อีก 1 วันที่เราร้องไห้หนักมาก

คือบ้านเราสกปรก รก เราเก็บขยะแล้วหนอนขึ้นมือ เราเลยอีแหยะ

มีเรื่องอยากบ่น 

ส่วนใหญ่จะเหนื่อย เหนื่อยยาว

แอบเล่านิด

ไม่เล่าแล้ว คิดว่าไม่ควรเล่า เก็บไว้ในใจดีกว่า 

เหนื่อยจังเลย เหมือนมันจะตาย

Advertisements

เพิ่ม สิ่งที่ทำให้เราแต่งเพลงไม่ได้

คือ การที่คนรอบข้างเรา จะมาใส่ใจอะไรนัก แค่เราแต่งเพลง

ครั้งนึงแม่เคยนึกว่าเราคุยกับผู้ชาย

นี่เอถามว่าทำไมยังไม่นอน โถ พี่คับ แต่งเพลงให้พี่อยู่ไงคับ

บางทีเขาอาจจะไม่อยากได้เพลงแต่งงานก็ได้ว่ะ

เฮ้อ กูไปแต่งเพลงเศร้า ให้ชีวิต(รัก)อันแสนอับเฉาของกูดีฝ่า

อยากได้ห้องกันเสียง

 

เราชอบแต่งเพลงในที่อื้ออึงเช่นฟู๊ดคอร์ด เพราะผู้คนไม่สนใจว่าเรากำลังฮัมอะไร แต่เราจะไปหาฟูดคอร์ทสงบ ๆ (ไร้เปิดเสียงตามสาย เปิดทีวี มีแค่เสียงคนคุยกันอื้ออึง) ได้จากไหน

พอเหอะ กูขี้เกียจแต่งเพลงแล้ว

นอน

(อยากหอนเมโลดี้อีกรอบ เผื่อได้เพลงเศร้า)
อย่าทักค่ะ หนูอายที่จะบอกว่า หนูแต่งเพลงอยู่ เฮ้อออ

บันทึกไอคอแตก

ชอบงานที่ทำอ่ะ แม้จะเบื่อเด็กที่พูดมาก เจ็บคอ เราอาจจะไม่สามารถร้องเพลงได้
เพราะเราหมดเสียง เราเหนื่อย เราไอตลอด

ไปทำงานเช้า ซึ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าเราเคยเช้าตอนที่เรียน ป.ตรี ออกพร้อมป๋ากับเอ
แต่นั่นคือเช้ามันฟรี กินข้าวเสร็จ ไปส้วมที่ ม. สบายใจ
แต่นี่ ถึงที่ำทำงาน (หกโมงครึ่ง เหมือนตอนเป็นครูประถมเลย กูอยากตายย แต่คิดดู ตรงนี้นี่คือถูกจริตที่สุดแล้ว คือเราหนีงานในโรงเรียนไม่พ้นจริง ๆ มันคือชีวิตของเรา เราไม่สามารถขัดใจพ่อแม่เราได้ และเราทำใจยอมรับความจริงข้อนี้ได้แล้ว เรารู้ว่ายิ่งหนีก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ เราจึงไม่คิดจะหนีอีกต่อไป เผชิญหน้า เพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ทุกคนมีชะตาที่ถูกขีดไว้แล้ว แต่การทำได้ดี ดีมาก ดีที่สุดนั้น ทุกคนจะเป็นผู้กำหนดเอง กินข้าวเที่ยงสิบโมงครึ่ง เพราะต้องบริการยืมคืนตอน 11 ถึงบ่าย ((เป็นคนไม่ชอบกินข้าวตอนมีคนทำอย่างอื่น ไม่ชอบให้ใครเห็นตอนกิน ยกเว้นในโรงอาหาร — เรากินมูมมาม 555 วันนี้จารย์ที่วันก่อนด่าเราหาว่าเรากินของหลวงไวเชียว ทั้งที่เราเปล่ากินของหลวงเลย เราซื้อข้างนอก เขามาบอกเราว่า เราผอมไป ให้เรากินเยอะ ๆ –ไม่ผอมได้ไง เราหนัก 39 กิโลกรัม สูง 150 เตี้ยกว่าเด็กประถมอีก กินเยอะ แต่ไม่เคยอ้วน ขนาดอยู่บ้านสบาย ๆ ยังไม่อ้วนเลย คงยากแล้วที่เราจะอ้วน หาแฟนอ้วนแทนดีกว่า ชดเชยจุดที่ขาดหายในชีวิต)) ช้ากว่านั้นสงสารกระเพาะ ทำงานในห้องสมุด เคยบ่นไปเยอะแล้ว แต่มันดีที่สุด เราชอบที่สุดแล้วในการทำงานในโรงเรียน เิลิกงาน ห้าโมงเย็น สิบชม.ครึ่งที่ทำงาน กับเงินเดือนไม่ถึงเก้าพัน เราค้นพบแล้วว่า เราอดทนน้อยเกินไป ถ้าเราตั้งใจลุยค่ายเคมีโอลิมปิก ให้ถึงที่สุด ป่านนี้เราคงได้เป็นนักเคมี แล้ว แต่นะอย่าพูดเลย ไม่มีใครพิพากษาเราได้หรอก ต่อให้คนที่อ่านนี่ แล้วเอาไปพูดต่อให้เราเสียหาย (ปล่อยมัน มันควาย ปล่อยมัน บาปกรรมของมัน ตีเจตนากูไม่ออก ควายก็ปล่อยมันไปตามทาง บางทีควายจริง ๆ ก็ยังประเสริฐกว่ามัน – ด่าดักไปงั้น ไม่มีก็ดี แต่ถ้ามีจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกูด่าไหม เพราะกูด่าไปเรียบร้อยแล้วค่ะ)
สิ่งที่เราจะสื่อคือ เมื่อชีวิตมาถึงจุดไหนก็ตาม จงทำให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณจะมีเวลาได้ทำสิ่งนี้(นั้น = งานเดิม ๆ ของเรา)ไปอีกนานแค่ไหน ทำให้ดีที่สุด แต่เท่าที่ดูคือ จุดนี้ดีมากแล้ว ((อย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับที่ทำงานเก่าที่เราืที่เราโคตรเดียวดายมาก ๆ อะโลนชิบหาย))
อยู่ที่นี่ เรายังมีพี่สาว มีน้องสาว มีผู้ใหญ่ใจดี น้อย แต่ก็มากพอให้เรารู้สึกว่า เราจะตั้งใจให้ดีที่สุด )

