เตือนภัย เรื่องมือถือหายบนรถเมล และภัยจากการใส่หูฟัง

http://webboard.news.sanook.com/forum/index.php?topic=3813750

อ่านนี่ค่ะ

สรุปว่า คือ เขาฟังเพลง แล้ว ไอโฟนที่ใช้ฟังเพลง ก็ถูกขโมย

ส่วนตัวเลยนะ

เราไม่ชอบคนใส่หูฟังเดิน เพราะ เคยมีกรณี นิสิตจุฬา ที่เพิ่งเข้าเรียนเอง
ใส่หูฟังแล้วไม่ได้ยินเสียงรถไฟ โดนรถไฟเกี่ยว หรือชน จนเสียชีวิต
เราจึงไม่เห็นด้วยกับการใส่หูฟัง ขณะที่ไม่ได้นั่งเฉย ๆ ในพื้นที่ ที่ค่อยข้างปลอดภัย

 

ส่วนตัว เราแทบจะไม่ใส่หูฟังเพลง ยกเว้นตอนอยู่บ้าน

มันหลอนกลัวภัยมาตอนที่ฟังอะไรเพลิน ๆ

 

ส่วนเรื่องมือถือหาย บอกเลย การใส่หูฟัง ฟังเพลง ไม่ได้ทำให้รู้ตัวไวว่ามือถือหาย
(มีบางเม้นต์เขียนงี้ ขอบอกว่า คิดได้ประหลาด ยิ่งเอามือถือมาฟัง ใส่หูฟัง
ยิ่งทำให้โจร รู้ตำแหน่งของมือถือ ต่างหาก)

บางคนว่าเราบ้า ที่มีกระเป๋าแขวนคอติดตัวตลอด แม้ไปส้วม
แต่บอกเลย นั่นคือการรักษามือถือสุดชีวิตแล้ว
เพราะการที่มือถืออยู่ในกระเป๋าถือ บนโต๊ะ ฝากคนอื่น ล้วนคาดเดาความเสี่ยงไม่ได้
ฉะนั้น การเอาติดตัว (แบบไม่ล่อโจร ถือดี ๆ ดิ แล้วไม่ต้องอวด)
น่าจะดีที่สุด

เวลามีอะไรก็ไปถ่ายให้คนอื่น เวลาคนอื่นดีใจได้รูปจากมือถือเรา
เขาจะได้อนุโมทนา สาธุ ให้สิ่งดี ๆ บังเกิดกับตัว

ไม่ใช่ฟังเพลงตลอด คนเรียกก็ไม่หัน แกล้งทำไม่ได้ยิน
หรือฟังเสียงดังรบกวนชาวบ้าน แสดงความอวดร่ำอวดรวย
ชาวบ้านเขาอาจจะสาบแช่ง มือถือก็เลยโดนซิวไป

เรามองตามหลักของเหตุและผลนะ แล้วแต่คนจะคิด แต่เราคิดแบบนี้

ก็ไม่รู้นะ ถ้าคนมีของแพงใช้ แต่เขาใช้ดี ทำประโยชน์ให้คนมากมาย
หรือให้เราด้วยนี่ เราจะสาธุเลยนะ เรารู้สึกยินดี อยากให้ของนั้นอยู่เป็นเครื่องมือของเขานาน ๆ
เขาจะได้มีน้ำใจให้คนอื่นได้อีกนาน ๆ

😀

เห็นด้วย ข้อข้าราชการเห็นด้วยมาก ๆ เพราะทำแล้วทุเรศ อาชีพอื่นยังเฉย ๆ

_/I\_ บางข้อโดนมากกกกกก

สัจธรรมแห่งชีวิต !!

สัจธรรมแห่งชีวิต !!

ของชำร่วยมีความหมายมากกว่าที่คุณคิด

image

กับบางคน
เวลาเลือกของชำร่วย
ก็เลือกที่ถูกที่สุด เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ที่ยังต้องมีอยู่ ก็เพราะมันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ถ้าไม่มี เดี๋ยวจะดูว่าทำผิดธรรมเนียม

ภาพสามอย่างข้างบน เรายกตัวอย่างนะ
จริง ๆ มีเยอะแยะ แต่เป็นพ่อแม่เราได้มา

เรานี่ไม่ค่อยได้หรอกของชำร่วย
ไม่ค่อยได้ไปไหน

ชิ้นแรก ของเราได้มา จากครูที่โรงเรียนเกษียณก่อนกำหนด เป็นพลอย ไม่ซ้ำกัน (ร้อยยี่สิบเม็ด แจกครูทั้งโรงเรียน) ถามพี่เอกจิลมา พี่บอกว่าประมาณ เจ็ดแปดร้อย แต่เหมือนเหมามา เลยตกเม็ดละ 200-300 (เพื่อนครูแอบถามมา) ถือเป็นของชำร่วยที่แพงมาก

แต่แบบบ้านครูเขาอยู่เมืองจันมั้ง

ชิ้นที่สอง และสาม เป็นของชำร่วยงานแต่งพี่สาวเราเอง อันรูปหัวใจ น้าเราถักเอง ตกอันละ15บาท

ส่วนกระเป๋า เป็นของชำร่วยทางเจ้าบ่าว

จริง ๆ มีพวงกุญแจด้วย แต่พี่ที่เอาไปแจก แจกอีท่าไหนไม่รู้ของชำร่วยหมด ไม่มีเหลือเลย

