว่าบางทีเราอาจมีเรื่องเครียด หงุดหงิด
อารมณ์เสีย (แต่ไม่เหวี่ยงแน่นอนอ่ะ)
เหวี่ยงใส่บล็อก ต่อหน้ามากสุดก็ชัดสีหน้า หรือกระชากเสียง
(ไม่มีวีนเหวี่ยงแล้ว กลัวบาปกรรม กับทุกคนอานะ
บางทีถูกวีนเหวี่ยงเพราะวีนเหวี่ยงคนเขาไว้ ไรเงี๊ย
ทั้งชาติก่อน ชาตินี้ อะไรก็ว่าไป พยายามรักษาอารมณ์ห้ดีไว้ดีกว่า)

แต่เราก็มีความสุขเรื่อย ๆ นะ ไม่ได้บ้าตลอดเวลา เครียดตายห่าพอดี

*****ปล.เวลามีงานมาเพิ่ม จะใครใช้ก็ตาม
เราจะไม่ได้ปฏิเสธทันที (ยกเว้นออกข้างนอก
ที่ไปไม่ถูก กูปฏิเสธทันที ขี้เกียจสร้างปัญหาเพิ่ม
แม่ไม่ให้ไปไหน ทำไงได้ แต่เอาเหอะ ชิน)
แต่เราจะคำนวณให้ก่อนว่า เราจะทำให้วันไหน
ตอนไหน เราจะดูตามแผนการทำงานของเรา
(ไม่ซับซ้อนหรอก) คือถ้าไม่เร่งเนี่ย ไม่เครียดเลย

หากไม่รีบ เราว่างเมื่อไร เราก็ทำให้ได้หมดแหละ
ไม่ใช่จะหาเวลายากเย็นอะไร
เวลามีเท่ากันทุกคน กร๊ากกก

แต่ส่วนใหญ่ที่เราบ่น เราบ่นเพราะมาเร่งใส่เรา
มาแว๊ด ๆ ใส่เรา (เราแว๊ดกลับได้ทุกคนนะ ไม่สนว่าเป็นใคร
เราจะมองว่า เวลาของเขา มีค่า กว่าเวลาของเราเหรอ
ในเมื่อเขามาใช้งานเรา เขาควรนึกถึงเราด้วยไม่ใช่เหรอ
เมื่อเราคือตัวแปรนึงนะ ทุกอย่างมันมีขั้นมีตอน
ถ้าเราช้า ผิดกำหนดที่ตกลง ค่อยมาด่าเรา เข้าใจ๊)
ไม่ได้ดูเวล่ำเวลา ใช้งานเรา ไม่ขอบคุณแล้วยังจ้องจะด่า
อะไรแบบนี้อ่ะ เราถึงกลายเป็นคนนิสัยไม่ดี ในสายตาหลายคน
ทั้งที่จริง ๆ เขาเองก็มีส่วนผิดด้วย ไม่ใช่เราผิดคนเดียว
ความผิดของเรา เรารู้ตัว (เราชอบโทษตัวเอง) แต่ความผิดของเขา เขาจะรู้หรือเปล่า?
(เพราะให้เราโทษตัวเองฝ่ายเดียว ก็ไม่ไหว หากว่าเขาผิดด้วย
เราจะแบกความผิดมากมายขนาดนั้นได้ยังไง ไม่สงสารเราเหรอ กร๊ากกก)
ทุกอย่างที่เราทำได้ เราก็ทำให้ได้หมด
บางอย่างใหม่ แต่ไม่เหนือบ่ากว่าแรง มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้งานด้วย

แต่เราคงไม่สามารถทำให้ได้ทุกคน
เพราะมันคงทำให้เราดู “โง่” และ “ดีเกินไป”
เอาแค่ว่า ทำให้ครอบครัว และเพื่อนสนิทมิตรสหาย
ที่ดี ๆ ต่อกันแล้วกัน

