แนะนำให้เด็ก ๆ อ่าน

ยืมห้องสมุดมา

เหมาะกับเด็ก ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกอาชีพ

ขอตัวอ่านก่อน

ดี มีประโยชน์แน่นอน ให้ลูกหลานอ่านแบบนี้เยอะ ๆ ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์

image

ถ้าไม่ทำงานนี้ แอมจะทำอะไร

image

คิดเยอะมาก

จนวันนี้ มีน้องที่ทำงาน เอาน้ำพริกมาให้ลองชิม มี 4 แบบ ชิมแล้วชอบก็ซื้อ กระปุกละ 20 บาท

ชอบอ่ะ นึกถึงตอนจะออกไปทำเค้กเลย

แต่เราไม่ชอบกินเค้ก และขนมอบทุกอย่าง

เราชอบน้ำพริก โอเลย แต่คงไม่ใช่ตอนนี้
เพราะทำไม่เป็น

แต่มีคนทำแบบนี้จริง ๆ นะ ก็รายนี้
มีครูที่โรงเรียนแม่ เขามีน้องสาว น้องสาวเขาไม่ทำงานอื่น รับทำเค้กตามออเดอร์เท่านั้น พี่สาวหาออเดอร์ให้จากครูที่โรงเรียน งานเลี้ยงโรงเรียน เลี้ยงเด็ก

ก็น่าหนุก แต่ต้องทำดีจริง ๆ ก็ดู ๆ ไป

ของชำร่วยมีความหมายมากกว่าที่คุณคิด

image

กับบางคน
เวลาเลือกของชำร่วย
ก็เลือกที่ถูกที่สุด เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ที่ยังต้องมีอยู่ ก็เพราะมันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ถ้าไม่มี เดี๋ยวจะดูว่าทำผิดธรรมเนียม

ภาพสามอย่างข้างบน เรายกตัวอย่างนะ
จริง ๆ มีเยอะแยะ แต่เป็นพ่อแม่เราได้มา

เรานี่ไม่ค่อยได้หรอกของชำร่วย
ไม่ค่อยได้ไปไหน

ชิ้นแรก ของเราได้มา จากครูที่โรงเรียนเกษียณก่อนกำหนด เป็นพลอย ไม่ซ้ำกัน (ร้อยยี่สิบเม็ด แจกครูทั้งโรงเรียน) ถามพี่เอกจิลมา พี่บอกว่าประมาณ เจ็ดแปดร้อย แต่เหมือนเหมามา เลยตกเม็ดละ 200-300 (เพื่อนครูแอบถามมา) ถือเป็นของชำร่วยที่แพงมาก

แต่แบบบ้านครูเขาอยู่เมืองจันมั้ง

ชิ้นที่สอง และสาม เป็นของชำร่วยงานแต่งพี่สาวเราเอง อันรูปหัวใจ น้าเราถักเอง ตกอันละ15บาท

ส่วนกระเป๋า เป็นของชำร่วยทางเจ้าบ่าว

จริง ๆ มีพวงกุญแจด้วย แต่พี่ที่เอาไปแจก แจกอีท่าไหนไม่รู้ของชำร่วยหมด ไม่มีเหลือเลย

จำไว้นะคะ โปรดเก็บของชำร่วย ไว้สัก 50 ชิ้น ไว้ให้คนสำคัญที่ไม่ได้มางาน

ต้องเล่าก่อนว่าตอนแรก เอคุยกับเรา ว่าจะไปเดินหาของชำร่วยกัน เพราะเราเป็นพวกชอบของชำร่วยที่มีประโยชน์ ไม่ชอบของสวยงาม
แต่แล้วก็ตามใจแม่
แค่ดีแล้ว เพราะแจกเสร็จ น้าเราได้ออเดอร์หัวใจสีแดง เพิ่มจากเพื่อนแม่ที่กำลังจะแต่งลูกชาย