จำไว้นะคะ โปรดเก็บของชำร่วย ไว้สัก 50 ชิ้น ไว้ให้คนสำคัญที่ไม่ได้มางาน

ต้องเล่าก่อนว่าตอนแรก เอคุยกับเรา ว่าจะไปเดินหาของชำร่วยกัน เพราะเราเป็นพวกชอบของชำร่วยที่มีประโยชน์ ไม่ชอบของสวยงาม
แต่แล้วก็ตามใจแม่
แค่ดีแล้ว เพราะแจกเสร็จ น้าเราได้ออเดอร์หัวใจสีแดง เพิ่มจากเพื่อนแม่ที่กำลังจะแต่งลูกชาย

ทัศนะเกี่ยวกับของชำร่วยของเราเปลี่ยนไปตลอดกาล

ต่อไป จะหาของชำร่วย
จงหาจากคนที่รัก ๆ กัน
1. ได้อุดหนุนคนที่รัก ๆ กัน เพราะของชำร่วย คนรับเขาไม่คาดหวังมากมายหรอก แค่ได้เขาก็รับหมดแหละ แต่เงินที่เราต้องจ่ายไป หากจ่ายให้ญาติหรือคนที่รัก ๆ กันก็จะเป็นการส่งต่อความสุข และสร้างงาน สร้างอาชีพให้เขา

2. ได้ช่วยโปรโมต สินค้าให้คนที่รัก ๆ กัน เพราะแน่นอน คนที่รับไป อาจมีบ้างแหละ ที่เขากำลังตามหาของชำร่วยเหมือนกัน ซึ่งถ้าราคาโอเค เขาซื้อแน่นอน เพราะคนที่ตามหาของชำร่วยในลักษณะนี้คือ ไม่คิดมาก ต้องการแค่ชัวร์และถูก ของโอเค (ไม่น่าเกลียดเพราะอย่างน้อย ก็มีงานนึงเคยแจกแบบนี้แล้ว ดูเป็นของชำร่วยที่ได้มาตรฐานสากล 555)

เอเคยบอกน้าไปว่า แอมจะพาไปซื้อ น้าเลยพูดว่า “ไม่อุดหนุนอี๊เหรอ?”
วันนั้นเราฉึกมากเลยนะ
แหม ทำไมเอโบ้ยกูฟระ ในเมื่อตัวก็อยาก แต่เอาเหอะ วันหลังเราจะคิดแบบนี้ เพราะเรามองเห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในของชำร่วยแล้วอ่ะ (ทำทีจำนวนมาก เกิดการสร้างงาน เกิดรายได้ )

ปล.วันก่อน เล่าประเด็นนี้ให้พี่แถวบ้าน อายุ 35 แล้ว ตกงาน ก็อยากช่วย ๆ กัน เขาจบศิลปะนะ แต่ก็ไม่รู้ดิ เราก็แนะเท่าที่แนะได้อ่ะ เข้าใจคนตกงาน และถ้าเราไม่อัพระดับการศึกษาตัวเอง เราอาจเผชิญหน้ากับการตกงานอีกก็ได้ เพราะสังคมยศฐาบรรดาศักดิ์นี้ ไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่ไม่สร้างกระดาษ

สู้ต่อไป ไม่ก็หาทางอื่น
แต่เราจะพยายามเป็นแบบอย่างที่ดี ที่จะไม่นับถือคนตามยศตำแหน่งวัยวุฒิคุณวุฒิ
แต่จะนับถือที่เป็นแบบอย่างที่ดี
พอแล้ว

จงเป็นแบบอย่างที่ดี
อย่าไปแคร์

หมายเหตุ เรามีเรื่องนอยด์อีกนิดหน่อย แต่มันจะสอนให้เรา อดทน และ เฉย และทำหน้าที่ตามใจและสมองเราโอเค

“ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง ให้เธอคิดเอาเองว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร…”

จงทำดีและเป็นแบบอย่างที่ดีค่ะ
แชร์สิ่งที่ดี มีประโยชน์

อยากได้บ้านน้อย และเล่าหลายอย่าง

image

image

แถมขยะบนสะพานลอยที่เรายืนถ่ายรูป
image

เศร้าใจ ใครกอบมารวมกันไม่รู้ ไม่เอาไปทิ้งฟระ

อ่ะ ไปต่อเรื่องอื่น
เราอยากได้แฟนที่เก่งเหมือนพ่อเรา (สงสัยหาไม่ได้ ผู้ชายยุคนี้เป็นตุ๊ด เกย์ หมดแล้ว) เก่งให้ได้สักครึ่งนึงก็ยังดี
พ่อเรา เป็นผู้บริหาร เป็น ผอ.กองวิชาการ พ่อเราจบป.โท (เคมี) ไม่ใช่บริหาร แต่ไปทำงานสายบริหาร ชีวิตพลิกหลายรอบ มีรอบแรง ๆ เราก็ร้องไห้ (ถูกแกล้ง แย่งตำแหน่ง ถูกย้ายไปช่วยราชการ) แต่พ่อเราก็ยังเท่ พ่อเราซ่อมไฟฟ้า ต่อสาย ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่อท่อน้ำ เดินท่อประปาในบ้านเอง (ท่อเก่าพัง) ซ่อมของในบ้าน งานไม้ งานปูน ทำได้หมด พ่อเราเรียนมา สมัยวิทยาลัยครูฉะเชิงเทรา (เป็นเด็กโสตด้วย เท่) พ่อเราเป็นลูกชายคนโตของย่า
เป็นคนเลี้ยงน้อง ทำกับข้าวอร่อยมาก
เอาว่า เราหาผู้ชายแบบพ่อเราไม่ได้แน่ ถ้าเราไม่ลดสเปก เราคงขึ้นคาน เพราะต่อให้ไม่เลือก ณ จุดนี้ ก็คานแล้ว เหตุผลคืออะไรรู้ไหม เหตุผลคือเราใจไม่กว้างพอไว้เผื่อใจให้ความผิดหวัง ฉะนั้น อยู่บนคานแหละดีแล้ว

