ดูรายการอะไรของจอนวิญญูที่ชมพู่อารยามาออก

บอกตรง ๆ ชอบมาก
การตอบ เป็นวิธีคิดที่เป็นสุขดีมาก

อยากมีความสุข ก็ปล่อยวาง
เพราะไม่มีใครที่จะเกิดและตายไปพร้อมกับเรา ลับหลังเรา เขาก็คือตัวเขา เราก็คือตัวเรา

คิดแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่โอเคเท่านั้น สิ่งที่ไม่ดี อย่าไปคิดถึงมัน

แบ่งปันความสุขให้เพื่อนร่วมโลกเท่าที่สามารถทำได้

นอนเถอะ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเองให้ดี ให้ไม่เดือดร้อนคนอื่นได้

Advertisements

ก่อนนอนคืนนี้

มีการลิมิตบางส่วน ถ้าคุณมองเห็น แปลว่าคุณไม่ถูกลิมิต (เชื่อว่าคงไม่ค่อยมีคนอยากอ่านเท่าไรแล้ว เราบ่นมาก 555) ((มีการลิมิตคนจริง ๆ เพิ่งรู้ว่าเฟสบุ๊ค กับการนำเข้าข้อมูลจากแอพ จะทำเช่นนี้ได้)) แต่นะ ยังอ่านจากที่หลักได้ แต่ถ้าได้อ่าน ไม่ต้องคิดว่าเราว่าคุณ เพราะเราอยากเล่าจริง ๆ ถึงการปลดปล่อยความทุกข์ในจิตใจ และปล่อยวาง ถือเป็นการทำบุญ ได้บุญ

เราอยากจะบอกว่า ที่เราบ่น มันก็เป็นอาการปกติ แค่นั้นเอง
เราไม่ได้ทุกข์อะไรมาก แต่เป็นสภาวะที่กำลังเลือก ตัดในสิ่งที่อยากตัด เก็บในสิ่งที่อยากเก็บ
และสูญเสียในคนที่ทนสภาวะนี้ไม่ได้ (คนอ่านงง)

เราคงไม่เล่ารายละเอียดมาก เพราะถ้าคุณรู้ความจริงทั้งหมดคุณจะฮา
(คนอ่านนึกด่า)
แต่เราบอกได้แค่ว่า ไม่มีอะไรที่ใหญ่เกินกว่าใจของคุณหรอกค่ะ
คุณอาจจะถูกคนอื่นกดดันได้มากมาย แต่ถ้าใจคุณไม่เก็บมาคิด คุณก็อยู่ได้
เพราะไม่มีใครจะมามีอำนาจเหนือคุณได้จริง ๆ แต่ส่วนใหญ่คนเราจะนำสิ่งเหล่านั้นเหล่านี้มามีอำนาจเหนือเราด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่างแค่นั้นเอง ((บางคนอาจแสดงอาการจะเป็นจะตาย แต่ในใจก็เฉย ๆ ปกติดี, บางคนอาจนิ่งเงียบ แต่ในใจเต็มไปด้วยไฟริษยาที่กำลังแผดเผาให้ทุกข์ทรมาน, บางคนอาจหัวเราะเสียงดังในขณะที่หัวใจกำลังร้องไห้, บางคนอาจกำลังร้องไห้ในขณะที่ใจกระโดดโลดเต้นดีใจสุดฤทธิ์ ฯลฯ)

ยิ่งเล่าเดี๋ยวจะยิ่งงงไปกันใหญ่

เอาว่าสิ่งที่เราอยากเล่าวันนี้ มี 2 เรื่องหลัก ๆ
1) เรื่องที่ว่า เราเข้าใจอีกสเตป ของความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับพี่อ้วนหมู (ยังไม่เลิก — คนอ่านคิด) เปล่าค่ะ ไม่ได้อะไร แค่จะเล่าให้ฟัง ว่าเราคิดแบบนี้ ส่วนเขาจะคิดยังไง นั่นคือชีวิตของเขา เราเคยเล่าใช่ไหม ว่าพี่เขาแปลเพลงให้เรา เมื่อปี 2550 – 2551 ซึ่งนั่นทำให้เราคิดว่าเขาชอบเรา (ซึ่งจริง ๆ จะชอบหรือไม่ชอบ นั่นก็สุดแต่เขาแล้ว เราคงไม่ก้าวก่าย // แต่เราชอบสิ่งที่เขาทำ) แต่แล้วเขาก็เงียบ หายไป ซึ่ง ณ เวลานี้ เรากลับได้พบว่าเราอาจจะกำลังแสดงบทบาทเป็นอ้วนหมู ใส่บางคนที่ทำตัวเหมือนเราในเวลานั้น คือ เรานิ่งเงียบ ไม่ตอบ ไม่อยากสนทนา ปราศรัยอะไรด้วยอีกแล้ว ซึ่งไม่ใช่เกลียด ไม่ใช่โกรธ ไม่ได้อะไรเลย แต่แบบว่า คือหลาย ๆ อย่าง ไม่ควรมาข้องเกี่ยวกัน เพราะว่าเกิดการเรียนรู้ว่าทัศนะบางอย่างไม่ตรงกัน เช่น เปิดเผยเกินจนพูดสามคำด่าเรา(ต่อหน้า)สี่คำ แบบนี้เราก็ไม่ไหว หาว่าเราโรคจิตบ้างแหละ คือบางที คนเราก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่คิดก็ได้ เพราะว่าคำบางคำ มันทำลายความสัมพันธ์ และความไว้วางใจได้ ((ดูง่าย ๆ แม้แต่เพื่อนรักบางคน ยังผิดใจกันด้วยคำพูดได้เลย)) แต่เรื่องของความคิดอาจไม่สำคัญ เท่ากับเรื่องของการทำมาหากิน ส่วนตัวเรามองว่า คนที่ไม่มีงานประจำ (งานอะไรก็ได้ คนกวาดถนนก็ได้ แต่ต้องทำประจำ และได้รายได้แบบที่อย่างน้อยก็ได้แน่ มากน้อยไม่ว่า แต่ทำได้ มีความสามารถ และมีความชัดเจน มีหลักประกัน – ไม่ได้จะปล้น แค่อยากให้ทุกคนมองหาความแน่นอนให้ชีวิตตนเอง เพื่ออนาคตของคุณเอง) บางคนคือไม่ไหว เขาอาจจะไม่พยายามเรียนรู้เลยว่าคนแต่ละคนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล จะให้เราได้ดังใจเขาทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่ตัวของคนเราทุกคนเองก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้ ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบประณีประนอมได้