ทัศนะเกี่ยวกับของชำร่วยของเราเปลี่ยนไปตลอดกาล

ต่อไป จะหาของชำร่วย
จงหาจากคนที่รัก ๆ กัน
1. ได้อุดหนุนคนที่รัก ๆ กัน เพราะของชำร่วย คนรับเขาไม่คาดหวังมากมายหรอก แค่ได้เขาก็รับหมดแหละ แต่เงินที่เราต้องจ่ายไป หากจ่ายให้ญาติหรือคนที่รัก ๆ กันก็จะเป็นการส่งต่อความสุข และสร้างงาน สร้างอาชีพให้เขา

2. ได้ช่วยโปรโมต สินค้าให้คนที่รัก ๆ กัน เพราะแน่นอน คนที่รับไป อาจมีบ้างแหละ ที่เขากำลังตามหาของชำร่วยเหมือนกัน ซึ่งถ้าราคาโอเค เขาซื้อแน่นอน เพราะคนที่ตามหาของชำร่วยในลักษณะนี้คือ ไม่คิดมาก ต้องการแค่ชัวร์และถูก ของโอเค (ไม่น่าเกลียดเพราะอย่างน้อย ก็มีงานนึงเคยแจกแบบนี้แล้ว ดูเป็นของชำร่วยที่ได้มาตรฐานสากล 555)

เอเคยบอกน้าไปว่า แอมจะพาไปซื้อ น้าเลยพูดว่า “ไม่อุดหนุนอี๊เหรอ?”
วันนั้นเราฉึกมากเลยนะ
แหม ทำไมเอโบ้ยกูฟระ ในเมื่อตัวก็อยาก แต่เอาเหอะ วันหลังเราจะคิดแบบนี้ เพราะเรามองเห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในของชำร่วยแล้วอ่ะ (ทำทีจำนวนมาก เกิดการสร้างงาน เกิดรายได้ )

ปล.วันก่อน เล่าประเด็นนี้ให้พี่แถวบ้าน อายุ 35 แล้ว ตกงาน ก็อยากช่วย ๆ กัน เขาจบศิลปะนะ แต่ก็ไม่รู้ดิ เราก็แนะเท่าที่แนะได้อ่ะ เข้าใจคนตกงาน และถ้าเราไม่อัพระดับการศึกษาตัวเอง เราอาจเผชิญหน้ากับการตกงานอีกก็ได้ เพราะสังคมยศฐาบรรดาศักดิ์นี้ ไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่ไม่สร้างกระดาษ

สู้ต่อไป ไม่ก็หาทางอื่น
แต่เราจะพยายามเป็นแบบอย่างที่ดี ที่จะไม่นับถือคนตามยศตำแหน่งวัยวุฒิคุณวุฒิ
แต่จะนับถือที่เป็นแบบอย่างที่ดี
พอแล้ว

จงเป็นแบบอย่างที่ดี
อย่าไปแคร์

หมายเหตุ เรามีเรื่องนอยด์อีกนิดหน่อย แต่มันจะสอนให้เรา อดทน และ เฉย และทำหน้าที่ตามใจและสมองเราโอเค

“ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง ให้เธอคิดเอาเองว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร…”

จงทำดีและเป็นแบบอย่างที่ดีค่ะ
แชร์สิ่งที่ดี มีประโยชน์

อยากให้มีแบบนี้ของทุกอาชีพเลย

Pranitee Ratanawijitr · 130 followers

13 hours ago via mobile ·

เจอมาจากเพื่อนแชร์ต่อ อ่านแล้วชอบมาก อยากให้คนทุกอาชีพได้เขียนมุมนี้ (นับถือ ๆ)