แต่เราจะเผยแพร่ลัทธิ เก่งทุกทาง (ไม่ใช่คุณเอกราช) ไปสู่ลูกศิษย์ น้องนุ่ง หลานเหลนโหลน ด้วยการแนะนำให้เขาไปเรียนวิชาเหล่านี้ซะ คือวิชาหลักมันจะเรียนอะไรก็ช่างมัน แต่มันควรจะใช้เครื่องมือช่างเป็นบ้าง ผู้หญิงก็ด้วย เห็นเราผอมแห้ง เราก็ใช้เครื่องมือช่างเป็นนะเว้ย 555
เราอาจหาคู่ที่โดนใจเราไม่เจอ แต่เราจะช่วยผลักให้คนที่มีแนวโน้มเชื่อฟังเรา ให้เขากลายเป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ (ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้วะ) เป็นคนที่พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และร่างกายที่แข็งแรง พื้นฐานสามัญสำนึกยอดเยี่ยม เอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา (ว่าไปนั่น)

เออ เราอยากซื้อสติกเกอร์ไลน์ที่มีการทำงานบ้าน ดูมาแล้วทุกลาย ไม่มีรีดผ้าเลย แต่ชั่งเหอะ 555

ต่ออีกนิด เวลาเราไปไหน แล้วเราโพสต์รูป เราจะโพสต์อะไรที่เราอยากให้คนฝึกทำ เช่น วันนี้พ่อเราต่อท่อน้ำ ต่อไฟ เราถ่ายมาโพสต์ จะว่าอวดก็ได้ แต่จริง ๆ เราอยากให้ คุณผู้ชายฝึกทำ (เรียนค่ะ อย่ามั่ว อันตรายมาก) เพราะอย่างนี้เท่กว่าภาพเด็กควาย ๆ ก้มลงไปผูกรองตีนให้อีสก้อยง่อยแดก (หรือไง ถึงผูกเชือกรองเท้าเองไม่ได้)

นอกจากเท่แล้ว คุณยังช่วยซ่อทแซม ช่วยลดค่าใช้จ่ายในบ้านได้ ภูมิใจด้วย

หรือเวลาเราแมชชุด เราอาจดูอวด แต่จริง ๆ เราต้องการให้ดูว่าของตลาดนัดไม่กี่ชิ้นเราก็แมชให้สวยได้ คืออยากเผยแพร่ลัทธิ ถ้าชอบก็อยากให้ทำตาม ไม่ทวงบุญคุณ เพราะทำแบบนี้ ถูก ดี คุ้ม

สุดท้ายเราไม่ชอบคนถ่ายรูปตัวเอง แอ๊บแบ้ว กล้องหน้า อีพวก(ทั้งชายและหญิง) ที่เป็นงี้ เรารู้สึกว่าเป็นพวก ชอบสร้างภาพ หนักกว่าเราอีก และหลงตัวเอง หาแก่นสารยาก ตอแหล เพื่อนสนิทเราไม่ค่อยทำงี้หรอก (ทำบ้าง เหมือนเรา แต่ก็ไม่ตลอดเวลา งานการไม่ทำ ดีแต่ถ่ายรูปสร้างภาพ คนที่กดไลค์ก็ว่างมาก) แต่ไม่โทษกันค่ะ สิทธิ แต่บอกได้เลย มองให้ลึก ๆ จะพบว่าที่เราพูด เป็นเรื่องจริง บางคนเป็นเหี้ยอะไร ไปเที่ยวแม่งล้านเจ็ดย่าน ถ่ายกล้องหน้า เห็นแม่งแต่หน้าตอแหลของมัน มึงไม่ต้องไปเที่ยวหรอกค่ะ อยู่บ้านมึงก็ได้ ถ่ายกี่ที่ก็โคลสอัพชอตเต็มภาพอยู่แล้ว หึหึ
เวลาเราไปไหน ถ้าไม่สะดวก เราไม่ถ่ายตัวเองหรอก ช่างแม่ง อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเราไป อย่างมากก็ถ่ายกะป้าย ไม่ใช่แม่งถ่ายแต่หน้าตัวเอง ตลอดเว

จบค่ะ ไม่ได้จิกกัดใคร
แต่จากใจ ถ้าลดเวลาถ่ายหน้าตัวเองได้ คนเราจะเหลือเวลาสร้างสรรค์อะไรดี ๆ ให้โลกได้มากกว่านี้

เหมือนเรา ถ้าเราเลิกด่าคนลงบล็อกได้ ชีวิตเราคงเจริญกว่านี้แน่นอน 555

กราบ ขอแสดงความนับถือคนที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม

รักทุกท่าน
ขอบคุณที่อ่าน
นอน เผื่อฝันถึงเนื้อคู่ เขียนไปงั้น ลืม ๆ ไปบ้าง เอาเวลาไปทำสิ่งดี ๆ สิ่งที่มีประโยชน์ดีกว่า
(ออกมาเรื่องนี้ได้ไงวะ)

ดูรายการอะไรของจอนวิญญูที่ชมพู่อารยามาออก

บอกตรง ๆ ชอบมาก
การตอบ เป็นวิธีคิดที่เป็นสุขดีมาก

อยากมีความสุข ก็ปล่อยวาง
เพราะไม่มีใครที่จะเกิดและตายไปพร้อมกับเรา ลับหลังเรา เขาก็คือตัวเขา เราก็คือตัวเรา

คิดแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่โอเคเท่านั้น สิ่งที่ไม่ดี อย่าไปคิดถึงมัน

แบ่งปันความสุขให้เพื่อนร่วมโลกเท่าที่สามารถทำได้

นอนเถอะ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเองให้ดี ให้ไม่เดือดร้อนคนอื่นได้