พูดยาก เราอาจหลุดไปหลายเรื่องแล้ว ด้วยความที่ไม่รู้ว่าคนจะเข้าใจอย่างที่เราอยากสื่อไหม
แต่สรุปสั้น ๆ อีกทีแล้วกัน พอดีเราเจอเพลง มันสรุปได้ดีมาก ความเฉยชาคือการบอกลา – เต้น
http://www.youtube.com/watch?v=VTHmRj0rupA
ตามนั้นเลยค่ะ
การที่ใครสักคนเขาเฉยชากับคุณ มันคงเพราะเขาต้องการบอกลา
ถ้าคุณพยายามสื่อสารแล้ว เขายังเฉยชา ก็ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ
เพราะถ้าคุณรักเขา คิดดีกับเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณควรจะทำให้เขา
เขาจะได้ไปดีมีสุขอย่างที่เขาอยาก ถ้าคุณมองว่าเขาเลว แล้วเขาเลวจริง ๆ สักวันกรรมจะจัดการเขาเอง คุณไม่ต้องเสียเวลาไปทำอะไรเขาหรอกค่ะ

กลับมาที่เรื่องอ้วนหมูอีกครั้ง เราไม่ได้อะไรเขานะ แต่เรายังตามดูเท่าที่ตามได้
ถามว่าเราจะสมน้ำหน้า หรืออะไรเขาไม่ ขอตอบเลยว่าไม่
เพราะเราไม่รู้ว่าเราทำแล้วเราจะได้อะไร
แต่อยากให้เขารู้ว่า เรารับรู้แล้ว ว่าบางทีเขาอาจจะรู้สึกแค่ว่า เราไม่มีเหตุจำเป็นใดใดที่ควรจะติดต่อสื่อสารกันต่อไป ก็เท่านั้นเอง เราไม่ได้เกลียดกัน และบางทีเราก็อาจจะรักกันในฐานะสิ่งมีชีวิตบนอาณาจักรเดียวกัน เหมือนกับ ที่เรากำลังแสดงออกใส่หลายท่าน (รวมถึงหลายท่านแสดงใส่เรา) ในฐานะอากาศธาตุ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนดีแล้ว พวกเราจากลากันด้วยดีดีกว่า กรรมจะหาทางออกให้พวกเราเอง
อย่าไปฝืนทำในสิ่งที่ไม่อยาก ถ้ามันยากลำบาก ก็ปล่อยวาง แล้วทางที่ดีคือพยายามพัฒนาตัวเอง ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่เบียดเบียนใคร โอเคแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ทำอะไรผิด สักวันคุณจะพบสิ่งดี ๆ ปล่อยวางได้ไว ก็ทุกข์ไม่นาน แต่หากปล่อยวางไม่ได้ ยังคอยตามติด (ถ้าเขาเงียบเฉยคือเขาก็ปิดตัว หนี แล้วแหละ การยังพยายามตามยื้อ อาจกลายเป็นการรังควาน การคุกคามเขาได้ — เราไม่คุกคามใครค่ะ เราเหนื่อยแล้วจากการตามอย่างงี่เง่าใส่อ้วนหมู ซึ่งวันนี้เมื่อมาย้อนดู เรารู้สึกสมเพชตัวเองเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากมาย ต้องขอบคุณหลาย ๆ อย่าง ที่ทำให้เราเข้าใจ และอยากมาเล่าให้ทุกท่านปล่อยวาง กับอะไรหลาย ๆ อย่างที่ เมื่อถึงเวลา มันก็จะเปลี่ยนไป)