เพราะคนหลายคน (ที่เคยเป็นเพื่อนเรา)
บ้างก็เอาเปรียบเรา จนเราคิดว่ามันมองว่าเราโง่
อันที่จริง เราไม่ได้โง่ เราแค่จัดให้เขาตามน้ำใจเขาที่เคยมีมา
และความพึงพอใจของเรา
เมื่อน้ำใจเขาน้อยลง ทำให้ความพึงพอใจของเราหมด
ทุกอย่างก็จบ ไม่นับว่ามีบุญมีคุณอะไีรต่อกันอีก
((ยกเว้นบุญคุณระดับชีวิต คนให้ไม่ต้องคิด แต่คนรับคิดแน่นอน
เราอ่ะคนนึง เราระลึกเรื่องนี้อ่ะ))
(ไม่เอาเปรียบใคร และไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ
เพราะเราต้องเอาเวลา ไว้ดูแลตัวเราเอง
และคนที่ดี ๆ กับเราด้วย
เพราะเราไม่ใช่แม่พระ ไม่ใช่ท่านมโหสถ)
แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยทำงี้ใส่ใครนะ
เลิกช่วยเป็นบางช่วง ถ้าเขาดีใหม่ ก็ยังช่วยได้ใหม่อีก
คือช่วยตามความประพฤติเท่าที่ทราบ
เจตนาเขา เรายากจะรู้
แต่เจตนาเรา เรารู้
ถ้าเราสะดวก และช่วยได้ เราก็อยากช่วยแหละ
บางทีความช่วยเหลือจากเรา อาจจะทำให้โลกของเขาน่าอยู่ขึ้นอีกนิดนึง
(สังเกตป่ะ ว่าเราจะชอบชม กรี๊ด คนที่มีน้ำใจ
เราไม่เคยมองว่าคนมีน้ำใจเป็นคนโง่อ่ะ
ยกเว้นคนที่แสดงน้ำใจเพราะหวังผล แล้วไม่ได้ผลดันดีแตก
อันนั้นแล้วแต่คน แต่คนที่มีน้ำใจจริง ๆ ก็มีอ่ะ
ที่ออกรายการทีวี หรือแม้แต่คนทั่วไป ยังพอหาได้
ถ้าหาไม่เจอ จงเป็นซะเอง)

เอาว่ามีอะไรก็ทำไปว่ะ อาจทำมากกว่านี้ แต่ขี้เกียจพิมพ์แล้ว
จะแปลงาน

บ่นเพราะอะไร? เราเบื่อชีวิตนิด ๆ (เดิม ๆ แหละ สมเพชเรื่อง
การนอนของตัวเอง ขี้เกียจบ่นแล้ว)
เลยมาบ่นว่า เราทำอะไรบ้าง (ไม่ได้อวด ไม่ได้ลำเลิก ไม่ได้มี
เจตนาไม่ดี แค่จะมาให้เห็นวิธีการให้กำลังใจตนเอง
และอยู่กับตนเองของเรา ว่าเรามีชีวิตประมาณนี้)
สิ่งที่เราทำมันอาจไม่ยิ่งใหญ่หรอก เล็กน้อยจริง
แต่มันมีแผน ถูกวางเป็นขั้น ๆ (แม้แต่บล็อกนี้ ก็อยู่ในแผน
เราหงุดหงิดมาก แต่เราก็ไปทำงานของเราก่อน
แล้วถึงมาเขียน ก็ไม่ได้แรงเท่าที่คิดว่าจะบ่นนะ
ตอนแรกอยากบ่นแรง ๆ แต่เหนื่อยว่ะ จะทำงาน หมดแรงบ่น
แค่อยากบอกเล่า)
และเป็นการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด เท่าที่จะพึ่งพาตนเองได้
และพยายามมีน้ำใจกับคนอื่น ๆ เท่าที่สามารถจัดการได้
ตามความเป็นจริง
เพราะมันจะทำให้เรามีความสุขกับการที่ยังคงมีสังคมอยู่

สังคมไม่ต้องแคร์เราก็ได้ ถ้ามันจะเป็นเช่นนั้น
แต่เราจะยังแคร์สังคมของเรา เท่าที่ยังทำได้ เพราะเรารู้ว่า
เรายังทำประโยชน์ให้กับสังคมของเราได้อยู่
ซึ่งมันทำให้เรารู้ว่าเรายังไม่ตาย (เรายังหายใจ)
เรายังมีคุณค่า (เขียนเหมือนจะลาตาย) บ้า