แด่ทุกความรัก(รักจริงๆไม่ใช่ความใคร่)

image

เจอมา
ก็เก็บเม้นต์ที่โดนใจ อันที่มีคนกดไลค์2
image

image

เราไม่ได้รักเกย์ เรารักคนคนนึง ที่สุดท้ายเราได้รู้ว่าเขาเป็นเกย์ หรือเป็นไบ หรือเป็นอะไรก็ช่างเขาเหอะ
แต่เราก็ยังรักในแบบที่เขารักเรา รักแท้ ที่จะคอยดูแลความรู้สึกกัน ไม่ทำร้ายกันในทุกด้าน

โลกนี้มันซับซ้อน

อารมณ์ปกตินะ อิอิ
แค่แบบเจอ ก็อยากเล่า ว่าเข้าใจ 😀

ล้านเรื่องจะเขียน ฝากไว้

จริงมีเยอะ
แต่จำไม่ได้
1. ถ้าอยากขายของ ทำหลายแบบก็ได้ จะได้ขายได้มากกว่าเดิม เด็กมีกำลังซื้อ โบว์อ่ะ ทำหลายแบบเลยก็ได้ เชื่อเหอะเงินเข้าเพียบ พูดจริง

2. การทำให้ใครตกใจนั้นบาปมาก เมื่อบ่าย เราถูกเด็กผู้ชาย ม.3 มาข้างหลัง ตอนเราเก็บซีดีใส่ตู้ มันมาจะเอ๋ ใกล้มาก แบบเราหันมาเจอเลย เราตกใจกรี๊ดดังที่สุดในชีวิตแล้วมั้ง คือ รู้สึกว่าเจอผี ยังไงยังงั้น ในทิศเดียวกันนั้นที่เราเคยมองจากจอคอมแล้วเจอเด็กญสองคนยืนแบบจะเข้าห้อง เห็นในจอ แต่พอหันมากลับไม่มีใคร ถอดปลั๊กคอม วิ่ง กระเจิง (เราอยู่คนเดียว ณ ตอนนั้น กำลังจะไปคุมเด็กเข้าแถว)
ก็หลอน
ต่อไปคงหลอนตรงนั้นตลอดแน่

เพราะกรี๊ดเสร็จ เราด่าเด็กแบบเสียงหลง ไม่เป็นคำ จำไม่ได้ ไม่ขำ เดินรีบเข้าห้อง เราน้ำตาไหล (คือไม่ได้สำออย ไม่อยากให้หัวหน้าหรือใครเห็นด้วย แต่มันสุดกลั้น) เรารู้สึกว่า การตกใจแบบนี้ มันน่ากลัวช๊อคตาย (ขวัญหนีดีฝ่อ) มากกว่าการที่เราเคยตกจากรถเมล์เกือบตายซะอีก

อย่าทำให้ใครตกใจ โดยเฉพาะคนที่คุณรัก หรืออยากเล่นด้วย ถ้าเขาตาย คุณอาจจะรู้สึกมากกว่ารู้สึกผิด และไม่มีโอกาสขอโทษ

บอกตรง ๆ เด็กคนนี้ เราไม่คุยด้วยอีกแน่นอน เราไม่สบายใจกับพฤติกรรมแบบนี้ เพื่อนเรายังไม่เคย”กล้า”ทำให้เราตกใจแบบนี้เลย มันเกินไปจริง ๆ

เด็กมันเดินมาขอโทษนะ
อภัย เพราะไม่อยากมีเวรมีกรรมต่อกัน แต่ไม่ขอเสวนา บอกเลยไม่สนิท เราวางตัวกับเด็กแบบเป็นกันเอง แต่ไม่สนิท และไม่คิดให้เด็ก (หรือไอ้อีหน้าไหน) ยุ่งวุ่นวายกับการตกใจของเรา ถ้าเราตายด้วยเหตุแบบนี้ เราไม่สามารถบอกได้ว่าความเลวร้ายอะไรจะเกิดขึ้นกับคนทำ คุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าถ้าทำคนอื่นตกใจ จะเกิดผลกระทบยังไงกับเขา หรือคุณเอง หากมีคนคิดแบบเรา มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ฉะนั้น อย่าทำให้เขาตกใจ เว้นเสียแต่ว่า คุณอยากให้เขาเกลียด รังเกียจ ไม่อยากพบหน้า คุณไปตลอดชีวิต