อยากจะบอกว่า ถ้าวันนี้ ยังมีเพื่อนดี ๆ คอยให้คำปรึกษา คอยให้กำลังใจ บางที เห็นหน้า 5 นาที 10 นาที คุยกันบ้าง แล้วต่างคนต่างมีความสุข ต่างดีใจ มันก็เป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้นแล้ว จงรักษาเพื่อนที่ดีของคุณให้ดีที่สุด ด้วยการปล่อยให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ (ที่ไม่เดือดร้อนชาวบ้าน และไม่เดือดร้อนคุณ) เพราะความสัมพันธ์ที่กดดัน บีบคั้น มันจะทำีร้ายความรู้สึกของคนที่คุณรัก และความรักที่หวังจะครอบครองคือความรักที่เห็นแก่ตัว ถ้าสักวันเขาพบว่าความรักของคุณยิ่งใหญ่ และมีความหมายสำหรับเขา เขาจำกลับมาหาคุณ เขาจะรักคุณ ไม่ว่าจะในฐานะใด เขาก็จะเลือกที่จะรักคุณต่อไป

สุดท้ายจริง ๆ ของข้อ 1 นี้
เราเคยเจอเพจแชร์ข้อความ ที่ ทับทิม วีอาร์โซ กล่าวว่า “คุณเห็นฉันเป็นแบบไหน คุณก็จะได้รับสิ่งนั้น… จากฉัน:)” ดังนั้น ถ้าคุณรักใคร คุณอย่าไปพูด (ชัดสุดแล้ว) ว่าคุณคิดว่าเขาเป็นงั้นงี้ในสายตาคุณ เพราะถ้าเขาเกิดสะเทือนใจขึ้นมา จากที่เขาไม่เป็น เขาอาจจะจัดเต็มสิ่งที่คุณคิด ใส่คุณแบบไม่ให้คุณผิดหวังเลย ที่ดันไปหาว่าเขาเป็นแบบนั้น จำไว้ค่ะ ว่าความจริง ไม่ได้เป็นผลดี บางทีคุณอาจไม่ต้องนึกถึงหรอกว่าความจริงเป็นยังไง คุณแค่คิดเอาแล้วกัน ว่าคุณอยากในอะไรเป็นยังไง แล้วทำในส่วนของคุณให้ดีที่สุด ไม่มีใครควบคุมอะไรได้ 100% ยิ่งการควบคุมคนอื่นนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น จงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ก็พอค่ะ แล้วการกระทำของคุณ จะนำพาคุณไปยังสิ่งที่คุณควรจะได้รับเอง ถ้าทำดีแล้วพบสิ่งที่ไม่ดี คนที่ทำสิ่งที่ไม่ดีใส่ ก็จะได้รับผลไม่ดีในลำดับต่อไป คุณไม่ต้องทำอะไรค่ะ ทำใจแล้วปล่อยวางพอ โลกนี้อยู่เหนือการควบคุมจริง ๆ (เรารู้สึกเหมือนเราแก่มาก คิดอะไรแก่มาก)

2) ข้อสอง ก่อนนอน ซึ่งอยากจะบอกว่าดูแล้ว กลัว
ถ้าเขาไม่ลบไปก่อน
นี่คือ คลิปที่ชื่อว่า ความตาย และ สูญญากาศ
https://www.facebook.com/photo.php?v=146813662166796
เราเห็นจากพี่ท่านนึง ที่เราไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เราติดตามผลงานของพี่เขา
เขาแชร์ เราก็กดดู
ภาพวีดิโอ คือผู้หญิงเปลือย (ถ้าดูจนจบ คงไม่น่าเกิดอารมณ์ได้)
เขาเข้าไปอยู่ในถุงใหญ่ ที่ปิดสนิทได้และมีจุกดูดอากาศให้เป็นสภาพสูญญากาศ
เราดูเพราะเราอยากรู้ว่าท้ายสุดจะจบยังไง
แต่นะ ไม่รู้ว่้าให้แง่คิดอะไร
แต่อย่างน้อยเราขอให้แง่คิดในมุมของเรา
ผู้ซึงมีอาการประหลาด คือ หายใจไม่ออก (หวังว่าคืนนี้คงไม่เป็น)
ตอนนอนหลับ เหมือนถูกบีบคอ หรือบีบจมูก เอาว่าอากาศไม่เข้าปอด
เราดูวีดิโอนี้แล้วเรารู้สึกกลัว และนึกถึงภาพตัวเอง (แต่นะ เราคงมองไม่เห็นตัวเอง เพราะห้องเราไม่มีกระจกบานยักษ์) เวลาเราหายใจไม่ออก เราจะพยายามตะกายทุกอย่าง เพื่อลุกนั่ง ถ้านั่งแล้วยังหายใจไม่ออกอีก เราจะยืน เต้น ๆ กระโดด ถ้ายังไม่หายอีก เราจะเดิน (มันจะทุลักทุเลทุเรศทุรังพอควร เพราะมันหายใจไม่ออกด้วย) ไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด (เอาว่าถ้าหายใจไม่ออก ก็กะไปตายให้คนเห็นแหละ ว่างั้น มันเป็นรีเฟลกแหละ สัญชาตญาณการเอาชีวิตให้รอด ถูกป่าววะ)
แต่คนในถุงสูญญากาศ มันไม่สามารถทำได้ น่ากลัวมากอ่ะ คือ ไม่รู้จะพูดว่าอะไรดี
เอาเป็นว่า 1. โปรด อย่าชินชากับเรื่องที่โหดร้ายพรรค์นี้  และนี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าทำ อย่าทำตาม (พี่ ๆ เขาเม้นกันว่าผู้หญิงน่าจะขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง โดนตบเธอจึงไม่ตื่น แต่เธออาจจะไม่ตาย หรืออาจจะตาย ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเธอตาย การกระทำนี้มีประโยชน์ตรงไหน เธอไปทำอะไร ทำไมต้องเจอสภาพเช่นนี้ หรือมันเป็นการทดลองอะไร มันน่าทดลองมากเลยเหรอ
2. โปรดดูแลสุขภาพให้ดี แม้คุณอาจไม่ได้ลงไปอยู่ในถุงสูญญากาศ แต่สักวันคุณอาจต้องตกอยู่ในสภาพพงาบ ๆ แบบนี้ก็ได้