บทความ “โรงละคร…การโรงแรม” แด่เพื่อนๆพนักงานโรงแรมทุกคน

สำหรับชีวิตพนักงานโรงแรม เปรียบไปแล้วก็เหมือนโรงละครโรงใหญ่โรงหนึ่ง “พนักงาน” คือ “นักแสดง” และ “โรงแรม” คือ “โรงละคร” โรงใหญ่แห่งนั้น มีบทละคร ตัวละครมากมายหลากหลายแล้วแต่ใครจะมีความสามารถแค่ไหน ถนัดอะไร บางคนถูกกำหนดให้เป็นผู้นำ บางคนเป็นผู้ตาม บางคนชอบขาย บางคนชอบคุย บางคนชอบเสริฟ์ โดยแต่ละคนนอกจากบทบาทหน้าที่ที่ถูกกำหนดตามตำแหน่ง ความถนัด ความชอบ แล้วก็มีชุด เครื่องแบบต่า่งๆ ที่แต่ละโรงแรมกำหนดขึ้นเป็นการแยกบทบาทของแต่ละบุคคลอีกทีหนึ่ง และเป็นการแบ่งแยกแต่ละโรงแรม ตามสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป โรงแรมระดับ 5 ดาว ก็เปรียบเสมือนบรอดเวย์ที่ทุกอย่างต้องเนียบเป๊ะ ระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว ห้ามตกหล่นเด็ดขาด ในขณะที่โรงแรมที่ดาวน้อยๆลงมาการแสดงในโรงแรมแห่งนั้นๆก็พอจะยอมรับความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นได้เปรียบเหมือนการแสดงของนักศึกษาการละครในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ต้องเป๊ะแต่ก็ยังไม่ถึงกับสมบทบาทเท่าใดนัก ส่วนพวกโรงแรมบูติคหรือก็เปรียบเสมือนนักแสดง street art ที่ความแปลกแหวกแนว และความเป็นตัวของตัวเองคือจุดเด่น แต่ก็ยังไม่ลืมความเป็นมืออาชีพ ถึงแม้แต่ละ “โรงแรม” จะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันแค่ไหน แต่สำหรับ “พนักงาน” หรือ “นักแสดง” การแสดงและการสวมบทบาทก็ยังดำเนินต่อไป จนกว่าจะลาออกจากโรงละครเหล่านั้น และในชีวิตของนักแสดง หรือ พนักโรงแรมทุกคนก็มีหลายๆสิ่งที่ต้องทนและยอมรับ เหมือนกัน รวมทั้งชีวิตที่ใครไม่ได้สัมผัสคงไม่รู้หรอกว่า กว่าโรงละครและความโ่อ่โถงที่ท่านทั้งหลายเห็น พวกเราผ่านอะไรกันมาบ้าง:

1. พนักงานทุกคนต้องสวยเป๊ะเว่อร์ ห้ามเหม็น (ปาก กลิ่นตัว รองเท้า) แต่ลูกค้าจะเหม็นแค่ไหนก็ต้องยอมรับ
2. ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ถ้าลูกค้าบ่นต้องฟังและทำตาม
3. ลูกค้าไม่เคยผิด ถึงจะผิดก็ห้ามนำความผิดของลูกค้าขึ้นมาพูด
4. แต่ถ้าจะพูดเรื่องความผิดของลูกค้า ต้องพูดอ้อม ส่วนพวกเรานะเหรอ ลูกค้าจะด่าเรายังไงก็ได้ ถ้ายิ่งเราผิด เมิงเตรียมตัวตายได้เลย
5. ตราบใดที่สวมชุดพนักงาน ห้ามหยุดการแสดงโดยเด็ดขาด
6. “ก่อนมาทำงาน” หรือ “แสดงละคร” ไม่ว่าจะมีเรื่องราวในชีวิตมากมายแค่ไหน ทะเลาะกับแฟน เจ้าหนึ้ทวงหนี้ พ่อแม่ไม่รัก ญาติเสีย สุนัขตัวโปรดตาย ฯลฯ เมื่อมาถึงเราทุกคนต้องยิ้มอย่างเดียว แม้จะน้ำตาตกในก็ตาม
7. ต้องสวัสดีทักทายผู้ชมทุกครั้ง ถึงแม้การทักครั้งนั้นเค้าจะเงียบเฉยทำเหมือนเราไม่มีตัวตนก็ตาม
8. 24 ชม.ในหนึ่งวัน พนักงานทุกคนเหลือชีวิตให้ตัวเองได้เสพสุขโลกใบนี้แค่ วันละไม่เกิน 8 ชม. ทำงาน 10 ชม. นอน 6-8 ชม. จนบางทีจำเรื่องของลูกค้าได้มากกว่าเรื่องของคนใกล้ตัว
9. วันหยุดคือการนอน
10. เวลาพักที่กำหนดคือ 1 ชม. แต่พักจริง 30 นาที ยิ่งวันไหนยุ่งให้เต็มที่เลย 15 นาที ถ้ายุ่งมาก “ิเมิงไม่ต้องพัก”
11. สมองสั่งงานตลอดเวลา เพราะนอกจากเรื่องของลูกค้า ยังต้องนั่งจำบทบัญญัติ กฎระเบียบ vision mission basic ของโรงแรมอยู่เสมอ
12. วันไหนมี brand audit ยิ่งต้องใส่บทบาทให้มากขึ้นกว่าเดิมอีก
13. counter ทำงานสวย สะอาด เป๊ะ มากกว่ารถ ห้องนอน locker ของเราเอง
14. รู้จักร้านอาหารทุกร้านในกรุงเทพ สถานที่ท่องเที่ยวแทบทุกแห่ง เดินทางยังไงตอบได้หมด แต่บางที่ “ไม่เคยไป แม้แต่ผ่านยังไม่เคย”
15. เลิกงานจะเร็วจะช้า เวลากลับบ้านถึงคือเวลาเดิมๆเสมอ เพราะถ้ายุ่งมากก็กลับเลย แต่วันไหนไม่ยุ่งก็ขอใช้เวลาความสุขให้คุ้ม ตามร้านเหล้า บาร์ ผับ เธค ร้านลาบ ส้มตำ สนามฟุตบอล คาราโอเกะ ฯลฯ
16. ลูกค้าจะภาษาอังกฤษอุบาทว์แค่ไหนไม่รู้ ลูกค้าจะไม่ผิดถ้าสื่อสารกับเราไม่ได้ ทุกคนจะมองเป็นเรื่องน่ารัก แต่ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาของลูกค้าเมื่อไหร่ เตรียมตัวตาย
17. เราไม่เคยแบ่งแยกลูกค้า ทุกชาติ ทุกภาษาเท่าเีทียมกัน… แต่ไม่เอาอินเดียได้ไหม
18. วันไหนมีธุระหรือมีนัดสังสรรค์กับเพื่อน วันนั้นจะเป็นวันที่มี CASE มากที่สุดจนกลับบ้านดึกทุกที
19. ถึงแม้จะเหลืออีกแค่ 1 ชม.ผับจะปิด แต่ตรูก็จะไปเที่ยวให้ได้หลังเลิกงาน
20. ได้ทิป 500 วันนั้นจะใช้เงินประมาณ 2,000
21. เทศกาลไหนๆไม่เคยรู้จัก ไม่มีแผน ไม่ใช่ไม่อยากไป แต่ตรูไม่มีเวลา
22. ลอยกระทงสำหรับพนักงานโรงแรมริมน้ำ คือการลอยกับเพื่อนร่วมงานในรอบ
23. Staff Party และ Service Charge คือสิ่งที่รอคอย

ฯลฯ

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในโรงละคร การโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนที่ทำงานโรงแรม ทั้งเคยทำและผ่านมาแล้ว คงยังจดจำ พบเจอ เรื่องราวเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ในโรงละครแห่งนี้ มีทั้งความสุข ความเศร้า เรียกว่าหัวเราะ ร้องไห้กันมากมาย ในตอนที่ัยังแสดงกันอยู่ทุกคนมักจะรู้สึกเหมือนกันหมดว่า อยากไปให้พ้นๆ ในช่วงเวลาที่เหนื่อยสุดๆ เบื่อที่ต้องมานั่งทำอะไรบ้าบอพวกนี้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป มันคือช่วงเวลาดีดีที่เราเก็บมันไว้ในความทรงจำ หัวเราะได้ทุกครั้งเมื่อได้กลับมาพบเจอเพื่อนเก่าเหล่านั้นที่เคยร่วมแสดงด้วยกันมา และมักจะจบด้วยคำพูดที่ว่า “ยังจำตอนนั้นได้ไหม”…..ชอบๆๆๆ