ต้องไปห้อง ไปเฝ้าห้อง เพราะห้องมีทรัพย์สิน
เด็กที่ช่วยงาน บางคนก็มีประวัิติขโมย ก็ต้องดู
เข้าส้วมก็ลำบาก (ส้วมดี แต่ลำบากคือ มันตื่นเต้น กับภาระหน้าที่ เป็นผู้ใหญ่ มันเป็นจุดสนใจมากกว่าเป็นเด็กนะ) เอาว่าเราจะฝึกเข้าส้วมตีห้า (แต่ทำใจแล้วว่าอาจจะทำไม่ได้ เพราะเคยฝึกมาแล้วทั้งชีวิต มันก็ฝึกไม่ได้ เล็ก ๆ ไม่เคยได้รับการฝึกให้เข้าห้องน้ำ เป็นคนที่ปวดท้องได้ตลอด โดยเฉพาะตอนที่ไม่สะดวกจะเข้าส้วม 555 แต่ปิดเทอมฝึกได้ ทว่ามันคือเวลาแบบตอนเรียนป.ตรี ซึ่งพอทำงานมันเข้าไม่ได้ เป็นเวลาเข้าแถว 555 ผิดเวลาก็ไม่ได้แล้ว กลายเป็นท้องผูกอีก โถชีวิต ถ้าสุดท้ายกูตายด้วยมะเร็งลำไส้ กูจะไม่แปลกใจเลย แต่ไม่เป็นจะขอบคุณมาก อยากอยู่ดูแลครอบครัวไปนาน ๆ 555 – แต่ที่สัมผัสมา มีครูเป็นโรคทำนองนี้เหมือนกันนะ แล้วก็พวกพนักงานนั่งโต๊ะทั้งวัน)
หน้าหนาวอีก เบื่อหน้าหนาว เกลียดเลยดีกว่า กูโคตรเกลียดหน้าหนาวค่ะ แดดแม่งร้อน แต่อุณหภูมิต่ำ มันทำให้เรารู้สึกเหมือนจะตาย ร่างจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เพราะร่ายกายปรับไม่ได้

แต่เอาเหอะ ทนได้ เราจะเข้มแข็ง

เหนื่อย
หลัก ๆ เราต้องเคลียร์งานเราก่อน
แล้วทุกอย่างจะโอเค
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม

บทเรียนที่เราพบคือ อย่าเอาผ้าไปทำพื้นหลัง เพราะมันไม่ตึง เราเพิ่งเคยทำ 555

แล้วก็ไปบันทึกการประชุมของฝ่ายก่อน

ดีใจอีก ที่ตอนนี้เราอยู่ในส่วนเจ้าหน้าที่สำนักงาน
เราจึงไม่มีคาบสอน อาจารย์หัวหน้าเราบอกเราเลยว่า ไม่ให้รับงาน ไม่ให้เอาชื่อไปฝ่ายอื่น เรามีหน้าที่รับผิดชอบห้องสมุด (ไม่ต้องสอน ก็ไม่ต้องใส่ชุดลูกเสือ – ที่เราเกลียดมาก ตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก อย่าถาม เราเกลียดพอแล้ว เราอดทนได้ แต่เราทนไม่ได้ด้วยการอดทนจากสภาพที่มีการสร้างขึ้น)