นอนเหอะ ตีสามแล้ว (นี่ถ้าเราทำงานเราต่อ ป่านนี้เสร็จแล้ว แต่อยากเขียนนี่อ่ะ)
จะพยายามไม่เขียนเรื่องที่เครียดนะคะ จะหาไอเดียสนุก ๆ มาให้ แต่อย่างน้อย ต่อไปนี้ เราจะชวนกันไปปล่อยวางกันค่ะ เพราะอย่างน้อยที่สุด การปล่อยวาง ก็จะทำให้คุณหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เร็วที่สุด
ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้ามันไม่ได้ดังใจ จงปล่อยวางมันไป แล้วไปทำอย่างอื่นที่มันยังดีกว่าได้อีก โลกนี้ยังมีสิ่งดี ๆ ให้คุณได้ไปลองทำอีกเยอะแยะ อะไรที่ไม่ดี วางมันลงซะค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบ

(เคล็ดลับ) ขายดี (แอบได้ยินมาเชียว) หนูดี กู๋ดี อะไรอีกดี

เราจะเขียนให้สั้นที่สุด เพราะเราจะไปนอน 555

เราอยากเล่ามาก มันสนุกมาก ๆ ในความคิดเรา

ขายดี
หนูดี
กู๋ดี
อะไรอีกดี

เล่าเรียงตามลำดับเลยนะ
เรื่องแรก อ่ะ
ทุกวันนี้ เวลาเราไปสอบราม (เราเรียนตรีอีกใบ จบเมื่อไร ช่างหัวเราเหอะ พยายามอยู่)
เรากินข้าวร้านอาหารเจ ตลอด กินทุกมื้อ
เพราะเราอยากกินเจ (ไม่ซีเรียส มีอะไรให้กินก็กิน ไม่เรื่องมาก แต่ถ้ามีให้เลือกเยอะ
อยากกินเน้นผัก ๆ แต่กินปลา แต่นาน ๆ ทีมารามเลยกินแต่ร้านเจ)

วันนี้เราไปสอบซ่อม
คุณพี่ (อยากเรียกคุณน้า มะเอา เรียกพี่แล้วกัน) เจ้าของร้านอานะ
ชั้นสอง โรงอาหารตึกนพมาศ น่ะ
เวลาเขาเจอเรา เขาก็จะว้าว ๆ (เขาจำได้)
พอดีเขาคุยกับเจ้าหน้าที่รามท่านหนึ่งอยู่ พี่เจ้าของร้านเรียกเขาว่า พี่เล็ก
เขาคุยกันเรื่องไปทำสมาธิ ไปปฏิบัติธรรมมั้ง เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง
(เหมือนยังไม่ตื่นดี กร๊ากกก ยังเช้า)
เขาก็เล่าให้พี่เล็กท่านนั้นฟังว่า
นี่ (เรา) คือลูกค้าประจำ น่ารักมาก (คือแบบเราคงไม่ค่อยเรื่องเยอะ +กินเจ เลยดูน่ารัก??)
แล้วพี่เขาก็บอกด้วยว่า แม่น้องเขา(แม่เรานั่นแหละ) ก็น่ารัก เป็นคุณครู
พี่เล็กก็บอกกับพี่เจ้าของร้านว่า “เขาเรียกชื่ออ่ะ เราจำไม่ไ้ด้”โชคดีเนอะ
ได้เจอแต่คนดี ๆ
เขาก็พูดถึงไปปฏิบัติธรรม
เขานับถือหลวงปู่มั่น (ถ้าเราฟังไม่ผิด ซึ่งเราไม่รู้จักอ่ะ แต่เคยได้ยินชื่อ)

พี่เล็กเขามองหน้าเราแล้วบอกด้วยว่า
น้องเขา (เรา) หน้าตาอิ่มบุญดีนะ หน้าใส ((เอ่อ หนูเมกอัีพเยอะมั้งคะ
เราทาบีโอเร รองพื้นอ่ะ แล้วเราขาวไง เช้า ๆ หน้ายังไม่ค่อยเจอแดด ช่วงเช้าเราจะค่อนข้างสวยผิดปกติ กร๊ากกกกกก เอาว่าเราฟังพี่ ๆ เขาคุยกันแล้วเราก็เอิ๊ก ๆ เขิน งง))