เฮ้ย แถมได้ไหม เมื่อสองสามเอนทรี่ก่อน
ที่เราเล่าเรื่อง น้องผู้ชายฆ่าตัวตาย
คนเล่า มาเล่าว่า (เมื่อหลายวันก่อน เราลืมมาเล่า)
ว่าน้องผู้หญิงเขียน fb ว่าเดี๋ยวจะตามไป
น่ากลัวว่ะ
เราว่าน่ากลัวมาก ๆ
ข่าวเด็กไปทำไรกันในโรงหนัง หรืออื่น ๆ เทือกนี้
บางทีเราว่าโทษเด็กไปก็ไม่มีประโยชน์ว่ะ
เราว่าไม่ต้องโทษใครหรอก แต่ทุกฝ่ายน่าจะพยายาม
สร้างสติให้คนได้เนอะ
ไม่มีใครดีแบบสุด ๆ หรอก ใจทุกคนคิดเลวได้ แต่ที่เขาไม่ทำเลว
เพราะมีสติยั้งคิดได้ไง ว่าถ้าทำไปแล้วอาจส่งผลกระทบกับชีวิตเขา
เราเข้าใจว่าเป็นงี้นะ ไม่รู้วะ ไปกินข้าวแล้วแปลงาน กร๊าก ๆ

มีอะไรก็ทำไปเรื่อย ๆ ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร ก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้จากการทำอะไรไปเรื่อย ๆ 😀 (ร้องเพลงหรือไง)

เคยคิดไหม ว่าอยากจะทำอะไร? (อาชีพ)

เราจะเขียนไงดีวะ นึกไม่ออก

จริง ๆ เราเขียนเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่อยากทำบ่อยมาก ในมัลติพลาย จะเขียนเป็นเรื่องเป็นราว เป็นทำแบบสำรวจอาชีพ ทำเยอะมาก http://pranitee.multiply.com/tag/%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD เข้าขั้นประสาทแดก

แต่สรุปก็ยังไม่ได้ทำเท่าไร

ก็มานั่งคิด ๆ (จริง ๆ เรื่องนี้เราคิดเรื่อย ๆ อยู่แล้ว) แต่ ณ เวลานี้ อาชีพที่น่าจะบูมที่สุด คือ ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ บูมแน่ ๆ อ่ะ (คือความต้องการมีทั่วหัวระแหง)

นอกนั้นไม่รู้เลยอ่ะ

แต่อยากเท้าความกลับไป ถึงความใฝ่ฝันเมื่อครั้งเยาว์วัย จนถึงแก่ป่านนี้ เท่าที่เราจำได้

ตั้งแต่เกิด เวลาคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
เด็กมาก ๆ ตอบว่า ครู เหตุผลคือ โลกนี้มีกี่อาชีพไม่รู้ แต่พ่อแม่ของเราเป็นครู เรารู้จักอาชีพเดียว

พออยู่ป.3 ตอบในห้องไปว่า อยากเป็นนางสาวไทย -*-
แต่ตอบเบา ๆ เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ แม่งตะโกนลั่นห้อง โคตรอับอายเลยอ่ะ

หลังจากนั้นเหมือนนึกไม่ออก

ช่วงมัธยม ไล่ไม่ค่อยถูก แต่มีช่วงนึงที่ดาราชื่อ แอม วฤนดา สมศิริ หรือไงเนี่ย เขาเรียนกฎหมาย เขาท่องกฎหมายออกรายการเกมโชว์สักรายการ พูดเลย ความผิดแบบนี้ ผิดมาตรานี้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ โอ้ย ฟังแล้วชอบมาก ตั้งใจเลย กรูจะเป็นทนาย
พอโตขึ้นอีกหน่อย หรือดูละครมาก พบว่าทนายเหี้ย ๆ แต่เก่ง สามารถว่าความให้คนถูกกลายเป็นคนผิดได้ เลยไม่อยากเป็นแล้วทนาย