้จำไว้ เราไม่ได้พูดเล่น อย่าเล่นกับความตกใจของใคร

3. เรื่องการบังคับทำกิจกรรม
เช่นไปนอกสถานที่ แล้วไม่ได้ส่งถึงบ้าน เช่นไปงานกีฬาสัมพันธ์ ถามจริง นึกว่ากูชอบเต้นมากรึไง
ตอบ ไม่ชอบ
แค่ทำตามหน้าที่
ถ้าต้องทำ ระหว่างเล่นกีฬา เต้น ร้องเชียร์ จะเลือกเต้น เพราะชีวิตกูไม่เคยชอบการแข่งขัน แข่งกีฬาก็บอกได้เลยว่าจะไปแพ้ เพราะไม่ชอบ (เต้นแอโรบิค โยคะ แกว่งมือ นี่ทำเพื่อออกกำลัง) ร้องเพลงขอบาย เราจะร้องแต่เพลงที่เราแต่ง เพลงงานที่ร้องหมู่แบบถวายพระพร ไม่ได้ร้องบ่อย ร้องเพลงเพื่อสอนร้อง นอกนั้นไม่ร้อง เสียดายเสียง เนื่องจากเป็นคนที่หลอดลมกับหลอดอาหารมันเป็นไรไม่ทราบ เราติดเชื้อและไอหนักไวมาก โดยเฉพาะเวลาที่ตะโกน กูยังไม่อยากตายเข้าใจป่ะ กูไม่ชอบตะโกน จบป่ะ แม่ง เลยต้องเลือกเต้น เพื่อเซฟเสียง แต่ทำไมกูต้องไปเต้นด้วย ในเมื่อคนอื่นยังเลือกได้ว่าจะไปหรือไม่ไปก็ได้ กูขอสิทธิ์บ้าง กูไกล กูไม่มีรถขับ กูไม่รบกวนญาติ เพราะญาติกูจะไม่ไป และที่สำคัญคือ “กูไม่อยากไป” กูไม่ชอบ กูชอบเลิกงานแล้วกลับบ้าน จบป่ะ
กูเหนื่อย กูไม่เคยชอบปาร์ตี้ เห็นกูเต้นมันส์บางคนหาว่ากูผีเข้า (ไม่เคยเต้นท่าแรด กูไม่นิยม) แต่จริง ๆ กู แค่เดอะโชว์มัสโกออน เคยมองหน้ากูตอนเต้นป่ะ กูยิ้มเจื่อน ๆ จะตายห่า กูแค่ทำตามหน้าที่ เมื่อ “ทุกคน” ต้องมีหน้าที่

แต่ถ้า ไม่ใช่ทุกคน ทำไมกูถึงไม่มีทางเลือก คิดจะหา”ภาระ”หน้าที่ให้กู ถามกูสักคำ?!

บอกตรง ๆ จะหาว่าเราหยาบก็ได้ หลายคนไม่รู้จักตัวตนเราเลยด้วยซ้ำ เรานิ่งและน่าหลอนกว่าที่พวกเขาเห็นว่าเราบื้อๆใสๆกร๊ากๆ นั่นมันแค่การปรับตัวเพื่อความสะดวกในการเข้าหาผู้คน แต่เมื่อถึงจุดที่เราถูกเอาเปรียบ ที่เราไม่มีทางเลือกเหมือนคนอื่น เราพร้อมแสดงสันดานเดิมเสมอ

เพราะเราไม่จำเป็นต้องยอมรับทุกเรื่อง ชีวิตจริงไม่ใช่ชะตากรรม ถ้าพูดขอดี ๆ ก่อน ตามสิทธิ์ที่คนอื่นยังได้ แล้วไม่เป็นผล เราพร้อมแตกหัก และถ้าเราเสียสิทธิ์ เราก็พร้อมยอมรับว่าเราคือบุคคลชั้นสอง และนั่นแหละคือทางแยก สำหรับสังคมนี้ ไม่ใช่เราไม่แคร์ ไม่ง้อ เราแค่อยากชี้ให้เห็นว่า “สำหรับเรา ความยุติธรรม เสมอภาค มันสำคัญมาก” เราออกจากที่ทำงานเก่า เพราะเขาเอาเปรียบเรา ใช้งานเราเยอะมาก (ที่สำคัญคือกินเวลาเรา ซึ่งเราเกลียดมาก เพราะเราเรียนด้านสื่อมา มันมีทางเลือกตั้งเยอะ มึงจะกักตัวทำให้กูเสียเวลาทำไม กูอยู่ไหนกูก็ทำงานให้มึงได้ นึกถึงอะซิงโครนัส (ไม่ประสานเวลา) ดิ ห่า เรานี่แกร่ว เราอยู่ปิดประชุมมืดค่ำ มาเช้าตรู่เช้าเฝ้าเด็กอนุบาลสอง สายติว ใครลาป่วยเจ็บตาย กูแทน ส่งไปประชุมแทนผอ. อย่างงง ปิดงานหลักสูตร 11 เล่มอย่างวิกฤต  สุดท้ายกลับไม่ขึ้นเงินเดือนให้เรา น่าจะแค่คนเดียว
ด้วยเหตุว่าเราทำงานยังไม่ถึงปี เหี้ยป่ะ กูออกเลยค่ะ ณ จุดนั้น คิดตีน ๆ แบบนี้ ไร้ความยุติธรรม กูไม่เอาเป็นนายให้เสียสมองหรอกค่ะ)

นายเรา ถ้าจะเกิดวิกฤติกับเราน้อยสุดคือ เป็นแบบอย่างที่ดี แพลนงานชัดเจน ล่วงหน้า ให้มากที่สุดเท่าจะมากได้ มีปฏิทินงานแปะโชว์
เราไม่เหมาะกับงานที่มีคนมาคอยชี้เปลี่ยนนี่เปลี่ยนนู้น ยิบย่อย (พี่ปัดก็ดูดวงให้ ทายงี้เลย)
ถ้าเจองี้ เราอาจตอกเลยว่า “เยอะขนาดนี้ ทำเองง่ายกว่าไหม ไม่ต้องเสียเวลาพูดกับเวลาชี้นิ้วด้วย” 555
(เหมือนแซวแม่ แม่คนนึงอ่ะที่เป็นงี้ ขอโทษคร๊าบแม่ ทว่ามันคือความจริง คนหลายคนก็ไม่ชอบแบบนี้นะ จดที่จะแก้ ใส่กระดาษให้ชัดเจนดีกว่า)