และคงไม่โดนเป็นคนหลักมั้ง ในการเป็นพวกที่ปรึกษา ไรงี้
อย่าว่าไรเลย
เจอเรื่องเยี่ยมบ้าน ยังเซ็งตายห่า เห็นเอกับแม่ต้องตลอนเยี่ยมบ้านแล้ว
อยากถามว่า ไอ้หน่วยงานที่สั่งให้ครูเยี่ยมบ้านเนี่ย มึงบ้าป่าว
เปลืองเงินค่าเดินทางของครูมหาศาล พ่อแม่เด็ก ไม่อยากให้ไปบ้าน (เชื่อกูเหอะ ไม่มีใครเขาอยากให้ไปบ้านหรอก เขาฝากครูดูแล แต่ไม่อยากให้ไปเสือกบ้านเขาหรอก)
นี่เราก็เกรงใจอาจารย์ที่เราต้องไปเป็นที่ปรึกษาร่วม
เพราะเราไม่ได้ช่วยเขาเท่าไร (ไปดูเด็กให้ ตอนที่เขายังไม่เดินมา แค่นั้นเอง)
เยี่ยมบ้งเยี่ยมบ้าน เนี่ย เราไม่คิดเสนอตัวช่วยเขาหรอกอ่ะ ขี้เกียจอ่ะ
คงช่วยเท่าที่ช่วยได้
วันนี้อาจารย์เขาฮาดี เขาบอกว่าห้องสมุดเครียดกันเกินไปป่าว เราทำเว็บ ใหม่ทำคำถาม พี่หน่อยซ่อมหนังสือ นั่งหันหน้าคนละมุม พออาจารย์เขาพูด เราแทบหัวเราะกร๊าก

คือแบบไม่ได้อะไรเลย งานเยอะอ่ะ แต่ทำได้นะ เพียงแต่เยอะ งานห้องสมุดเยอะ
งานที่เราค้างอยู่นะ คือลงทะเบียน ซีดี ดีวีดี มีแก้งาน
ทำบันทึกการประชุม
ทำบอร์ด เยอะแยะ (เราชอบ แต่มันต้องใช้เวลาอ่ะ)
หลัก ๆ คือบริการยืมคืน สามเวลา  ตอนเด็กนักเรียนยังไม่มาช่วย
เดี๋ยวจะทำงานต่อแล้ว คงเรื่องบอร์ดก่อนแล้วกัน

ปวดหลัง

แต่เหนื่อยที่สุดคือโวยวายใส่เด็กที่มันคุยมากอ่ะ เหนื่อย
ตีกับคนด่าเรายังไม่เหนื่อย เพราะเราไม่ตีกับแม่งแล้ว เรามีสมองพอ เราเหนื่อย ทำไมเราต้องหาเรื่องเหนื่อยเพิ่ม

แต่ตอนยืมคืน เรายิ้มแย้ม เจอหน้าเพื่อนร่วมงานจัง ๆ เราก็ไหว้ ก็ยิ้มแย้ม พูดจาสุภาพ เราคิดว่าตอนนี้ ถ้าเราเป็นโอเปอเรเตอร์ หรือประชาสัมพันธ์ เราคงทำได้อ่ะ เราแยกแยะได้ ระหว่างการสร้างความประทับใจ (หรืออย่างน้อยก็เฉย ๆ ดีกว่าโดนด่าว่าไม่มีเซอร์วิชมายด์) ในการทำงาน กับความรู้สึกส่วนตัว

เราอาจไม่ได้มีความสุขตลอดเวลา แต่เราทุกข์ฺน้อยลงได้ จากการปล่อยวาง
(อาจมีด่าบ้าง แต่จริง ๆ เราเครียดน้อยลงแล้ว เพราะเราห่วงสุขภาพเรามากกว่าอ่ะ)
ตอนนี้เราห่วงคอเรา ครูหลายคนเป็นคออักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ต่อผ่าตัดเลยนะ ทำไมเด็กไทย จึงแหกปากกันอยู่ได้ เงียบ ๆ เหอะ สงสารกันบ้าง เราไม่คิดว่าเรากรรมตามทันนะ เพราะตอนเราเป็นเด็กนักเรียน เราไม่ค่อยคุยมากมายตอนเรียน เราชอบหลับในห้องเรียนมากกว่า ซึ่งตอนนี้ เด็กจะหลับก็ได้ แต่ช่วยตื่นมาฟังงานหน่อยก็ยังดี 555

ย้ำอีกที
เมื่อชีวิตมาถึงจุดไหนก็ตาม จงทำให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณจะมีเวลาได้ทำสิ่งนี้(นั้น)ไปอีกนานแค่ไหน ทำให้ดีที่สุด
แต่เท่าที่ดูคือ จุดนี้ดีมากแล้ว
มากพอให้เรารู้สึกว่า เราจะตั้งใจให้ดีที่สุด

ชีวิตนี้ พยายามอย่าสร้างความเดือดร้อนให้ใคร และจงพยายามใช้เมตตา (ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข) กรุณา (ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มาก ๆ

ขออภัย ใช้คำหยาบ เฉพาะในงานเขียน และการเล่า ไม่ใช้ในการพูดสนทนากับบุคคลที่สองสามสี่ห้า โปรดเข้าใจ ขอบคุณค่ะ 9:53