เราได้ยินประมาณว่า (คือพี่เขาตักอาหารให้พี่เล็กอยู่) ก็คุยกันไป เรายืนรอ ก็แอบฟังชิล ๆ
อิอิ
พี่เจ้าของร้าน เขาบอกว่า ตั้งแต่เขาไปปฏิบัติธรรม
ร้านเขาขายดีเป็นสองเท่า
ทำไม่ไหว เหนื่อยจนอยากหยุดทำ
เหมือนไปปฏิบัติธรรม วันรุ่งขึ้นลูกชายก็หาคนมาช่วยงานได้
คือ ฟังแล้วมิราเคิลมาก
(เข้าใจเราป่าว เราเป็นคนไม่เชื่อเรื่องมิราเคิลนัก เราเชื่อเรื่องกรรมมากกว่า)

แล้วพอพี่เล็กเดินไป
พี่แม่ค้าตักข้าวตักแกงให้เราอยู่ ไฟดับ เราหันไปมองร้านอื่น ไม่ดับ
ร้านเขาดับร้านเดียว
เราก็ไม่รู้นะว่าทำไม แต่ไฟเกินหรืออะไรเราไม่รู้ แต่เราขนลุกนิดหน่อย อิอิ
แต่มาคิด ๆ ดู ประมวลผลดู เราชอบนะ
เราคิดว่า ถ้าใครจะทำอะไรก็ตาม (เน้นค้าขายก็ได้ เพราะพี่เขาค้าขาย แล้วเขาเวิร์ค)
ถ้าเราขายของ เราก็คงอยากทำแบบเขา เขาำทำไงน่ะเหรอ ????
มา… เราจะเล่าให้่ฟัง
นี่คือเรามองเห็นเอง ประจักษ์กับตามาเอง

1. เขาไม่มีคู่แข่ง (ชั้นล่างเราไม่รู้นะ แต่ชั้นบน มีร้านเขาร้านเดียวที่เป็นร้านเจ)
เดิมเคยมีอีกร้าน สองวันนี้ไม่เห็นแล้ว เราเคยกิน ด้วย
เดิมเราจะกินร้านนั้นตอนเช้า ร้านพี่คนนี้ตอนเที่ยง (ถ้าสอบเช้า
จะกินร้านพี่คนนี้คนเดียว เพราะอร่อยกว่า เนื่องจากร้านที่ปิดไปแล้ว
เราเคยเจอหนอนนนนนนนนเยอะมากกกกกก)
กำไรสองเท่าจะมาจากการที่เขาไม่มีคู่แข่งหรือเปล่าน้า……………..

2. เขาทำอร่อย เพราะถ้าเขาทำไม่อร่อย คงไม่มีใครกิน ต่อให้ไม่มีคู่แข่ง
ถ้าไม่อร่อยก็ขายไม่ได้
เขาทำอร่อย กินแล้วรู้สึกว่าเป็นอาหารเจที่ไม่เลี่ยน
แต่เรากินอยู่แค่ไม่กี่เมนู (เราไม่กินเผ็ด ๆ เลย)
เรากินแค่ แกงจืดสาหร่าย ไก่กรอบเจ ปลาเค็มเจ ขาเห็ดอบ ผัดผักรวม
แค่นี้ เราชอบแ่ค่นี้
อร่อยดีอ่ะ
ความอร่อย ก็คงทำให้เขาได้กำไรสองเท่า

3. คือสิ่งที่เราบอกได้เลย ว่าเนี่ยคือสิ่งที่ทำให้เราตั้งใจว่าเราจะกินแต่อาหารร้านเขา
(เพราะเราไปรามแค่ไปสอบ ปีละไม่กี่วันหรอก ก็จะกินแต่ร้านเขาแหละเพราะเรายินดี)
เมื่อวันพฤที่แล้ว ตอนเช้าเขาเจอเรา หลังจากไม่ได้เจอนาน
เขาดีใจ (ดูออกว่าดีใจ ไม่ใช่ว่าแกล้งดีใจ คือเหมือนว่าเราคงดูน่ารักเรียบร้อย
ในสายตาเขา เขาคิดถึง ((เอ่อย้ำอีกทีว่าพี่คนขายเป็นผู้หญิงนะ เขาน่าจะประมาณน้องแม่เราอ่ะ เพราะว่าลูกเขาเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว)) เขาบอกว่าคิดถึง ฝากความคิดถึงให้คุณแม่ด้วย เราว่าเขาเป็นคนอัธยาศัยดี ที่ดูไม่เยอะไปอ่ะ เพลิน ๆ เหมือนเวลาซื้อของแล้วคนขายคุยเพลิน ๆ (ไม่มากไป) เราจะรู้สึกว่าอยากไปร้านเขา เหมือนไปหาคนรู้จัก
แล้วจากนั้น เขาก็บอกเราว่า ไก่กรอบยังไม่ได้ทำเลย ไม่ว่างทำ
สอบกีโมงจ๊ะ
เราบอกว่า หนูสอบบ่ายค่ะ
เขาก็บอกว่าเดี๋ยวเที่ยงจะเตรียมให้
พอเที่ยงเรามา
เขาตัก ๆ แล้วบอกกับเราว่า
ขอบอกอะไรหน่อย “จริง ๆ เมื่อเช้ามีไก่กรอบแหละ
แต่ไม่ว่างเทเลย เตรียมกับข้าวอยู่
ต้องขอโทษทำให้ไม่ได้กินตั้งแต่เช้า
(พี่เขา)อยากบอกเพราะว่ารู้สึกผิด
รู้สึกว่า(พี่เขา)โกหกเรา”
เชื่อไหม เราฟังเสร็จ เรารู้สึกอึ้งมาก ๆ
(น้ำตาจะไหล ขอแชร์นะคะ) เราตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ หนูกินตอนไหนก็ได้ หนูกินได้หมดแหละค่ะ”
เขาก็บอกว่า ยังไงขอให้ได้บอก เพราะรู้สึกเหมือนโกหกเรา