Like · · Unfollow Post · Share
 
 
………….
ถ้าของอาชีพครู เรารู้เยอะมาก แต่เราเหนื่อยที่จะเขียน วันนี้เราร้องไห้ด้วยความเจ็บแค้นใจ มาเยอะแล้ว พอดีกว่า ยิ่งพูดมาก ก็ยิ่งเหนื่อย และทำให้แม่เสียใจ ที่แอนตี้ในสิ่งที่แม่กับป๋าปรารถนา แต่เราไม่อยาก เป็นที่สุด โดยเฉพาะกับระบบที่หาความชัดเจนยาก ทุกอย่างด่วนไปหมด และมีแต่ถ้อยคำที่ชวนให้เจ็บช้ำน้ำใจ ร้องไห้เพราะแค้น
ถ้าบอกก่อน จะได้รู้ มาบอกตอนนี้ เสียดายแรง เงินมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าเขามองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำแค่ไหน ถ้ามองไม่เห็น ก็บอกได้แค่ว่า เหนื่อย และทุกข์มาก ตอนนี้ร้องไห้ไม่ออกแล้ว เราบอกได้แค่ว่า ครูอัตราจ้าง คืออาชีพที่เราจะไม่ให้ลูกหลานทำเป็นอันขาด ไม่ให้ทำแน่นอน ถ้าพ่อเราให้เราไปอยู่สวนเราไปแล้วจริง ๆ ไม่ได้ไม่สู้งาน แต่เหนื่อยกับเรื่องด่วน เรื่องตามลายเซน ตามพวกนี้ เหนื่อยมาก คือถ้าคุณรู้เท่าที่เรารู้ คุณจะเข้าใจว่าบอกชัด ๆ ก่อนล่วงหน้ามาก ๆ ไม่ได้เหรอ เหนื่อย งานเหนื่อยไม่ว่า งง ไม่รู้ พวกนี้ จะหาว่าไม่รู้ นั่งทำงานอยู่ไม่ได้สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน จะรู้ไหม? เหนื่อย เหนื่อยมาก เหวี่ยงใส่แม่ไปเมื่อเย็น ว่าไม่อยากเป็นแล้ว ทำไมต้องอยากให้หนูเป็น สงสารแม่ว่ะ มีลูกเหี้ย ๆ ความอดทนน้อย (ทนต่อปัจจัยภายนอกที่เอาแน่นอนไม่ได้ งง เข้าใจป่ะ เหนื่อยใจมาก)

ตอนนี้เราเข้าใจอย่างนึงว่า ทุกอาชีพ ล้วนมีมุมที่น่าเห็นใจ
การสื่อสารที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และบอกล่วงหน้าเยอะ ๆ (และเต็มใจป่าวประกาศให้เห็นชัดเจน ในที่ที่ชัดเจน) คือความเมตตาสูงสุด ปรารถนามาก
กูเหนื่อย ยังคงไปทำงานพร้อมป๋า และกลับหลังสามโมงครึ่ง (ปกติกลับสี่โมงครึ่ง ปิดเทอมที่แล้วก็สี่โมงครึ่ง) (แพลนชีวิตกู เพื่อนพ้องพี่น้องมิตรสหายแฟนเฟิน ไม่ต้องถาม กูไม่เหลือใครแล้ว นอกจากคนที่บ้าน กับคนที่ยังติดต่อทางเน็ตได้ เขาแทบจะเลิกคบกูหมดแล้ว เลื่อนนัดวงหลายรอบแล้ว ไปไหนก็ไปไม่ได้เลย ยังจะเจอเรื่องให้นอยด์แดกอีก)