พอม.3 ต้องเขียนในระเบียน โห ม.1-3 4-6 เลยนี่หว่า (ระเบียนอยู่ใกล้มือ)
ม.1 ไกด์ ครู หมอฟัน
ม.2 หมอฟัน ครูสอนดนตรี นักธุรกิจ
ม.3 หมอฟัน ครูสอนดนตรี ทนายความ (ตอนนี้แน่เลย ที่ดูดาราชื่อแอมน่ะ)
ม.4 นักจิตวิทยา ครู เว็บมาสเตอร์
ม.5 นักจิตวิทยา ครู เว็บมาสเตอร์
ม.6 นักจิตวิทยา ครู นักวิจัย (ผีห่าซาตานตัวไหนมาดลให้กรูเขียนเยี่ยงนี้ ตอนนี้เกลียดสุด ๆ อ่ะ นักวิจัย กร๊ากกก)
เอิ่ม แต่ มหาวิทยาลัย จากใจเลยนะ (ไม่เคยโกหก) ลอกเพื่อนว่ะ เพราะไม่รู้ว่าประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยชื่ออะไรบ้าง อย่าว่าโง่เลย นอกจากบ้านกับโรงเรียนก็ไม่รู้จักที่ไหนเลย โง่จริง ๆ อ่ะ เพราะว่าไม่เคยได้ไปไหนเลย ตอนนั้นนั่งรถรับส่ง แล้วก็ห้างนะ ไปปีละครั้งเห็นจะได้ คือแบบ ก็ไม่ได้เดือดร้อนนะ เราว่าเราเป็นพวกเฉย ๆ อ่ะ ออกแนวหัวรุนแรงเรื่องพวกการเอาเปรียบกันในหมู่เพื่อนฝูง ความเห็นแก่ตัว (แบบเป็นนักบ้าอะไรไม่รู้ แต่ไม่สนใจ เที่ยว เทิ่ว เรียนพิเศษอะไร ไม่มี สยามคืออะไร ไปทำไม กูไม่สนใจ ไม่สนจริง ๆ ไม่เคยขอไปเรียนพิเศษเลย รู้อย่างเดียว อยากทำอะไรก็ขอแม่ แม่ไม่ให้ก็ไม่ทำ ขอไปฝึกงานที่โรงพยาบาล ตามเพื่อน แต่อันนี้เหมือนไม่ค่อยอยากด้วย ไม่ได้รบเร้า เพราะไม่ได้อยากเป็นหมอ จำได้ตอน ม.4อ่ะนะ เพื่อนไปแม่งยกห้อง แต่เราไม่ไปอยู่คนเดียวมั๊ง ฮาป่ะ ตลกดี อ้าวก็กูไม่ได้อยากเป็นหมออ่ะ เออ เคยอยากเป็นหมอฟันอ่ะ เหตุผลคือ เล็ก ๆ เราทำฟันบ่อย รู้สึกว่าหมอคงรวยมาก ได้เงินจากแม่เราไปมหาศาล 555+ เออ แต่ขอไปทำงานปิดเทอม ร้านอาหาร ร้านฟาสฟู้ด ไม่ได้หรอก แค่ขอไปเดินห้าง แม่ยังตามไปนั่งโต๊ะข้าง ๆ เลย เพื่อนแซวแม่งทุกนัด จนมันเลิกชวนเราอ่ะ แต่นะ ตอนนั้นเราก็เฉย ๆ ว่ะ ห่าเอ๊ย ฤาชีวิตกูจะเฉยนานเกินไป 555+)
นอกนั้นเรื่อยเปื่อยมาก แต่เรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก
และอยู่โรงเรียน เด่นมาก เพราะเป็นคนนำร้องเพลงชาติ 555+