เรารู้สึกว่า เนี่ยอ่ะ โคตรซึ้ง
เคยป่ะ คนสมัยนี้ ขยันโกหก ขยันปิดบัง ชินติดเป็นนิสัย (เป็นเรื่องปกตินะ)
เราอ่ะไม่ชอบโกหก ไม่ยอมโกหก ทะเลาะกับคนบ่อยมาก เพราะไม่ยอมพูดโกหกเนี่ยแหละ เราเคยคิดแบบนี้ เวลาเราโกหก เราอยากบอกคนที่เราโกหก ว่าเรารู้สึกผิด แต่เรากลัวว่าคนจะหาว่าเราบ้า เพราะบางเรื่องมันไม่มีปัญหาเลย
มันเหมือนประมาณว่า ถามว่าจะไปไหน แล้วอีกฝ่ายตอบว่า เปล่า จะไปตลาด นั่นแหละ กร๊ากกก
พอพี่เขาพูดว่าเขาไม่อยากรู้สึกผิด
มันโดนใจเรามากอ่ะ
เพราะหลายครั้งเราถูกคนโกหก เจอมาเยอะ ไม่ชิน แต่เข้าใจ การโกหกอาจทำให้คนเหล่านั้นเอาตัวรอดได้วัน ๆ แต่เขาจะไม่มีความสุข เห็นมาเยอะแล้ว ก็อย่างที่บอก เราเชื่อเรื่องกรรม
พอมาถึงตรงนี้ เราบอกได้เลยว่าที่ร้านพี่เขาขายดี ได้กำไรสองเท่านั่น คงมาจากการที่เขาจริงใจต่อลูกค้า มากกว่าเรื่องอื่น ๆ เลยว่ะ
ชอบอ่ะ ประทับใจมาก ๆ

ถ้าเราทำอะไร เราจะทำด้วยความจริงใจ ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้อ่ะ อย่างน้อยที่สุดก็อิ่มใจที่ได้ทำ สบายใจที่ได้ทำ  😀

………………………………………………………………….
เฮ้ย ห้าทุ่มเจ็ดแล้วว่ะ จะนอนห้าทุ่ม โว้ว ไม่เป็นไร ยังไม่เที่ยงคืน ติดจรวดเลย
เรื่องคุณหนูดี
ไม่มีไร อันนี้จากคลับมันตรา
ชอบที่เขาออกกับแม่เขา
แม่คุณหนูดี น่ารักมาก เราดูแล้วเราอิจฉาคุณหนูดี นิดหน่อย แต่ไม่มาก ไม่เป็นไร
ยังไงก็ดี ชีวิตที่ผ่านมา ดีในแบบที่ดี อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ล้วนดีที่สุด

สิ่งที่จะเล่าคือ
แม่คุณหนูดี บอกว่า เขาเคยอ่านหนังสือ
คนเขียนบอกว่า “เขาโชคดีที่มีแม่ที่อายุเท่ากับเขา”
หมายความว่า แม่ของเขา เข้าใจเขา พร้อมจะเรียนรู้ไปกับเขา อยู่กันเหมือนเป็นเพื่อนกัน
เ้ข้าใจในทุกช่วงวัย
แม่คุณหนูดี ก็เลี้ยงคุณหนูดีมาแบบนั้น เขาเหมือนเพื่อนกันอ่ะ เข้าอกเข้าใจกัน
((บ้านอื่นนี่ แม่อยากไปกับลูก ลูกไม่ให้ไป แต่ของคุณหนูดี แม่เขาต้องมีดีอะไรแน่ ๆ อิอิ
คุณหนูดีบอกว่า เวลาไปไหน อยากให้แม่ไปด้วย ชวนแม่ไปตลอด))
คงเพราะความที่เขาเข้าใจกันเหมือนเพื่อนกันอ่ะ คุยกันได้ทุกเรื่อง ผิดพลาดเล่าได้ ไม่มีการซ้ำเติม