กราบขอบพระคุณป้าเอซังพี่สาวเรา ที่ทำบันทึกข้อความให้ เพราะอีน้อง(กูเนี่ยแหละ) ร้องห่มร้องไห้ กลัวไม่ได้เงินเดือน (เพราะไม่มีคนเซ็น หัวหน้างานไม่อยู่ ไปไกล เข้าใจ เรียกว่ามันเป็นชะตาที่ต้องมาตระหนกว่าจะไม่ได้เงินเดือน) ทำงานเหนื่อยแล้ว ก็อยากได้เงินตอบแทน

ลองสแกนนิ้วเลยดีไหม จีพีเอสตามตัวเลยดีไหม เป๊ะเลย อย่างนั้นเรามั่นใจ เพราะเราทำงาน ห้องมีแต่งาน (โพสต์บล็อกก็โพสต์เรื่องงาน เหงา อยู่ห้องคนเดียว กลัวผี ก็ยังนั่งทำงาน บ่นกับบล็อก เป็นคนบ้า)

ใครไม่เข้าใจ ตีความไปในทางไม่ดี กูแช่ง ให้รับนอยด์กูไปเลย กูนอยด์มาทั้งเย็นแล้ว
เข้าใจเถอะค่ะ ทุกอาชีพมีมุมที่น่าเวทนา และเราเวทนาตัวเองยิ่งนัก ที่เกิดมาไม่มีทางเลือก แต่ต้องอดทน การทำให้คนสำคัญภาคภูมิใจ คืออะไรที่ประเสริฐมาก เขาเลือกให้แล้ว (ไม่เลือกทางนี้ก็ต้องไปสอบบรรจุ คือเราคงไม่อยากเล่า เราอาจจะพูดได้คำเดียวก็ได้ ว่าเราผิดเอง ที่เราไม่เลือกที่จะเป็นนักเคมีตั้งแต่ม.ปลาย แต่ก็พูดยาก เพราะแน่นอน เราไม่ได้ไปทำ เราย่อมไม่รู้ว่ามันจะเจออะไรบ้าง มันอาจจะเจออะไรที่แย่กว่านี้ก็ได้)

ระบบที่ชัดเจน บอกก่อนล่วงหน้ามาก ๆ มีตัวอย่าง มีการเตือน มีขอบเขตให้เวลา ชัดเจน ลดความน่าสมเพชเวทนาได้ ไม่มีใครหรอกที่อยากเป็นตัวปัญหา

เหนื่อย ตีความไปในทางไม่ดี กูแช่ง ให้รับนอยด์กูไปเลย กูนอยด์มาทั้งเย็นแล้ว (จะย้ำทำไมนัก)

เลิก ๆ
จะไป วางระบบต่อ (วางไว้ทำไม วางไว้เผื่อวันใดเราไม่อยู่แล้ว คนที่ต่อจากเรา จะได้เหมือนมีเราคอยช่วยบอก ช่วยเตือนให้ระวังจุดไหน ๆ อยู่ จะได้ไม่ต้องนอยด์ ถ้าถึงวันนั้น คือเราเหนื่อยใจมากแล้วจริง ๆ กับระบบสร้างกระดาษ ที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ทว่าที่อื่นอาจมีเตือนล่วงหน้านานกว่า แต่ ณ ตอนนี้ ยังเหนื่อยใจไม่ได้ เพราะนึกถึงคนที่อยู่ข้างหลัง เยอะ เยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก เยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก ถึงเป็นฟันเฟืองเล็กกระจ้อยง่อยเง่า ก็ต้องอย่าให้เกิดช่องว่าง ระบบอื่น ๆ จะไปต่อไม่ได้) เหนือยใจ

ถ้าเราตอบว่าไม่รู้ คือ เราไม่รู้จริง ๆ ไม่ได้ตอแหล
สารสนเทศไม่ชัดเจน