ออกนอกเรื่องไปไกล

เหมือนเคยตอบว่าอยากเป็นหมอนะ แต่ก็จำไม่ได้ว่าตอนไหน
อาจจะประถมปลายแหละ

แต่ที่จำได้อีกทีคือ ตอนม.6 จริง ๆ อยากเอนท์ไปเชียงใหม่ (กูต้องบ้าแน่ ๆ) แต่อยากมาก หากแต่ที่บ้านไม่ให้ (พอดีแค่เกริ่น ๆ ว่าอยากไปเรียนเชียงใหม่ คณะหอกหักอะไรก็ว่าไป)
ปล.จุฬาดีที่สุด ธรรมศาสตร์เลิศมาก ไรเงี๊ย เราไม่เคยรู้นะ เรารู้แต่ว่าพ่อแม่เราจบมศว และ ณ ตอนนั้นพี่เราก็เรียน มศว เราว่าเราอยากแปลก ๆ ดูบ้าง (เพราะปกติ กูก็เป็นคนแปลก ๆ อยู่แล้ว) แต่พอที่บ้านไม่ให้ ก็เลยสอบตรง มศว กับบูรพา เทคโนการศึกษา เหตุผลคือจะเรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องเจอแคลคูลัส กับฟิสิกส์ (กูเรียนแล้วป่วยมาก) คิดโง่ ๆ แต่นะ สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ย่อมดีที่สุดแล้ว (ถ้าไม่พอใจ ก็จงทำวันนี้ให้ดีกว่า) สอบตรงที่บูรพานี่ไม่มีสอบข้อเขียน แต่ มศว มี (พอดีตอนนั้นชอบรุ่นพี่คนนึง พี่เขาชวนให้ไปเรียนที่ มธ. คณะสักอย่าง จำไม่ได้ ออกแนวศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใจอยากไปมาก เพราะตอนนั้นชอบพี่เขามาก (โคตรเก่งอ่ะคนนี้ เก่งโคตรรรรรรรรรรร) กร๊ากก เราแรด แต่นะ ก็แค่แรดแบบเด็ก ๆ (ไม่ได้เป็นพวกร่าน) เขาอุตส่าห์แนะนำ (เรียนที่เดียวกับเขา) แต่ที่บ้านด่าได้อีก สุดท้ายเลยไม่คิดจะไปแล้ว 555+) และพอไปสอบเอนท์จริง ๆ เออ มันบัดซบดีเนอะ คือเราไม่นิยมในระบบ แล้วพอดีได้สอบตรง บูรพาอ่ะได้แล้ว อาจารย์ที่สัมภาษณ์ยังบอกว่า คุณเก่ง ถ้า (ประมาณ) มีโอกาส คงได้สอนคุณ ไรเงี๊ย ฟังแล้วงงมาก สัมภาษณ์คนแรกด้วย เลยดีใจมาก ตอนนั้นกลัวไม่มีที่เรียน เพราะคาดว่าเอนท์ไม่ติดแน่กรู คะแนนเอนทร์ห่วยแตกมาก ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เลข เข้าไปกามั่ว บัดซบ เด็ก ๆ อ่านกรุณาอย่าทำตาม คือสิ้นคิดสุด ๆ แล้วอ่ะ แต่ที่เหลือตั้งใจนะ แต่คะแนนก็ไม่ดีอ่ะ ควายมาก) แต่ตอนหลังไป มศว (ยอมไม่รายงานตัวที่บูรพา เพราะมั่นใจว่าได้มศวแน่ ๆ เพราะที่มศว อาจารย์ก็บอกว่าเกรดดีมาก เข้าไปถึงรู้ว่า เราเกรดเป็นที่ 1 แต่นะเกรดไม่สามารถวัดความสำเร็จของคนได้หรอก เราประจักษ์เองแล้ว)

เออ ลืมเล่า ตอนม.6 มีความรู้สึกเยอะมาก เคยอยากเรียนวนศาสตร์ของม.เกษตรด้วย เพราะว่าทำแบบทดสอบของเว็บอะไรสักอย่าง ได้แบบนั้น จะเรียนเลยนะ (แม่ง กูเชื่ออะไรง่ายชิบหาย แต่แบบเชื่อพวกแบบทดสอบไงว่าต้องเข้ากับจริตเรา) ที่บ้านบอกว่า คณะนี้มีรับน้องตาย กล้าไปเหรอ เลยไม่กล้า -*-

แล้วก็อยากเรียน ม.เกษตร เพราะว่าเคยไปตอนม.4 ไปสอบเคมีโอลิมปิกกับเข้าค่ายเคมีโอลิมปิก (รวมแล้วแค่ 2 วัน เครียด ป่วย สละสิทธิ์ ให้แม่มารับกลับบ้าน -*- แต่นะ ที่อื่นไม่เคยไปไง จุฬาก็ไปแค่สมัครเอนท์ คือเหมือน ณ ตอนนั้นรู้จักแต่ ม.เกษตร มศว ยังไม่รู้จักเลย ไม่เคยไป // โถกู โลกทัศน์โคตรคับแคบมาก)

กะว่า ถ้ายังไงจะเรียนจิตวิทยาที่ม.เกษตร
แต่มีช่วงนึง บอกกับย่า ว่าจะเรียนคณะเกษตร มาทำสวนบ้านย่า (จริง ๆ อยากนี่อ่ะ เห็นเราดัดจริตก็เหอะ เราชอบต้นไม้นะเว้ย) ย่าด่าใหญ่เลย บอกว่า เลี้ยงจนโต จะส่งให้เป็นเจ้าคนนายคน ดันอยากมาทำไร่ทำนาทำสวนตากแดดตัวดำ
// โอ้ย ฟังเสร็จ เลิก ๆ ล้มเลิก