ลามออกนอกเรื่องไปเยอะ แต่ยังลามได้อีก

เรื่องไปเที่ยว เราไม่ชอบ เราไม่เคยชอบเที่ยวตามกำหนดการที่จัดโดยคนอื่น เรายอมแค่ครอบครัว (บางที เรายังไม่ยอมครอบครัวเลย) เรื่องเที่ยวจบง่าย ๆ
เราไม่ไปแน่นอน (ถ้าให้ไปทำงาน โอเค ทำใจไปได้ เพราะถือว่า ไปดูเด็ก ยิ่งถ้าเด็กห้องเรา ยิ่งต้องดู ไม่ใช่เพราะพ่อแม่เขาฝาก แต่เราไปดูเพราะเราห่วงว่ามันจะไม่มีใครดูแล เป็นปากเป็นเสียงให้ เด็กดี ๆ ห้องเราก็มี เราก็รักเหมือนลูกหลาน)
เพราะหนึ่ง เราไม่เคยอยากเที่ยวมากมาย
เราไม่ชอบพฤติกรรมการเล่นการพนัน (เล่นไพ่) อาชีพนี้แปลกนะ จะต้องมีคนพรรค์นี้อยู่ เราไม่ได้ติดดีนะ แต่เราไม่เห็นว่าการเล่นไพ่มันจะดีมีประโยชน์ตรงไหน อีเหี้ย กูกลัวถ้าตรเรียกรถแล้ว จับพวกมึง คนอื่นที่ไม่เกี่ยวแต่อยู่รถเดียวกัน จะถูกลากพ่วงติดร่างแหไปด้วย ฉะนั้น เชิญพวกคุณมึงไปสำเริงสำราญ กันเถอะค่ะ กูขอบาย และไม่ต้องเสียดายแทนกูค่ะ กูไม่ไปกูยังไม่เสียดายเลย แล้วมึงจะมาเดือดร้อนแทนกูทำไม อย่ามโนค่ะ

นอกจากติดเรื่องที่ว่าแล้ว ยังมีเรื่องของการเซอไพรซ์ต่าง ๆ ซึ่งชอบมี ขอบอกค่ะ ว่ากูไม่นิยมการเซอรไพรซ์ทุกชนิดค่ะ ปีที่แล้วกูซึ้งค่ะ เพื่อนพี่น้องกู ทิ้งกู เอากุญแจห้องกูไปด้วย โดยบอกว่า “มึงชอบเต้น มึงเต้นคนเดียวเลย” ซึ่งนี่แหละค่ะ สาเหตุสำคัญที่กูไม่ไป กูจำได้ กูร้องไห้เยอะมากจนน้ำจะท่วมเกาะช้าง (พูดไปงั้น) แม้แต่คนใกล้ ยังทิ้งกู
ไม่เป็นไรค่ะ (กูไม่ทิ้งคนใกล้แน่นอนค่ะ) แต่ถ้ากูมีโอกาสเลี่ยงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้ กูย่อมเลือกที่จะเลี่ยงค่ะ เพื่อรักษาความรู้สึกของตัวเอง เวลาที่ถูกกะเกณฑ์จากแผนเซอรไพรซ์(ของผู้มีอำนาจสูงกว่า)ที่ทำให้กูเห็นน้ำใจของเพื่อนฝูงของกูเอง

มีงานหลักให้ช่วยกันอยู่แล้ว เรื่องเที่ยวกูยกให้ค่ะ กูไม่ไปเป็นตัวแย่งหารเงินค่ะ ยอมค่ะ ไม่คิดว่าขาดทุน
(มองเห็นความคิดติดลบของเรามากอ่ะ เรายอมรับ)

ขอไปแค่ทำงานร่วมกันพอค่ะ ไม่ขอเที่ยวร่วม

ปกติไม่ชอบเดินทางค่ะ เป็นพวกปวดขี้ไม่เป็นเวลา จบป่ะ ไม่อยากให้ทริปใครหมดสนุก

“มากคนมากความ”

ง่วงแล้ว ยังด่าไม่จบเลย
เฮ้อ เหนื่อย

พูดถึง

4. เอ็มวีที่เราอยากทำ ที่เมื่อวานว่าจะแต่งเพลง 555
มันมีว่า

เราไป ร.ว.บ. มา (เราจบมัธยมที่นี่) แล้วเราก็นั่งกับซุงกับแอพ นั่งกันสามคน มีนักศึกษาฝึกงาน(ที่ทำงานเรา แต่เหมือนเขาแวะมาร่วมงานด้วย) มานั่งด้านหน้า แล้วหันมาสวัสดีทางพวกเรา  แล้วตอนนั้นเราเล่นมือถืออยู่ น้องผู้ชายหล่อ ๆ ก็ยื่นมือมาขอจับมือเรา เราโคตรงง ให้จับทั้งมือถือ ซุงบอกว่าเขาพูดภาษาอังกฤษใส่เราแต่เราจำห่าอะไรไม่ได้เลย เพราะเรามัวแต่งง พอเขาลุกไปหวัดดีคนอื่นต่อมั้ง เราก็หันไปพูดกับแอพกับซุงว่า นั่งกันตั้งสามคน ทำไมจับมือกูคนเดียวล่ะเนี่ย งง
แอพก็บอกว่าเขาเป็นรุ่นน้องที่ ม.พี่แอมป่าว เราตอบว่าไม่น่ามี (เพราะเอ่อ มันไกลกันโขนะมศวกับพ.ว.เนี่ย) ก็งง จากนั้นกินขนมเสร็จ ขนมข้าวเหนียวสังขยากับขนมปังสังขยา เราเดินเอาห่อขนมไปทิ้ง ขาเดินกลับ เจอน้องผู้ชายและเพื่อนเขาอีก ทั้งกลุ่มทัก ไปแล้วนะคะนะครับอาจารย์สวัสดีค่ะครับ น้องผู้ชายคนนั้นด้วย แต่แล้วน้องผู้ชายคนนั้นคนเดียวก็ปรี่มาหาเรา พร้อมคราวนี้ เขายื่นมือมาจับมือเราได้แบบเต็ม ๆ (เพราะเราไม่ได้ถือโทรศัพท์ไป) จับมือเสร็จแล้ว แกก็เดินจากไป ทิ้งให้เราก็เดินงงกลับไปเล่าให้แอพกับซุงกับใหม่ฟังว่า ไอ้นี่มันใครวะ กร๊าก ซุงบอก พรุ่งนี้ขอเบอร์เลยนะ 55 แหม่ถ้าพี่ปัดบอกว่าเราจะได้กินเด็ก (คำนี้พี่ปัดทายพี่กิต 555) ก็น่าลุ้น กร๊ากกก พูดเล่น เราไม่กินเด็ก เราชอบคนแก่กว่าเรา หรืออย่างน้อยคือมีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา ไม่งั้นคงคบยาก เรามันนิสัยไม่รู้จักโต (ไม่พยายามมีวุฒิภาวะ) หากไม่มีคนที่เราเคารพยำเกรงในความดีมีมาดสุขุมรอบคอบอบอุ่นจริงใจ เห็นว่าคงจะไปกันไม่รอด 555