และชอบอีกข้อ ข้อนี้เราคิดได้นานแล้ว คิดได้นานนนมากกกกแล้ว
คือ วิธีการดูแลคนที่เรารักได้ดีที่สุด ก็คือการดูแลตัวของเราเองให้แข็งแรง
ไม่เจ็บป่วย เพราะถ้าเราไม่เจ็บป่วย คนที่เรารัก เขาก็ไม่ต้องมาเสียเวลาดูแลเรา
ข้อนี้จริง ๆ เห็นเราดราม่า ดราม่า เราไม่เคยเก็บไปคิดนาน
อย่างมากเราก็ร้องไห้ แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร เรามีบุญมีวาสนามาแค่นี้
แล้วลืมลืมลืมเรื่องที่เสียใจนั้นไป (เพราะเราเสียใจ เราก็เปลี่ยนใครไม่ได้ แรงที่สุดคือเราก็แค่เปลี่ยนใจของเรา ก็เท่านั้นเอง)
แล้วมองต่อไปแค่ว่า เลิกเศร้า เราต้องแข็งแรง เราต้องสบายดี เราอย่าทำร้ายตัวเอง
อย่าเจ็บป่วย ถ้าเราไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่เป็นอะไร ทุกคนจะได้ไม่ต้องลำบากกับเรา
เราต้องดูแลตัวเอง มีอะไรผิดปกติ รีบรักษาเอง กินน้ำเยอะ ๆ
เวลารู้สึกแย่ให้รีบหายใจลึก ๆ ผ่อนคลายตัวเอง
ไม่จมกับอะไีรตลอด ทุกอย่างไม่เที่ยง รู้แค่นี้
(ถ้าตายก็ตายไปเลย อย่าเจ็บป่วย ป้องกันได้ ก็ต้องป้องกัน ชีวิตเรา ไม่มีใครดูแลได้ดีเท่าเรา เราต้องดูแลตนเอง ถ้ารักใคร เราต้องดูแลตนเองดีที่สุด ไม่ใช่รอ หรือคาดหวังให้เขามาดูแล จะได้มีแรงอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ คือถ้าแข็งแรงก็ดูแลคนอื่นได้แน่นอน อานะ)

………………………………………………….
ส่วนสุดท้ายแล้วกัน ห้าทุ่มยี่สิบแล้ว

กู๋ดี คือลุงเราเอง
พอดี มีแต่คำว่าดี เราเลยเอาชื่อเขามาด้วย เพราะบังเอิญเขาก็ชื่อดี
และโอเคนะ ว่าลุงเราไม่เล่นเฟสบุ๊ค (คนธรรมดาอานะ อ่านออกเขียนได้ก็แจ๋วแล้ว)
ก่อนอื่น อย่าหาว่าเรานินทาลุง
ลุงแท้ ๆ เลยนะ
ลุงเราท่านนี้ ด้วยความเคารพ มีดราม่าเยอะ
แต่เราไม่อยากเล่า
ขอบอกว่า ครอบครัวบรรพบุรุษเรา ไม่ได้มีความสุขมากมาย
เป็นศึกตระกูลเลือดเดือดด้วยซ้ำ น่ากลัวมาก ๆ (ไม่ได้รวย แต่ไม่รู้ตีกันเอาไร)
และคนนี้ เราขอบอกว่าเขาเป็นคนที่ทำให้เราเรียนรู้คำว่า ถูกหักหลังจากคนรัก
เป็นเคสแรก เพราะเขาแต่งงานตอนเราอยู่อนุบาล แต่เรารู้ภาษาแล้ว
เราเห็นกับตา
เขาทำให้เราประจักษ์ว่า การแต่งงาน ไม่ได้ยืนยันอะไรได้เลย จริง ๆ
ลุงเรา เขาเคยรวยมาก เพราะเขาขายของ แล้วเขาเก็บคนเดียวไม่แบ่งใคร
เขาใจดำกับบุพการี (เขาก็ใจดีกับหลาน ตอนเล็ก ๆ เราไปขอขนมเขากินบ่อย ๆ)
เขาเคยรวยมากกกก แต่นะแต่งงานได้วันเดียว (งานแต่งเขา เราก็อยู่
เพราะเราอยู่บ้านยายตอนเด็ก ๆ งานแต่งเขายิ่งใหญ่นะ ถ้าเทียบกับในยุคนั้น)
ตื่นเช้ามา เรางง บ้านเงียบมาก
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เขาถูกหลอก ผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วย
พาผัว (มันมีผัวอยู่ก่อนแล้ว) มาขนข้าวของของลุงเราไปหมด
ขนลุก
เราไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ได้เห็นตอนขนของ
และไม่อยากถามใคร ไม่มีใครอยากพูดเรื่องนี้
หลังจากนั้นลุงเราก็เป็นเกย์ (การแสดงออกเหมือนเป็นผู้หญิง)
แต่เราไม่ค่อยได้เจอเขาหรอก เจอก็สวัสดี แต่หลัง ๆ ไม่เจอเลย
ชีวิตดราม่า ((เล่าเนี่ยไม่ได้ประจาน ไม่ได้อะไรเลย))
แค่จะเล่าว่า ล่าสุด เราได้รู้ว่าเขาโชคดีมาก
ไม่ขอเล่ารายละเอียด
เขาได้เป็นยาม นี่คงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่คนวัยใกล้หกสิบจะหาได้แล้ว
เป็นยามที่งานไม่หนัก ทำแค่กลางวัน ได้เงินเดือนหมื่นนึง
ยินดีกับเขาด้วยอ่ะ
ลุงเราโชคดีมาก ๆ อ่ะ เรารู้สึกได้จริง ๆ ว่าเขามามีวาสนาตอนแก่อ่ะ งานไม่หนัก ได้เงินเยอะกว่าเงินเดือนเราอีก 555 ขอให้ลุงเราโชคดีไปเรื่อย ๆ อ่ะ อย่างน้อยแกก็ไม่ต้องเป็นภาระของใครแล้ว ดีใจจริง ๆ