สรุปก็ไปเรียนเทคโน ระหว่างเรียนไม่ได้โรยกลีบกุหลาบนะ เพราะว่าเทคโนนี่โลดโผน เรานี่ร่วมกิจกรรมน้อยสุด (แม่ไม่ให้ไป เพื่อนด่าบ้างเรื่องกิจกรรม โอ้ยสรุปโดนด่า ทุกทาง แต่ก็นะจบมาได้ ขอบคุณความอดทนของดิฉัน จบมาแบบโลกทัศน์แคบ ๆ แต่เพื่อนน่ารัก เคยมีอาจารย์บอกว่า เพื่อนมัธยมจะสนิทที่สุด แต่เราขอบอกว่า เพื่อนมหาวิทยาลัยที่เรียนเอกเดียวกันและรับปริญญาพร้อมกันต่างหากที่สนิทที่สุดเพราะมันได้ผ่านการต่อสู้บนเส้นทางเดียวกันมาอ่ะ เพื่อนมัธยม ถ้าเรียนคนละสาขา ต่อให้ตอนมัธยมสนิทแค่ไหน ก็ต่อไม่ค่อยติดแล้ว จริง ๆ นะ แต่เราก็รักเพื่อนสนิทตอนมัธยมของเรานะ รักมาก แต่หลัง ๆ พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือเราพูดไม่รู้เรื่องเองก็ไม่รู้ ที่เขียนถึงเนี่ย เพื่อจะบอกว่า กลุ่มเพื่อน มีความสำคัญกับชีิวิตมาก ๆ โอเคคุณหาเพื่อนใหม่ได้ตลอดเวลา แต่ความไว้วางใจ เพื่อนป.ตรีเท่านั้น ที่ถือว่าน่าไว้วางใจได้ระดับมาก ๆ อ่ะ เราคิดงี้นะคะ ใครไม่คิดก็ไม่เป็นไร)

ตี 2 แ้ล้ว เตรียมไปดีกว่า ป๋าตื่นมากรูตายแน่ๆ

แต่เออ อีกนิด
ล่าสุดบอกป๋าไปว่า ป๋า แอมอยากเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ (เราชอบทำงานในห้องแลป เราชอบเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพมาก น่าเสียดายที่เราโง่ไม่ยอมทนเรียน เราอยากทำงานในห้องแล็ป ใส่ชุดสีขาว และฉีดพ่นแอลกอฮอลที่มือ (โคตรฮาอีนี่) เอาเข็มเขี่ย ชิ้นเนื้อเยื่อลงวุ้นในจานเพาะเลี้ยง กร๊าก ๆ — เราเคยอบรมที่ลาดกระบัง 4 วัน ชอบมาก ขอบอก ชอบมากแต่วิทย์ไง แคลคูลัสลอยมา เลยไม่เรียน -*-)
ป๋าบอกว่า หนูมีความรู้เหรอ โอเค จบข่าว ตอนนี้ไม่มี

เราอยากไปช่วยเจ๊หุย ทำเว็บขายเสื้อของเขา (เสื้อของเขา จะขายเป็นมือสอง) มาเป็นลัง ๆ เลย จากอเมริกา แต่เราต้องไปขลุกบ้านป้า ไปจัดแสง ถ่ายรูป คือคิดว่าทำได้แน่ ๆ ชอบ ด้วย เอามาลงเพจ แล้วหาทางโปรโมตให้ เวลามีคนสนใจก็ตอบ ให้เขาโอนเงินเข้าบัญชีเจ๊หุยไปเลย แล้วก็ส่ง SMS มาเบอร์เราก็ได้ กรณีเจ๊หุยไม่ว่างดูเพจ เราก็สรุปยอด สรุปที่อยู่ลูกค้าไปทางอีเมล ไรเงี๊ย ชอบชอบมาก ชอบทำงานหน้าคอม 555+ แต่นะ จะไปวันไหน ในเมื่อไปไหนเองไม่ได้

เราทำได้ทุกอย่างที่ไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรมและไม่ขัดความรู้สึกของเรา ถ้าได้ตังค์ + เราไม่้ต้องเดินทาง อ่ะ เราอยากทำหมดแหละ ก็หาทางอยู่