สรุปไม่มีอะไรนะ แค่อะไรน่ารัก ๆ ผ่านมาให้เจอ เพราะวันนี้คุยกับพี่เอ(คอม)แล้ว พี่เอบอกว่านักศึกษาฝึกงานมาจากราชภัฎธนฯ คนนึงจบราชวินิต 555 มันเป็นรุ่นน้องเรา เราก็ไม่ทันแล้วล่ะแหม่ เราจบราชวินิตมา 11 ปีแล้วสส จำใครไม่ได้เท่าไร แต่ก็ยินดี ปกติ ไม่ค่อยอยากจับมือใคร
ปล.มีแต่ม.4 เพื่อนย้ายมาจากโรงเรียนอื่น ชื่อประจักษ์ อยู่คนละห้อง มาขอจับมือ (คือเขามาหาเพื่อนในห้องแหละ แต่พอจะออกจากห้อง เรานั่งติดประตูหน้า เขาจะต้องขอจับมือเรา จับมือทุกวัน ๆ เราก็ยื่นมือให้เขาจับทุกวัน ก็งง ๆ ไปเป็นเดือน จนเพื่อนถามว่า เป็นอะไร จับมือกันทำไม เราก็ไม่รู้ว่ะ เราเลยถามเขาไปว่า ขอจับมือเราทำไม ก็จำไม่ได้ว่าตอบว่าอะไร แต่หลังจากนั้น ก็ไม่มีการจับมือระหว่างเราสองคนอีกเลย
ถามว่าเราชอบไหม ก็เหมือนไม่ชอบ เพราะตอนนั้นเราชอบรุ่นพี่ (คนที่ติงานรีมิกซ์ของวงประพรหมของเรากะพี่กิตคนฉวยซะยับเยิน 555 มุขนี้พี่กิตเข้าใจคนเดียว กร๊ากกก) แต่ก็ให้จับเป็นเทอมเลยมั้ง

แต่ตอนนั้นมือเรานุ่ม เพื่อนผู้หญิงก็ชอบจับ ทว่าตอนนี้มือแข็งแตกเหนียวเหี่ยวแล้ว เพราะ เราอยากมีเส้นเนื้อคู่ชัด ๆ เราเลยล้างขัดให้มือแตก เส้นจะได้เพิ่มชัด ๆ กร๊ากก

ตลกบ้างไหมเนี่ย

แต่เรื่องจริงหมดนะ ใครชอบอาไปแต่งเพลงก็ได้นะ อยากให้มีเพลงแบบนี้

ถ้าเป็นธรรมเนียมฝรั่งคงไม่มีความหมาสมากมายเพราะเขาจับมือกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่พอเป็นคนไทย ลูกครึ่งจีน มันเลยดูน่าจะมีความหมายนะ
แอพมันโพสต์เม้นร้องเพลง เมื่อดวงใจมีรัก ดั่งเจ้านกโผบิน บินไปไกลแสนไกล ให้โพสต์เรา 555

บางทีมันอาจจะเป็นความรักก็ได้นะ กร๊ากกก เอาเหอะ มีคนรักก็ดีกว่ามีคนเกลียดละวะ

ปล.ใครอ่านแล้ว จะเล่นมุกนี้กับเรา ช่วยบอกเราด้วย เราจะได้ไม่ต้องนั่งแปล
นั่งตีความ 555

จริง ๆ มีอีกหลายเรื่อง
(มึงไปเก็บกดมาจากไหนคะ)

มีปรับเงินเด็ก

มีเด็กติดในตึก

มีซื้อแอพดูดวง

เอาซื้อแอพดูดวง ซื้อมหาหมอดูฟอร์แอนดรอยกด์มา 800 บาท เจตนา คืออยากหาแหล่งดูดวง จำได้ว่าพี่ปัดเคยพูดถึงแอพนี้ ว่าพี่ปัดรู้จักเจ้าของโปรแกรม ต่อไปพี่ปัดย้าย (เขียนย้ายไปเทพศิรินทร์) เราจะได้มีเพื่อนคู่คิดอยู่ เพราะทุกวันนี้ มีอะไรในใจก็จะเข้าหาแต่พี่ปัด
เท่าที่ดู ตรงกับที่พี่ปัดดูให้เราเลยนะ ทว่าหลายส่วน ไม่มีการแปลชัด ๆ อ่านเลขแล้วแปลไม่ได้ ก็นะ ถ้าโอกาสมีคงได้เรียนรู้
แต่ดวงไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต การกระทำสำคัญกว่า เพราะเราแอบดูดวงคนรู้จัก บางอันออกมาก็ไม่ตรงนะ การกระทำ กรรม จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่รุนแรงกว่าเยอะ แต่แปดร้อยนี้ ก็ทำให้เราสนุก และได้แบ่งความสนุกโดยการดูดวงให้กับเพื่อนฝูงได้ อิอิ