เออ สุดท้ายแถมหน่อย ห้าทุ่มครึ่งแล้ว
เมื่อวันอาทิตย์ ป๋าเราเล่าให้ฟังว่า
ตอนป๋ารดน้ำต้นไม้ แม่ป้อ (เพื่อนบ้านในซอย เขาเป็นกรรมการหมู่้บ้าน)
เดินผ่านมา แล้วบอกว่า เป็นแบบอาจารย์ก็ดีเนอะ
ชีวิตไม่ลำบาก ดูต้นไม้ ไม่วุ่นวายเหมือนชีวิตชั้น
ป๋าก็ไม่ได้พูดอะไร
ตอนเล่าป๋า หึหึ ต่อ
คนอ่านอาจไม่เข้าใจ
แต่ป๋าหึหึเนี่ยเราเข้าใจ

เราบอกได้เลยประเด็นนี้
ว่า ไม่มีใครสบายกว่าใคร
โชคดีกว่าใคร
วุ่นวายมากน้อย อยู่ที่วิธีการแสดงออก
เรารู้ คุณป๋าเราไม่ได้เกิดมาสบาย
พวกเราไม่ได้โชคดี คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด
ทุกวันนี้ในบ้านเราก็ไม่ได้สุขสบาย
(หลายครั้ง เรายังดูถูกคนอื่น เหมือนเอนทรี่ที่แล้ว เพราะคิดว่าตัวเองเหนือกว่า ทั้งที่จริง ๆ แล้วคือไม่ใช่)
จริง ๆ แล้ว คนทุกคนล้วนมีมุมดี คุณงามความดี อยู่กับตัว
(ถ้าไม่ได้ถึงกับเลวมากจนหาความดีไม่เจอ)
ฉะนั้น ไม่ต้องเอาชีวิตไปเปรียบเทียบกับใคร ที่คุณมองว่าเขาดีกว่า โชคดีกว่า สบายกว่า บางทีกว่าที่เขาจะได้สิ่งต่าง ๆ ที่คุณเห็นมา เขาอาจจะต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา และต้องต่อสู้อีกมากมาย ที่คุณอาจไม่ได้นึกไปถึง

ไม่มีหรอกค่ะ คนที่สบาย
หลายคนที่สบาย ก็หาเรื่องไม่สบายได้ถ้าใจเป็นทุกข์ แบบไม่รู้จักพอ

ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดจริง ๆ

ตั้งแต่เอนทรี่ที่แล้ว เราบอกได้เลยว่าเรารู้สึกว่า คนที่ให้เกียรติคนอื่น เป็นคนที่น่าสรรเสริญที่สุด คนที่เหนือกว่าคนอื่น แต่เที่ยวหาเรื่องดูถูกเหยียบย่ำอิจฉาริษยาคนอื่นที่เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง คือคนที่ขาด เขารู้สึกขาด ปล่อยเขาไป
เดี๋ยวนี้เราเจอวีนเหวี่ยง ระหว่างทาง เราวางเฉยได้อ่ะ เรารู้สึกว่าไม่เป็นไร ชีวิตคนเรานั้นสั้นเกินกว่าที่จะใส่ใจกับเรื่องที่มันไม่เป็นคุณกับใครอ่ะ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง แต่ถ้าเขาเข้าใจอะไรผิด บอกเขาได้ก็บอก เพราะไม่อยากมีเวรมีกรรมต่อกัน บางคนอีโก้จัดไป ยึดตัวเองเป็นสำคัญเกินไป คนอื่นเหมือนหมา ถ้าเราเป็นหมา แล้วเขามีความสุข เราไม่ทุกข์ ก็มองไป

ชีวิตมันสั้นเกินกว่าที่จะไปใส่ใจอะไรเยอะแยะเกินไป
ทำหน้าที่ของเราให้ดีัที่สุด พอแล้ว เรามีหน้าที่อะไร ก็ทำไป ทำสิ่งที่ดีงาม ดีอยู่แล้ว 😀

ห้าทุ่มสี่สิบหก ไม่ได้ทวนนะ อ่านไม่รู้เรื่องขออภัย เขียนติดสปีดมากกกกกกกก ๆ

เดี๋ยวแชร์เข้าเฟสบุ๊ค เข้าทวิตเตอร์ จะไปนอนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่