วันก่อนคุณแม่จุ๊บก็บอกว่าแอมไม่เป็นฟรีแลนซ์รับออกแบบเว็บ ไรก็ว่าไปล่ะ คนที่แม่จุ๊บรู้จักได้เดือนเป็นหมื่นเป็นแสน มีลูกค้าต่างชาติ เราก็ตอบคุณแม่ไปว่า หนูไม่ค่อยมีความรู้เยอะ หนูกลัวว่าจะเสียชื่อมากกว่าได้เงินอ่ะค่ะ (ลึก ๆ ตอนนี้คือ ขอรามให้จบก่อน ปล.รามเนี่ย ไปเรียนมนุษย์อิงค์ให้แม่ เพราะแม่เคยว่าไว้ว่า ถ้าเราเรียนมนุษย์อิงค์แต่แรก ไม่ใช่เทคโน ชีวิตเราคงไม่เป็นแบบนี้ T.T เราก็เลยไปเรียน แต่นะ เราก็ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไร แบบไม่เข้าเรียนไง อิอิ ก็บอกแล้วว่าไปไหนไม่ได้ โอ้ย จะพูดซ้ำทำไม)

เราไม่หนีไปนะ เราไม่ต้องการทำให้แม่เราทุกข์ใจ เข้าใจป่ะ ถึงเราจะดีเรื่องอื่นไม่ได้ แต่เราก็ไม่อยากเลวด้วยเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ เมื่อแม่ไม่ให้ไป เราก็จะดีในแบบของเรา ซึ่งถ้าใครไม่เข้าใจ เราก็ไม่รู้จะทำไง เพราะนี่มันเรื่องของเรา -*- ก็ทำเท่าที่ทำได้

ล่าสุด ขอไปงานนึง แม่ไม่พอใจใหญ่เลย ตะกี้เอง แม่บอกว่า ถ้าแอมอยู่บ้านวันนั้น แม่จะสบายใจมาก แอมทำให้แม่ไม่สบายใจ แต่นะเอซังมาเคลียร์ให้แล้ว แบบว่าไปด้วยกัน จบข่าว เห้อ ชีวิตกู บางทีความคิดที่แม่จะ้เปิดร้านซีรอกให้ คงเหมาะแล้ว แต่เมื่อไรเท่านั้นเอง 555

เออ แต่ ณ ปัจจุบัน เรารู้อย่างเดียว คือเราชอบสอน เราจะเป็นครู วิชาอะไรเดี๋ยวดูอีกที (ไปเรียนดนตรีเพิ่มเพื่อสอนดนตรี แล้วทำธุรกิจด้วย หรือไงดี)

จริง ๆ ถ้าญาติเราสักคนมีร้าน แล้วขอเราไปทำร้าน ไปเฝ้าหน้าร้าน ไปอะไรก็ว่าไป เราว่าแม่ให้ไปว่ะ 555+ นี่ก็อยากชวนลูกพี่ลูกน้องอยู่ จะลาออกจากงานปลายเดือนนี้แล้ว น่าสงสาร ทำงานแล้วเจอแบบเราเลย ได้เงินมากกว่าเรา สองเท่า เขายังไม่ทนเลยอ่ะ โรงเรียนเอกชนแม่งเหี้ยกับครูทุกที่เลยป่าววะ
กะว่าถ้าพี่สาวคนนี้ออกจากงาน แล้วไม่ทำงาน เราสองคนต้องหาธุรกิจทำด้วยกันแล้วแหละ เริ่มคิด ๆ แล้ว (พี่สาวเราคนนี้จบป.โทนิติศาสตร์)

และอีกประการ ถ้าอีก5ปี เรายังไม่เป็นโล้เป็นพายจะด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่ เราจะได้เข้าสวนไปทำสวนกับคุณป๋าที่บ้านย่า 555+ ซึ่งนี่คือความฝันของเรา แดดร้อนไม่กลัว หน้ากรูกร้าน หน้าก็ด้าน ผิืวดำก็ช่างมัน ใส่ใจที่ไหน ขอแค่ทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ได้ไปหนักหัวใคร ความสุขของคนเราแตกต่างกัน เราพยายามทำให้คนสำคัญของเรา ได้รับความสุขจากเรามากกว่าความทุกข์จากเรา (แม้ความสุขและทุกข์ ที่ว่า จะเป็นคนละชุด กับความสุขและทุกข์ของมนุษย์คนอื่น ๆ ก็ตาม) แต่นะ อะไรที่พอทำได้ ให้กำลังใจคนในโลกได้ เราก็จะยังทำต่อไป สวัสดีค่ะ 2:22 ไม่ตรวจทานนะคะ กรูรีบ กลัวป๋าตื่น 555