เด็กติดอยู่ในห้องสมุด เมื่อเย็น เอาว่า ถูกเหวี่ยง แต่อย่างน้อย อยากให้เด็ก หรือใครก็ตาม ตระหนักด้วยว่า ควรไปหลังจากเขาเปิดทำการสักสามสิบนาที และออกก่อนเขาปิดทำการสักสามสิบนาที ไม่ใช่แช่จนเขาออกจากหน่วยงาน ลงกลอนล็อกประตูแล้วยังไม่รู้เรื่อง
หลอนนะ
จงอย่าอยู่ชิล ๆ ในที่ที่ปิดประตูลงกลอนโดยคนอื่น ระวังจะถูกขัง ออกไม่ได้ ตายแบบเรื่องเล่าหลอน ๆ สมัยประถม ยันมหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็ยังกลัว

เฮ้อ

อีกสิบนาทีตีสอง

เรื่องสุดท้ายที่คิดได้ค่ะ
เราควบคุมเด็กห้องท้าย ๆ ยังกะลิฝ ((เช่น ม.1/12 )) ด้วยการปรับตังค์
(สำหรับ ม.1 ทำตั้งแต่เทอมแรกไม่ได้นะ เสี่ยงถูกเด็กเอาเรื่อง เพราะยังไม่รู้จักเราดีพอ)

โดยเทอม 1 แค่เก็บเงินห้องชิล ๆ จ่ายมั่งไม่จ่ายมั่งก็จดไว้
ให้เงินค่ากิจกรรม เช่นพานไหว้ครู
ตอนจะสอบกลางภาค บอกเลย ถ้าคะแนนเก็บ คะแนนกลางภาค ปลายภาค ดี แค่ไม่สอบตก ไม่ติด ร มผ มส วิชาอะไร ก็ให้วิชาละ 5 บาท
พอเกรดออก ก็เช็คเด็ก

จ่ายเงินสดให้เด็กที่ทำได้ คนละ 20 บาท
อีก 55 บาท (เทอม1 เด็กเราเรียน 15 วิชา) เป็นเงินห้อง เท่ากับว่าเด็กรับผิดชอบการเรียนได้ จะได้เงิน ไม่ต้องถูกเก็บเงินห้อง เพื่อให้เห็นเลยว่า รับผิดชอบหน้าที่ความเป็นนักเรียนได้ ก็ได้รางวัลแน่นอน เหมือนโตขึ้น ทำงานดีก็ได้เงินเพิ่มแน่นอน

คนติดวิชาไม่ผ่าน ต้องจ่ายเงินห้อง 60 บาท ถึงจะมีสิทธิ์ รับรางวัลแบบนี้ในเทอมสอง
ใครไม่จ่าย อดทุกอย่าง

จ่ายไม่ครบก็อด

นอกนั้น มีการปรับ ผิดกฎ
พูดคำหยาบให้ครูได้ยิน
ใส่เสื้อผิด เช่น วันใส่นักเรียนแต่ดันใส่ชุดพละมา
มาเข้าแถวไม่ทัน (แต่เดิมเคยมาทัน)
ทะเลาะกัน
เล่นมือถือให้ครูเห็น
ยืมหนังสือไม่ได้ตามเกณฑ์

และถ้าเด็กไม่ยอมจ่าย วันรุ่งขึ้นค่าปรับจะคูณสอง

ถ้าไม่ยอมจ่ายจริง ๆ ตัดทุกสิทธิ์ที่พึงได้จากครู

และกลับกัน ใครยืมหนังสือครบสิบเล่มแล้ว ได้เงิน 20 บาท ( เงินห้องที่มาจากหลายทางนั่นแหละ ให้ควักเงินเราคงไม่ไหว)

ใครตอบคำถามตั้งใจฟังครูสอน แปร๊บ ๆ อาจมีรางวัลเป็นเงินให้ แต่ไม่บ่อย

คุมการจ่ายให้ได้ มีตามหนี้
ทำตัวดีมีลดหนี้ครั้งละห้าบาท (ก็เราไม่ได้บ้า อยากเก็บเงินเด็ก แค่หาทางฝึกนิสัยแค่นั้น เงินก็เป็นส่วนได้ เวลาเรียกเก็บเงินห้องเด็กดีไม่เคยต้องควัก เงินห้องออกเลยชิลดี วันไหนเด็กแสดงความเยอะ เราเก็บได้ถึง 95 บาท วันเดียวนะ คนละห้าบาทไง)

เวลาเด็กมันเริ่มชินกับการปรับที่ปรับจริง ก็จะทำให้สั่งได้ง่ายขึ้นนิด คือ พอไม่ทำอะไร บอกเลยจะปรับตังค์ ก็จะว่องไวขึ้นเลย

และถ้าหมดเทอม (เออเราทำบัญชีตลอดนะ แค่จดเลขเงินเข้าออกดูยอดคงเหลือ)
ใครไม่ตก เอาจำนวนคน แล้วหารเงินที่เหลือ แจกเฉลี่ยคืนเลย

เรามีของแจกเด็กในห้องบ่อย ๆ ด้วยไง ก็จะสอนเด็กว่า ไม่ได้สอนใ้ห้แก่เงินแต่สอนให้รู้ว่า
ถ้าทำตามหน้าที่ได้ ก็จะมีสิ่งดี ๆ ตามมา เราไม่ได้รวยนะ แต่เราแบ่งเงินมาทำตรงนี้ได้แหลัะ เพระพนี่และคือความสุขของเราอย่างนึง

จบ